
Shipping Mark คืออะไร? สำคัญอย่างไรกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
22 กรกฎาคม 2569
Key Takeaways
- Shipping Marks คือข้อความ ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ที่ใช้ระบุหีบห่อของสินค้าแต่ละ Shipment
- ข้อมูลบน Package ควรสอดคล้องกับ Transport Document และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- Shipping Marks ช่วยลดความสับสนในการตรวจนับ แยกสินค้า และ Handling ระหว่างการขนส่ง
- การระบุ Package Number เช่น CTN 1/10, CTN 2/10 ช่วยให้ตรวจสอบจำนวนสินค้าได้ง่ายขึ้น
- Shipping Marks แตกต่างจาก Handling Marks ซึ่งใช้บอกวิธีดูแลสินค้า เช่น Fragile, Keep Dry หรือ This Side Up
ในการนำเข้า–ส่งออก สินค้าหนึ่ง Shipment อาจผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่ Warehouse, Truck, Port, Airport, Customs ไปจนถึงการขนถ่ายและส่งมอบให้ผู้รับปลายทาง ยิ่งในพื้นที่ที่มีสินค้าหลาย Shipment อยู่ร่วมกัน การระบุว่า Package ใดเป็นของใครและอยู่ใน Shipment ไหนจึงมีความสำคัญมาก
หนึ่งในข้อมูลที่ช่วยให้ตรวจสอบสินค้าได้ง่ายขึ้นคือ Shipping Marks หรือเครื่องหมายและเลขหมายหีบห่อ ซึ่งถูกระบุไว้บน Carton, Crate, Pallet หรือ Package และเชื่อมโยงกับข้อมูลในเอกสารขนส่ง
การทำ Shipping Marks ให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนส่งออกสามารถช่วยลดความสับสนในการตรวจนับและลดปัญหาข้อมูล Package ไม่ตรงกับเอกสารได้
Shipping Marks คืออะไร?
Shipping Marks คือข้อความ สัญลักษณ์ หรือตัวเลขที่แสดงอยู่บนหีบห่อหรือภาชนะบรรจุสินค้า เพื่อใช้ระบุว่า Package นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Shipment ใด และช่วยให้ข้อมูลระหว่างสินค้าและเอกสารขนส่งสามารถตรวจสอบเชื่อมโยงกันได้
ตัวอย่าง Shipping Mark แบบง่าย เช่น
ABC TRADING CO., LTD.
BANGKOK, THAILAND
PO NO. 2026-001
CTN NO. 1/10
MADE IN THAILAND
จากข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถทราบได้ว่า
- สินค้าเป็นของ Shipment ใด
- เกี่ยวข้องกับ Buyer หรือ Consignee รายใด
- Package นี้เป็นกล่องลำดับที่เท่าไร
- Shipment มีทั้งหมดกี่ Package
- สินค้ามี Country of Origin ใดตามข้อมูลที่ระบุ
รายละเอียดจริงไม่จำเป็นต้องเหมือนตัวอย่างทุก Shipment แต่ควรออกแบบ Shipping Mark ให้สามารถระบุและตรวจสอบสินค้าได้อย่างชัดเจน
Shipping Marks สำคัญอย่างไรกับการขนส่งระหว่างประเทศ?
International Shipment สามารถผ่านผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เช่น
- Supplier
- Warehouse
- Trucking
- Freight Forwarder
- Carrier
- Port / Airport
- Customs
- Destination Agent
- Consignee
หาก Package ไม่มีข้อมูลระบุที่ชัดเจน การตรวจสอบสินค้าอาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีสินค้าหลายเจ้าของถูก Consolidate อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
Shipping Marks จึงช่วยในหลายด้าน
- แยก Package ของแต่ละ Shipment
- ตรวจนับจำนวนหีบห่อ
- ตรวจสอบกับ Packing List
- ลดโอกาสหยิบหรือส่งสินค้าผิด
- ช่วยตรวจสอบระหว่าง Loading และ Unloading
- สนับสนุนการตรวจสอบเมื่อมี Package สูญหายหรือจำนวนไม่ครบ
- ช่วยให้ฝ่ายต้นทางและปลายทางอ้างอิงข้อมูลเดียวกัน
ดังนั้น Shipping Marks ไม่ใช่เพียงสติกเกอร์สำหรับตกแต่งกล่อง แต่เป็นข้อมูลที่ใช้ในการควบคุม Shipment ตลอดกระบวนการ Logistics
Shipping Marks เกี่ยวข้องกับศุลกากรอย่างไร?
สำหรับการนำเข้า–ส่งออกของประเทศไทย พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 211 กำหนดเกี่ยวกับการมีเครื่องหมายหรือเลขหมายกำกับหีบห่อหรือภาชนะบรรจุของ รวมถึงการแสดงข้อมูลดังกล่าวในเอกสารที่เกี่ยวข้อง
กรณีผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกไม่จัดให้มีเครื่องหมายหรือเลขหมายตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับได้ไม่เกิน 50,000 บาท
ในทางปฏิบัติ Shipping Marks ที่สำแดงควรตรงกับข้อมูลจริงของสินค้าและใบตราส่ง จึงควรตรวจให้ข้อมูลบน Package และ Shipping Documents สอดคล้องกันก่อนดำเนินพิธีการศุลกากร
Shipping Marks ควรตรงกับเอกสารอะไรบ้าง?
ข้อมูล Shipping Marks ควรถูกควบคุมให้สัมพันธ์กับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ Shipment เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- Bill of Lading
- Air Waybill
- Customs Declaration ตามกรณี
โดยเฉพาะ Packing List ซึ่งใช้แสดงรายละเอียดว่า Shipment ประกอบด้วย Package จำนวนเท่าไร และสินค้าใดอยู่ใน Package ใด
ตัวอย่างเช่น Packing List ระบุ
CTN 1-5: Product A
CTN 6-10: Product B
กล่องจริงก็ควรมี Package Number ที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบตามข้อมูลดังกล่าวได้
หาก Packing List ระบุ 10 Cartons แต่ Shipping Marks บนกล่องแสดงหมายเลขไม่ครบหรือซ้ำกัน อาจสร้างความสับสนระหว่างการตรวจนับได้
Shipping Marks ควรมีข้อมูลอะไรบ้าง?
ไม่มี Format เดียวที่จำเป็นต้องใช้กับสินค้าทุกประเภท เพราะรายละเอียดขึ้นอยู่กับ Buyer, Seller, Carrier และ Requirement ของ Shipment
ข้อมูลที่พบได้บ่อย เช่น
- ชื่อหรือรหัส Consignee
- ชื่อหรือรหัส Exporter
- Buyer Reference
- Purchase Order Number
- Product Reference
- Destination
- Package Number
- Total Number of Packages
- Country of Origin ตามความเหมาะสม
- Gross Weight / Net Weight ตาม Requirement
- Dimension ตาม Requirement
ตัวอย่าง
CPL CUSTOMER
DESTINATION: TOKYO, JAPAN
PO NO.: JP2026-015
CTN NO.: 3/20
MADE IN THAILAND
สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องอ่านได้ชัดเจนและไม่ขัดแย้งกับเอกสารของ Shipment
Package Number เช่น CTN 1/10 หมายความว่าอะไร?
การเขียน Package Number เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ตรวจนับสินค้าได้สะดวก
ตัวอย่าง
CTN 1/10
หมายถึงกล่องนี้เป็น กล่องที่ 1 จากทั้งหมด 10 กล่อง
กล่องถัดไปจะเป็น
CTN 2/10
CTN 3/10
จนถึง
CTN 10/10
หาก Shipment มีทั้ง Carton, Pallet หรือ Wooden Crate สามารถใช้คำให้สัมพันธ์กับ Packaging เช่น
- CTN 1/10
- PLT 1/5
- CASE 1/3
- CRATE 1/2
การใส่ลำดับ Package ช่วยให้ตรวจได้รวดเร็วว่ามีสินค้าขาดหรือ Package ใดยังมาไม่ครบ
Shipping Mark ต้องใส่ชื่อสินค้าเต็มหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องใส่ Product Description แบบละเอียดทั้งหมดลงบน Package เสมอไป
สามารถใช้
- Product Name
- Product Code
- SKU
- PO Number
- Customer Reference
ตามระบบที่ Buyer และ Seller ตกลงกัน
แต่ข้อมูลต้องเพียงพอสำหรับการ Identification และควรสัมพันธ์กับ Packing List หรือ Transport Document
สำหรับสินค้าที่มี Security Concern หรือมีมูลค่าสูง ธุรกิจบางแห่งอาจเลือกใช้ Reference Code แทนการระบุชื่อสินค้าชัดเจนบนกล่องภายนอก เพื่อลดความเสี่ยงระหว่าง Transportation
Shipping Marks กับ Handling Marks ต่างกันอย่างไร?
สองอย่างนี้มักปรากฏอยู่บน Package เดียวกัน แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน
Shipping Marks
ใช้เพื่อระบุว่า Package เป็นของ Shipment ใด เช่น
- Consignee
- Destination
- PO Number
- Package Number
- Shipment Reference
Handling Marks
ใช้ระบุวิธีการ Handling สินค้า เช่น
- Fragile
- This Side Up
- Keep Dry
- Do Not Stack
- Handle With Care
- Protect From Heat
- Center of Gravity
ดังนั้น Shipping Mark เน้น Identification ส่วน Handling Mark เน้น วิธีดูแลสินค้า
Internal Link แนะนำ: สัญลักษณ์ข้างกล่องบรรจุภัณฑ์ มีความหมายว่าอย่างไร
ทำไม Shipping Marks ต้องสัมพันธ์กับ Packing List?
Packing List เป็นเอกสารที่บอกโครงสร้างของ Shipment ว่ามีสินค้าอะไร จำนวนเท่าไร และบรรจุอยู่ใน Package ใด
Shipping Marks จึงทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเอกสารกับสินค้าจริง
ตัวอย่าง Shipment มี 3 Pallets
Packing List อาจระบุว่า
PLT 1/3 – Product A – 100 pcs
PLT 2/3 – Product B – 150 pcs
PLT 3/3 – Product C – 200 pcs
เมื่อ Warehouse ตรวจรับสินค้า ก็สามารถดู Shipping Mark บน Pallet แล้วเทียบกับ Packing List ได้ทันที
ช่วยลดการเปิด Package ทุกชิ้นเพื่อค้นหาสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการ Receiving และ Inspection
Shipping Marks สำหรับ LCL สำคัญเป็นพิเศษอย่างไร?
Sea Freight แบบ LCL เป็นการนำสินค้าของหลาย Shipment มา Consolidate เพื่อใช้พื้นที่ Container ร่วมกัน
ดังนั้นใน Container หนึ่งตู้อาจมี
- หลาย Exporter
- หลาย Consignee
- หลาย Bill of Lading
- หลาย Destination
Shipping Marks จึงมีบทบาทสำคัญในการแยกว่าสินค้าแต่ละ Pallet หรือ Carton เป็นของ Shipment ใด
หาก Shipping Marks ไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความสับสนในขั้นตอน
- Consolidation
- Warehouse Receiving
- Stuffing
- Devanning
- Sorting
- Delivery
โดยเฉพาะ Shipment ที่กล่องภายนอกมีลักษณะคล้ายกัน
Internal Link แนะนำ: Sea Freight (LCL) คืออะไร? ขนส่งทางเรือแบบไม่เต็มตู้ เหมาะกับสินค้าแบบไหน
Shipping Marks สำหรับ Air Freight ต้องทำหรือไม่?
Air Freight ก็สามารถใช้ Shipping Marks เพื่อระบุ Package และเชื่อมโยงกับ Shipment ได้เช่นกัน
ควรตรวจให้ข้อมูลสำคัญสัมพันธ์กับ
- Air Waybill
- Packing List
- Commercial Invoice
- Cargo Label ตาม Requirement ของ Airline หรือ Forwarder
หาก Shipment มีหลาย Package การระบุลำดับ Package ชัดเจน เช่น
BOX 1/6
BOX 2/6
ช่วยให้ตรวจนับระหว่าง Cargo Handling ได้สะดวกขึ้น
Internal Link แนะนำ: Air Cargo คืออะไร? ขนส่งสินค้าทางอากาศ เหมาะกับสินค้าแบบไหน
กรณี Shipping Marks เป็นรูปภาพหรือภาษาที่ระบบบันทึกไม่ได้ ต้องทำอย่างไร?
ตามแนวทางการสำแดงข้อมูลของกรมศุลกากร หาก Shipping Marks เป็นรูปภาพ หรือเป็นข้อความภาษาต่างประเทศที่ไม่สามารถบันทึกเป็นข้อความในระบบได้ สามารถมีกรณีที่ต้องระบุเป็นคำว่า
PICTURE
ส่วน Shipping Marks ที่เป็นข้อความควรสำแดงตามข้อความจริง และหากข้อความมีความยาวมาก ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของระบบศุลกากรที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นหาก Shipping Marks มี Logo, Symbol หรือ Character พิเศษ ควรแจ้ง Customs Broker หรือ Freight Forwarder ก่อนจัดทำข้อมูลใบขนสินค้า
NO SHIPPING MARK คืออะไร?
ในบางกรณีกรมศุลกากรมีแนวทางผ่อนผันให้ไม่ต้องสำแดง Shipping Marks และสามารถระบุ NO SHIPPING MARK ในข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าได้
ตัวอย่างบางกรณี ได้แก่
- ของบางประเภทที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อ
- Bulk Cargo บางประเภท
- ของที่มีเพียง Package เดียว
- Standard Packing บางลักษณะ
- สินค้าบางประเภทที่อยู่ในเงื่อนไขผ่อนผันของศุลกากร
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้คำว่า NO SHIPPING MARK กับ Shipment ทุกประเภทโดยอัตโนมัติ ควรให้ Customs Broker ตรวจว่าลักษณะสินค้านั้นเข้าเกณฑ์ผ่อนผันหรือไม่
ต้องใส่ Country of Origin บน Shipping Mark ทุกครั้งหรือไม่?
Country of Origin เป็นข้อมูลที่พบได้บ่อยบน Shipping Marks เช่น
MADE IN THAILAND
แต่ Requirement การแสดง Country of Origin บน Product หรือ Package แตกต่างกันไปตาม
- ประเทศปลายทาง
- ประเภทสินค้า
- Customs Regulation
- Product Regulation
- Buyer Requirement
- FTA หรือเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง
จึงไม่ควรสรุปว่าการใส่ Country of Origin ใน Shipping Mark เพียงอย่างเดียวจะทำให้สินค้าได้รับสิทธิ FTA
การขอสิทธิพิเศษทางภาษียังต้องตรวจ
- HS Code
- Rules of Origin
- FTA
- Proof of Origin
- Requirement ของประเทศนำเข้า
Internal Link แนะนำ: Certificate of Origin คืออะไร? รู้จักประเภท C/O และเอกสารที่ต้องใช้
Shipping Mark ควรติดบริเวณไหนของ Package?
Shipping Mark ควรอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นและอ่านได้ง่ายระหว่าง Handling
ควรพิจารณา
- ไม่ติดบริเวณที่จะถูกสายรัดบัง
- ไม่ติดบนจุดที่ฉีกขาดง่าย
- ไม่ติดบนพื้นผิวที่ Sticker หลุดง่าย
- หลีกเลี่ยงตำแหน่งที่ Pallet อื่นจะวางทับจนมองไม่เห็น
- ใช้วัสดุ Label ให้เหมาะกับระยะเวลาการขนส่งและสภาพแวดล้อม
สำหรับ Wooden Crate หรือ Pallet อาจติดข้อมูลมากกว่าหนึ่งด้านหากมีความเสี่ยงว่าด้านใดด้านหนึ่งจะถูกบังระหว่าง Storage
ควรพิมพ์ข้อมูลให้ชัดเจนและทนต่อ Handling มากกว่าการใช้ลายมือที่อ่านยาก
Shipping Marks ต้องกันน้ำหรือไม่?
หากสินค้าเดินทางทางเรือหรือมีโอกาสสัมผัสความชื้น ควรเลือก Label และวิธีติดที่เหมาะสมกับ Environment
แม้ Package จะอยู่ใน Container แต่ยังมีโอกาสเจอ
- ความชื้น
- Condensation
- การขนถ่ายกลางแจ้ง
- ฝน
- การเสียดสีระหว่าง Handling
หาก Label หลุดหรือข้อความเลือน อาจทำให้ Identification ยากขึ้น
จึงควรพิจารณา
- Waterproof Label
- Print ที่ไม่เลอะง่าย
- Protective Film
- การติด Label มากกว่าหนึ่งตำแหน่งตามความเหมาะสม
โดยเฉพาะ Shipment ที่ใช้เวลาขนส่งนาน
ข้อผิดพลาดของ Shipping Marks ที่พบได้บ่อย
ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากข้อมูลบนสินค้าไม่สัมพันธ์กับเอกสาร เช่น
- Package Number ซ้ำกัน
- จำนวน Package ไม่ตรง
- Consignee ผิด
- Destination ผิด
- PO Number ผิด
- Country of Origin ผิด
- Shipping Mark บนกล่องไม่ตรง Packing List
- Label หลุดระหว่างขนส่ง
- ตัวหนังสือเล็กหรืออ่านไม่ได้
- ใช้ Shipping Mark เก่าจาก Shipment ก่อนหน้า
โดยเฉพาะการนำ Carton หรือ Wooden Crate กลับมาใช้ใหม่ ควรนำ Label ของ Shipment เดิมออกให้หมด เพื่อป้องกันการสับสน
ก่อนส่งออก ควรตรวจ Shipping Marks อย่างไร?
ก่อนส่งสินค้าเข้า Warehouse หรือส่งมอบให้ Carrier ควรตรวจอย่างน้อย
- จำนวน Package จริง
- Package Sequence
- Consignee
- Destination
- PO / Reference
- Country of Origin ตาม Requirement
- Shipping Marks เทียบกับ Packing List
- Label ติดแน่นหรือไม่
- Handling Marks ครบหรือไม่
- ไม่มี Label เก่าที่อาจสร้างความสับสน
หาก Shipment มี Package จำนวนมาก อาจจัดทำ Package List หรือถ่ายภาพ Shipping Marks ก่อน Pickup เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบภายหลัง
Shipping Marks มีผลต่อการ Claim สินค้าหรือไม่?
Shipping Marks สามารถช่วยเป็นข้อมูลประกอบการระบุ Package เมื่อเกิดปัญหาได้ เช่น
- Package สูญหาย
- จำนวน Package ไม่ครบ
- ส่งสินค้าผิด
- สินค้าเสียหายบางกล่อง
ตัวอย่างเช่น Shipment มี 20 กล่อง แต่ตรวจพบว่า CTN 14/20 ได้รับความเสียหาย การมี Package Number ชัดเจนช่วยให้ตรวจย้อนกับ Packing List ได้ว่าภายในกล่องนั้นมีสินค้าใด
อย่างไรก็ตาม Shipping Mark เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการ Claim จะได้รับการอนุมัติ เพราะยังต้องพิจารณา Transport Document, Insurance, Packing Condition และหลักฐานอื่นตามกรณี
Shipping Marks กับ Packaging ต้องวางแผนร่วมกันหรือไม่?
ควรวางแผนร่วมกัน เพราะ Shipping Mark ต้องยังมองเห็นและอ่านได้หลัง Packing เสร็จสมบูรณ์
ตัวอย่างเช่นหาก
- พัน Stretch Film
- ตีลังไม้
- วางบน Pallet
- รัดสาย Strap
- ทำ Waterproof Packing
ควรตรวจว่าข้อมูล Shipping Mark ไม่ถูกบังหลัง Final Packing
สำหรับสินค้าที่ต้องผ่าน Handling หลายครั้ง การวาง Position ของ Label ตั้งแต่ก่อน Packing ช่วยลดการแก้ไขในภายหลัง
Internal Link แนะนำ: แพ็กสินค้าอย่างไรให้ปลอดภัย? 5 วิธีลดความเสียหายระหว่างขนส่งไปต่างประเทศ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shipping Marks (FAQ)
Shipping Mark คือ Label หน้ากล่องใช่หรือไม่?
Shipping Mark สามารถอยู่ในรูป Label, Sticker, Printing หรือ Marking บน Package ได้ จุดสำคัญคือใช้ระบุและเชื่อมโยง Package กับ Shipment และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
Shipping Marks ทุกกล่องต้องเหมือนกันหรือไม่?
ข้อมูลหลักของ Shipment ควรสอดคล้องกัน แต่ Package Number ควรแตกต่างกันตามลำดับ เช่น CTN 1/10, CTN 2/10 จนถึง CTN 10/10
Shipping Mark กับ Shipping Label เหมือนกันหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน Shipping Label ของ Courier อาจมี Tracking Number, Barcode และ Routing Information ส่วน Shipping Mark ใช้ระบุรายละเอียด Package และ Shipment ตามระบบของผู้ส่ง ผู้รับ และเอกสารการค้า
ไม่มี Shipping Mark ส่งสินค้าได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับลักษณะ Shipment และเงื่อนไขผ่อนผันที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปว่าไม่ต้องมีโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะ Commercial Shipment ควรตรวจ Requirement กับ Freight Forwarder หรือ Customs Broker ก่อนส่ง
Shipping Mark ต้องระบุ HS Code หรือไม่?
โดยทั่วไป HS Code ไม่ใช่ข้อมูลหลักที่จำเป็นต้องพิมพ์บน Shipping Mark ทุก Package เว้นแต่ Buyer, Carrier หรือ Regulation ของสินค้านั้นกำหนดเป็นพิเศษ HS Code ควรได้รับการตรวจและใช้ในเอกสารศุลกากรอย่างถูกต้อง
บริการ Packing และขนส่งสินค้าระหว่างประเทศกับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการ Packing, Shipping Documents และพิธีการศุลกากร
ก่อนส่งสินค้า ผู้ประกอบการสามารถเตรียม Commercial Invoice, Packing List, จำนวน Package, ขนาด น้ำหนัก และ Shipping Marks ที่ต้องการใช้ เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Shipment และวางรูปแบบการขนส่งให้เหมาะสมก่อน Booking
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
บทความอื่น ๆ
- No Image
- No Image
