blog image

    รวม 5 เว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ต่างประเทศ ช่องทางสร้างโอกาสทางธุรกิจ

    19 ตุลาคม 2569

    Key Takeaways

    • Marketplace ต่างประเทศแต่ละแห่งมี Target และรูปแบบธุรกิจไม่เหมือนกัน ทั้ง B2B, B2C และ Cross-border E-commerce
    • Alibaba.com เหมาะกับการหา Supplier และสั่งสินค้าเชิงธุรกิจ ขณะที่ Taobao และ AliExpress เหมาะกับการค้นหาสินค้าและทดลองตลาดในปริมาณที่แตกต่างกัน
    • Amazon และ eBay สามารถเป็นช่องทางสำหรับธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
    • ราคาที่เห็นบนเว็บไซต์ยังไม่ใช่ต้นทุนสุดท้าย ต้องรวม Freight, Duty, Tax, Handling และค่าใช้จ่ายอื่นก่อนตัดสินใจ
    • ก่อนสั่ง Commercial Lot ควรตรวจ Supplier, HS Code, ข้อจำกัดสินค้า และเงื่อนไขนำเข้าของประเทศไทยให้ครบ

    E-commerce ทำให้การซื้อและขายสินค้าระหว่างประเทศเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการสามารถค้นหา Supplier จากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศต้นทาง ขณะเดียวกันผู้ขายไทยก็สามารถนำสินค้าเข้าสู่ Marketplace ที่มีลูกค้าอยู่ในหลายประเทศได้

    แต่เว็บไซต์แต่ละแห่งถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานและรูปแบบการซื้อขายที่แตกต่างกัน

    บางแพลตฟอร์มเหมาะสำหรับการสั่งสินค้าเพียงไม่กี่ชิ้นเพื่อทดลองตลาด ขณะที่บางแพลตฟอร์มเหมาะกับการเจรจากับโรงงานและสั่งซื้อ Commercial Lot จำนวนมาก

    ดังนั้นก่อนเลือกแพลตฟอร์ม ควรเริ่มจากคำถามว่า

    ต้องการซื้อเพื่อใช้ส่วนตัว ทดลองตลาด นำเข้ามาขาย หรือกำลังมองหาช่องทางส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

    เว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ต่างประเทศมีบทบาทอย่างไรกับธุรกิจ?

    Marketplace ระหว่างประเทศสามารถเชื่อม Buyer และ Seller จากหลายประเทศเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้หลายวัตถุประสงค์ เช่น

    • หา Supplier
    • เปรียบเทียบราคาสินค้า
    • หา Product Idea
    • สั่ง Sample
    • สั่งสินค้าจำนวนมาก
    • หาโรงงาน OEM / ODM
    • ขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศ
    • ทดลองตลาดใหม่
    • ศึกษาคู่แข่ง
    • ดูสินค้าและ Trend ในแต่ละตลาด

    อย่างไรก็ตาม Marketplace เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการค้า

    เมื่อมีการซื้อขายสินค้าข้ามประเทศจริง ยังต้องพิจารณาเรื่อง

    • Payment
    • Shipping
    • Customs
    • Import Duty
    • VAT / Tax
    • Product Regulation
    • Documentation
    • Insurance
    • Return
    • After-sales Service

    โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการ Import สินค้าเพื่อจำหน่าย ไม่ควรตัดสินใจจากราคาที่เห็นหน้าเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

    1. Amazon

    Amazon เป็น E-commerce Marketplace ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและมีสินค้าหลากหลายประเภท เหมาะทั้งกับผู้ซื้อที่ต้องการค้นหาสินค้าจากต่างประเทศ และผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาตลาด Retail ในประเทศต่าง ๆ

    สินค้าที่พบได้ เช่น

    • Electronics
    • Home & Living
    • Fashion
    • Beauty
    • Books
    • Toys
    • Sports
    • Automotive Accessories
    • Consumer Goods

    สำหรับ Seller ยังมีรูปแบบ Fulfillment หลายแนวทาง เช่น การจัดส่ง Order ด้วยตนเอง หรือใช้ระบบ Fulfillment ของ Amazon ในตลาดที่รองรับ

    Amazon เหมาะกับใคร?

    เหมาะกับผู้ที่ต้องการ

    • ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
    • ศึกษาราคาขายในตลาดปลายทาง
    • ดู Product Review
    • วิเคราะห์คู่แข่ง
    • ขายสินค้าแบบ B2C
    • สร้าง Brand ในตลาดต่างประเทศ

    สำหรับธุรกิจไทยที่วางแผน Export ควรตรวจ Marketplace ของประเทศเป้าหมายแยกกัน เพราะ Product Category, Seller Requirement, Fee และ Fulfillment Option สามารถแตกต่างกันในแต่ละตลาด

    2. eBay

    eBay เป็น Marketplace ที่มีสินค้าหลากหลายทั้งสินค้าใหม่และสินค้ามือสอง รวมถึงสินค้าที่มีตลาดเฉพาะทาง

    ตัวอย่างสินค้าที่พบได้ เช่น

    • Collectibles
    • Fashion
    • Watches
    • Electronics
    • Automotive Parts
    • Toys
    • Hobby Products
    • Vintage Items
    • Consumer Goods

    จุดที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการคือสามารถใช้ eBay เพื่อสำรวจว่ามี Demand สำหรับสินค้าประเภทใดในต่างประเทศ รวมถึงดู Price Range ของสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

    eBay เหมาะกับสินค้าแบบไหน?

    ไม่มีประเภทสินค้าตายตัว แต่เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้า

    • Niche Product
    • Collectible
    • Used Product
    • Spare Part
    • Hobby Product
    • Handmade หรือสินค้าที่มีความแตกต่าง
    • สินค้าที่สามารถขายแบบ Cross-border ราย Order

    อย่างไรก็ตาม Seller ต้องวางแผนเรื่อง International Shipping และ Return Policy ให้ชัดเจน เพราะเมื่อลูกค้าอยู่ต่างประเทศ ต้นทุนการส่งกลับสามารถสูงกว่าการขายภายในประเทศได้มาก

    3. Taobao

    Taobao เป็น Marketplace ของจีนที่มีสินค้าให้เลือกจำนวนมาก โดยเน้นตลาดผู้บริโภคและผู้ซื้อภายในประเทศจีนเป็นหลัก

    ผู้ประกอบการไทยมักใช้ Taobao ในการ

    • ค้นหาสินค้า
    • หา Product Idea
    • เปรียบเทียบราคา
    • สั่ง Sample
    • ทดลองสินค้าจำนวนน้อย
    • หา Seller ภายในจีน

    สินค้าที่พบได้หลากหลาย เช่น

    • เสื้อผ้า
    • กระเป๋า
    • Accessories
    • ของตกแต่งบ้าน
    • Packaging
    • ของใช้
    • Gadget
    • สินค้า Seasonal
    • อุปกรณ์ร้านค้า

    Taobao เหมาะกับผู้เริ่มต้นนำเข้าหรือไม่?

    สามารถใช้เพื่อทดลองสินค้าได้ แต่ผู้ซื้อควรเข้าใจว่า Seller บน Taobao จำนวนมากดำเนินธุรกิจโดยเน้นตลาดจีน

    จึงอาจต้องตรวจเรื่อง

    • ภาษาที่ใช้ติดต่อ
    • วิธีชำระเงิน
    • Domestic Shipping ในจีน
    • International Shipping
    • Warehouse จีน
    • Consolidation
    • Export Documentation

    ในบางกรณีผู้ซื้อไทยอาจใช้ Warehouse หรือ Logistics Provider ในประเทศจีนเพื่อรวบรวมสินค้าจากหลายร้านก่อนส่งมายังประเทศไทย

    วิธีนี้ช่วยให้สามารถรวมหลาย Order เป็น Shipment เดียว แต่ต้องตรวจว่าสินค้าแต่ละรายการสามารถนำเข้าประเทศไทยได้หรือไม่ก่อนรวบรวมสินค้า

    4. Alibaba.com

    Alibaba.com เป็น Marketplace ที่เน้นการซื้อขายแบบ B2B – Business to Business จึงเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการหา Supplier, Manufacturer หรือสินค้าสำหรับนำเข้ามาจำหน่ายเชิงพาณิชย์

    สินค้าที่พบได้ เช่น

    • Machinery
    • Industrial Equipment
    • Electronics
    • Packaging
    • Raw Materials
    • Fashion
    • Furniture
    • Consumer Goods
    • Auto Parts
    • Home Products

    Seller บางรายสามารถให้บริการ

    • OEM
    • ODM
    • Custom Logo
    • Custom Packaging
    • Private Label

    จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการพัฒนาสินค้าภายใต้ Brand ของตัวเอง

    Alibaba.com ต่างจาก Taobao อย่างไร?

    จุดแตกต่างสำคัญคือรูปแบบการซื้อขาย

    Taobao มีลักษณะ Retail และเหมาะกับการซื้อจำนวนไม่มากมากกว่า

    ส่วน Alibaba.com เน้นการเจรจาธุรกิจและการสั่งซื้อในปริมาณมากขึ้น โดย Seller สามารถเป็น Manufacturer หรือ Trading Company

    ในการซื้อผ่าน Alibaba.com จึงมักพบคำว่า MOQ หรือ Minimum Order Quantity

    ตัวอย่างเช่น

    • MOQ 100 pcs
    • MOQ 500 pcs
    • MOQ 1,000 pcs

    ก่อนตัดสินใจจึงควรถาม Supplier ให้ชัดว่า MOQ ที่เห็นเป็นจำนวนขั้นต่ำสำหรับสินค้ามาตรฐาน หรือสำหรับ Custom Logo / Custom Packaging

    5. AliExpress

    AliExpress เป็น Cross-border Marketplace ที่เหมาะกับการซื้อสินค้าในจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับ B2B Marketplace หลายประเภท

    จึงสามารถใช้เป็นช่องทางสำหรับ

    • ทดลองสินค้า
    • สั่ง Sample
    • ซื้อจำนวนน้อย
    • เปรียบเทียบ Supplier
    • ทดสอบ Demand ก่อนสั่ง Commercial Lot

    สินค้ามีหลายกลุ่ม เช่น

    • Electronics
    • Gadget
    • Fashion
    • Home Products
    • Accessories
    • Beauty Tools
    • Automotive Accessories
    • Hobby Products

    สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังหา Product ใหม่ การเริ่มจาก Lot ขนาดเล็กสามารถช่วยลด Inventory Risk ก่อนเปลี่ยนไปสั่งจำนวนมากจาก Supplier หรือ Manufacturer โดยตรง

    Alibaba.com กับ AliExpress ต่างกันอย่างไร?

    แม้อยู่ใน Ecosystem ที่เกี่ยวข้องกัน แต่รูปแบบการซื้อแตกต่างกัน

    Alibaba.com

    เหมาะกับ B2B และการสั่ง Commercial Lot มากกว่า

    มักเกี่ยวข้องกับ

    • MOQ
    • Negotiation
    • Manufacturer
    • OEM / ODM
    • Private Label
    • Bulk Order

    AliExpress

    เหมาะกับ Retail หรือ Small Quantity มากกว่า

    สามารถใช้สำหรับ

    • ซื้อสินค้าไม่กี่ชิ้น
    • ทดลอง Product
    • สั่ง Sample
    • ทดสอบตลาด

    หากธุรกิจพบว่าสินค้าขายดีและเริ่มต้องการ Volume มากขึ้น จึงค่อยพิจารณาหา Supplier ที่รองรับ Wholesale หรือ Manufacturing ในระดับที่เหมาะสมกับธุรกิจ

    5 เว็บไซต์นี้ควรเลือกใช้แบบไหน?

    สามารถเลือกตามเป้าหมายได้ดังนี้

    ต้องการซื้อสินค้าหรือศึกษาตลาด Retail ต่างประเทศ

    พิจารณา

    • Amazon
    • eBay

    ต้องการทดลองสินค้าจากจีนจำนวนน้อย

    พิจารณา

    • Taobao
    • AliExpress

    ต้องการหา Supplier หรือโรงงาน

    พิจารณา

    • Alibaba.com

    ต้องการขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศ

    สามารถศึกษาตลาดผ่าน

    • Amazon
    • eBay

    แต่ต้องตรวจ Seller Requirement และ Logistics ของแต่ละประเทศเพิ่มเติมก่อนเริ่มขาย

    B2B กับ B2C ต่างกันอย่างไร?

    ก่อนเลือก Marketplace ควรเข้าใจว่ากำลังซื้อขายในรูปแบบใด

    B2B – Business to Business

    เป็นการซื้อขายระหว่างธุรกิจ

    ตัวอย่างเช่น

    โรงงานจีนขายสินค้า 1,000 ชิ้นให้ Importer ไทย

    มักเกี่ยวข้องกับ

    • MOQ
    • Negotiation
    • Commercial Invoice
    • Production Lead Time
    • Bulk Shipping
    • Customs Clearance

    B2C – Business to Consumer

    เป็นการขายจากธุรกิจไปยังผู้บริโภคโดยตรง

    เช่นร้านค้าไทยขายสินค้าให้ลูกค้าญี่ปุ่นหนึ่งชิ้นผ่าน Marketplace

    มักเกี่ยวข้องกับ

    • Order รายชิ้น
    • Courier
    • Last-Mile Delivery
    • Return
    • Marketplace Fee
    • Customer Service

    รูปแบบ Logistics ของ B2B และ B2C จึงแตกต่างกันอย่างมาก

    ราคาสินค้าบนเว็บไซต์คือราคาต้นทุนจริงหรือไม่?

    ไม่ใช่เสมอไป

    ราคาที่เห็นใน Marketplace ส่วนใหญ่เป็นเพียง Product Price หรือราคาตามเงื่อนไขที่ Seller กำหนด

    หากนำเข้าสินค้ามาประเทศไทย ต้นทุนจริงอาจประกอบด้วย

    • Product Cost
    • Domestic Shipping ประเทศต้นทาง
    • Warehouse
    • Consolidation
    • Export Handling
    • International Freight
    • Insurance
    • Import Duty
    • VAT
    • Customs Clearance
    • Destination Handling
    • Delivery
    • Permit
    • Packing

    ทั้งหมดรวมกันจึงกลายเป็น Landed Cost

    สินค้าราคา 100 บาทบนเว็บไซต์จึงไม่ได้หมายความว่าต้นทุนเมื่อนำมาถึง Warehouse ในประเทศไทยจะเท่ากับ 100 บาท

    Internal Link แนะนำ: ราคาศุลกากร (CIF) คืออะไร? พร้อม 4 ขั้นตอนคำนวณภาษีนำเข้าสินค้า

    ก่อนสั่งสินค้า ควรตรวจ Supplier อย่างไร?

    Marketplace ช่วยให้หา Supplier ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ขายทุกรายจะเหมาะกับ Commercial Order

    ก่อนสั่ง Lot ใหญ่ ควรตรวจข้อมูล เช่น

    • Company Profile
    • ระยะเวลาที่เปิดร้านหรือดำเนินธุรกิจ
    • Rating
    • Review
    • Transaction History ตามข้อมูลที่แพลตฟอร์มแสดง
    • Product Specification
    • Factory Information
    • Business License ตามกรณี
    • Sample
    • Lead Time
    • MOQ
    • Payment Term
    • Return / Claim Condition

    ถ้าเป็น Order มูลค่าสูงหรือสินค้าที่ต้องผลิตตาม Specification อาจต้องตรวจ Supplier เพิ่มเติม เช่น Factory Audit หรือ Third-party Inspection ตามระดับความเสี่ยงของธุรกิจ

    ทำไมควรสั่ง Sample ก่อนสั่ง Commercial Lot?

    Sample ช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจสินค้าได้หลายเรื่องก่อนลงทุนจำนวนมาก เช่น

    • Material
    • Size
    • Color
    • Function
    • Packaging
    • Product Quality
    • Label
    • Specification

    รูปบน Marketplace อาจไม่สามารถบอกรายละเอียดเหล่านี้ได้ทั้งหมด

    หากสินค้าเกี่ยวข้องกับมาตรฐานหรือใบอนุญาต ควรใช้ Sample และ Product Specification เพื่อตรวจ Compliance ก่อนสั่ง Commercial Lot ด้วย

    ซื้อของจาก Marketplace ต่างประเทศ ต้องเช็ก HS Code หรือไม่?

    หากเป็นการนำเข้าเพื่อธุรกิจ ควรตรวจ

    HS Code มีผลต่อ

    • Import Duty
    • Permit
    • FTA
    • มาตรการนำเข้า
    • Customs Declaration

    สินค้าที่ชื่อใกล้เคียงกันแต่ Material หรือ Function ต่างกัน สามารถมี HS Code ต่างกันได้

    ตัวอย่างเช่นคำว่า

    Electronic Accessory

    ยังไม่ละเอียดเพียงพอสำหรับการตรวจ HS Code เพราะต้องทราบว่าสินค้าคืออะไร ใช้ทำอะไร และมีส่วนประกอบใด

    ดังนั้นควรขอ Product Specification จาก Supplier ตั้งแต่ก่อนสั่งสินค้า

    สินค้าจาก Marketplace ทุกชนิดนำเข้าไทยได้หรือไม่?

    ไม่ใช่

    แม้สินค้าจะสามารถซื้อผ่านเว็บไซต์ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้โดยไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติม

    สินค้าบางประเภทอาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหรือกฎหมายเฉพาะ เช่น

    • อาหาร
    • อาหารเสริม
    • เครื่องสำอาง
    • ยา
    • เครื่องมือแพทย์
    • เครื่องใช้ไฟฟ้า
    • อุปกรณ์สื่อสาร
    • พืช
    • สัตว์
    • สารเคมี
    • วัตถุอันตราย
    • สินค้าที่มี Battery

    ดังนั้นควรตรวจ Product Regulation ก่อนชำระเงินให้ Supplier โดยเฉพาะการนำเข้าเพื่อจำหน่าย

    สั่งสินค้าจากจีนหลายร้าน รวมส่งครั้งเดียวได้หรือไม่?

    สามารถวางแผน Consolidation ได้ในหลายกรณี

    ตัวอย่างเช่นสั่งสินค้าจาก

    • Taobao ร้าน A
    • Taobao ร้าน B
    • Alibaba Supplier C

    แล้วให้ Supplier ส่งสินค้าไปยัง Warehouse เดียวกันในจีน

    หลังจากนั้นจึง

    Receiving → ตรวจจำนวน → Consolidate → Repack → ส่งมาไทย

    วิธีนี้สามารถลดจำนวน International Shipment ได้ แต่ต้องตรวจว่าสินค้าสามารถ Consolidate ร่วมกันได้หรือไม่

    ตัวอย่างสินค้าที่อาจต้องแยก Process เช่น

    • Dangerous Goods
    • Battery
    • Liquid
    • Chemical
    • Food
    • Temperature-Controlled Goods

    จึงควรแจ้งรายละเอียดสินค้าให้ Logistics Provider ตรวจตั้งแต่ก่อนส่งเข้า Warehouse

    ควรเลือก Air Freight หรือ Sea Freight สำหรับสินค้า E-commerce?

    ขึ้นอยู่กับ Volume, Weight, Size และ Lead Time

    Air Freight

    เหมาะกับ

    • Sample
    • Small Lot
    • สินค้าเร่งด่วน
    • Product Launch
    • สินค้ามูลค่าสูง
    • Stock ที่ต้องเติมเร็ว

    Sea Freight

    เหมาะกับ

    • Commercial Lot ที่มี Volume มากขึ้น
    • สินค้าขนาดใหญ่
    • Shipment ที่สามารถวาง Lead Time ได้
    • ธุรกิจที่ต้องการลด Freight ต่อ Unit ในหลายกรณี

    ผู้ประกอบการไม่ควรเลือก Mode จากคำว่า “Air แพง Sea ถูก” เพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนวณ Cost per Unit และ Inventory Requirement ประกอบ

    Internal Link แนะนำ: ขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน เหมาะกับสินค้าแบบไหน? ก่อนส่งต้องรู้อะไรบ้าง

    ขายสินค้าบน Marketplace ต่างประเทศ ต้องวาง Logistics อย่างไร?

    การขายสินค้าไปต่างประเทศสามารถวาง Logistics ได้หลายรูปแบบ

    ส่งจากประเทศไทยตาม Order

    เมื่อมี Order จึงส่งสินค้าออกจากไทยไปยังลูกค้าต่างประเทศ

    เหมาะกับ

    • ช่วงทดลองตลาด
    • Order ยังไม่มาก
    • สินค้ามูลค่าสูง
    • Inventory ไม่มาก

    ข้อควรพิจารณาคือ Freight ต่อ Order และ Transit Time

    ส่งสินค้าไปเก็บที่ Warehouse ประเทศปลายทาง

    ธุรกิจสามารถส่งสินค้าเป็น Bulk Shipment ไปยัง Warehouse หรือ Fulfillment Center ก่อน แล้วจึงกระจายสินค้าเมื่อมี Order

    เหมาะเมื่อ

    • Order มีจำนวนมากขึ้น
    • ต้องการ Delivery ภายในประเทศให้เร็วขึ้น
    • มี Demand ค่อนข้างชัดเจน

    แต่ต้องวางแผน

    • Importer of Record
    • Customs
    • Inventory
    • Warehouse
    • Tax
    • Fulfillment Fee
    • Unsold Stock

    จึงควรทดลอง Demand ก่อนส่ง Inventory จำนวนมากไปเก็บต่างประเทศ

    Cross-border E-commerce ต้องระวังภาษีปลายทางอย่างไร?

    การส่งสินค้าไปหาลูกค้าต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี Import Duty หรือ Tax

    กฎของแต่ละประเทศแตกต่างกัน และยังขึ้นอยู่กับ

    • Product
    • HS Code
    • Customs Value
    • Country of Origin
    • Destination
    • Import Scheme
    • Marketplace Arrangement
    • Threshold ที่ประเทศนั้นกำหนด

    นโยบาย De Minimis และ E-commerce Tax สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจข้อกำหนดของประเทศปลายทางในช่วงเวลาที่จะขายจริง ไม่ควรอ้างอิงข้อมูลเก่าหลายปี

    Marketplace Fee ต้องนำมาคิดต้นทุนด้วยหรือไม่?

    หากเป็น Seller ต้องนำมาคิด

    ต้นทุนการขายออนไลน์อาจมี

    • Marketplace Commission
    • Payment Fee
    • Advertising
    • Fulfillment
    • Warehouse
    • Pick & Pack
    • Return
    • International Freight
    • Domestic Delivery
    • Duty / Tax
    • Currency Conversion

    ดังนั้น Revenue 1,000 บาทจากการขายหนึ่ง Order ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร 1,000 บาท

    ควรสร้าง Cost Structure ตั้งแต่ก่อนตั้งราคาขาย

    ซื้อสินค้าถูกที่สุดไม่ได้หมายความว่ากำไรมากที่สุด

    การเลือก Supplier จาก Unit Price ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียวอาจสร้างต้นทุนด้านอื่นเพิ่มขึ้น

    ตัวอย่างเช่น Supplier A

    สินค้า = 80 บาท
    MOQ = 5,000 ชิ้น

    Supplier B

    สินค้า = 100 บาท
    MOQ = 500 ชิ้น

    แม้ Supplier A จะมีราคาต่อชิ้นต่ำกว่า แต่ธุรกิจต้องลงทุน

    80 × 5,000 = 400,000 บาท

    ขณะที่ Supplier B ใช้เงิน

    100 × 500 = 50,000 บาท

    หากยังไม่รู้ Demand การเลือก Supplier B อาจช่วยลด Inventory Risk ได้มากกว่า แม้ Unit Cost สูงกว่า

    จึงควรมองทั้ง

    Price + MOQ + Freight + Inventory + Demand + Cash Flow

    มือใหม่ควรเริ่มนำเข้าสินค้าจาก Marketplace อย่างไร?

    สามารถเริ่มตามลำดับ

    1. เลือก Product

    หาสินค้าที่มี Demand และแตกต่างจากคู่แข่ง

    2. ตรวจว่าขายในไทยได้หรือไม่

    ดู Regulation, Permit และข้อจำกัดสินค้า

    3. หา Supplier หลายราย

    ไม่ควรติดต่อเพียงร้านเดียว

    4. ขอ Product Specification

    ใช้ตรวจสินค้า HS Code และ Requirement

    5. สั่ง Sample

    ตรวจ Quality ก่อนลงทุน

    6. คำนวณ Landed Cost

    รวม Product + Freight + Tax + Other Cost

    7. ทดลองตลาด

    เริ่มจาก Quantity ที่บริหารความเสี่ยงได้

    8. เมื่อ Demand ชัด ค่อยเพิ่ม Volume

    หลังมี Sales Data จึงเจรจาราคา MOQ หรือ OEM เพิ่มเติม

    Internal Link แนะนำ: 7 เรื่องที่มือใหม่เริ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออกต้องเตรียมให้พร้อม

    ข้อมูลที่ควรขอ Supplier ก่อนนำเข้า

    ก่อน Confirm Purchase Order ควรมีข้อมูล เช่น

    • Product Name
    • Product Photo
    • Product Specification
    • Material
    • Function
    • Country of Origin
    • Quantity
    • Unit Price
    • MOQ
    • Package Size
    • Gross Weight
    • Net Weight
    • Carton Quantity
    • Production Lead Time
    • Ready Date
    • Incoterms
    • Pickup Address
    • Commercial Invoice
    • Packing List
    • Certificate ตามประเภทสินค้า

    หาก Supplier ตอบเพียงราคา แต่ไม่มี Specification หรือรายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ควรขอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจัด Shipment

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ต่างประเทศ (FAQ)

    อยากนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อขาย ควรเริ่มจากเว็บไซต์ไหน?

    ขึ้นอยู่กับ Volume หากต้องการทดลองสินค้าจำนวนน้อยสามารถศึกษาจาก Taobao หรือ AliExpress ส่วนผู้ที่ต้องการ Supplier สำหรับ Commercial Lot, OEM หรือ Wholesale สามารถพิจารณา Alibaba.com

    ซื้อของจาก Alibaba.com แล้วส่งมาไทยได้เลยหรือไม่?

    สามารถจัดส่งได้ แต่ก่อน Shipping ต้องตรวจประเภทสินค้า HS Code, Permit และข้อกำหนดนำเข้าของประเทศไทย ไม่ควรให้ Supplier ส่งออกทันทีโดยยังไม่ได้ตรวจ Requirement

    Taobao กับ Alibaba.com ต่างกันอย่างไร?

    Taobao เน้นตลาด Retail และการซื้อสินค้าในจีนมากกว่า ส่วน Alibaba.com เน้น B2B การหา Supplier และการซื้อขายในปริมาณเชิงธุรกิจ

    Amazon ใช้สำหรับขายสินค้าไทยไปต่างประเทศได้หรือไม่?

    สามารถเป็นหนึ่งในช่องทางที่ผู้ประกอบการใช้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้ แต่ต้องตรวจ Seller Requirement, Product Regulation, Fee, Tax และ Fulfillment ของ Marketplace ประเทศเป้าหมายก่อนเริ่มขาย

    สั่งสินค้าจำนวนน้อยต้องเสียภาษีนำเข้าหรือไม่?

    ไม่ควรสรุปจากจำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว การเสียอากรและภาษีขึ้นอยู่กับมูลค่า ประเภทสินค้า กฎการนำเข้า และเงื่อนไขที่ใช้กับ Shipment นั้น

    ราคาสินค้าบนเว็บไซต์รวมภาษีนำเข้าไทยแล้วหรือไม่?

    ไม่จำเป็น ราคาสินค้า Freight, Import Duty, VAT และ Destination Cost เป็นคนละส่วนกัน เว้นแต่เงื่อนไขการขายหรือบริการระบุไว้อย่างชัดเจน

    บริการนำเข้า–ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศกับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการ Consolidation, Packing, Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment

    หากกำลังซื้อสินค้าจาก Amazon, eBay, Taobao, Alibaba.com, AliExpress หรือ Supplier ต่างประเทศ สามารถเตรียม Product Link, รูปสินค้า รายละเอียดสินค้า จำนวน ขนาด น้ำหนัก มูลค่า ต้นทาง และปลายทาง เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจรูปแบบการขนส่งและข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อน Booking

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
    LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ