
7 เรื่องที่มือใหม่เริ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออกต้องเตรียมให้พร้อม
19 ตุลาคม 2569
เริ่มธุรกิจนำเข้า–ส่งออกต้องเตรียมอะไรบ้าง? รวม 7 เรื่องสำคัญตั้งแต่เลือกสินค้า ศึกษาตลาด HS Code กฎหมาย ภาษี Incoterms เอกสาร ไปจนถึงการวางแผนขนส่งและต้นทุนก่อนเริ่ม Shipment
เริ่มธุรกิจนำเข้า–ส่งออก ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
การเริ่มธุรกิจนำเข้า–ส่งออกไม่ได้มีเพียงการหาสินค้าจากต่างประเทศในราคาถูกแล้วนำเข้ามาขาย หรือหาลูกค้าต่างประเทศแล้วส่งสินค้าออกไป เพราะการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวข้องตั้งแต่สินค้า ตลาด กฎหมาย ภาษี เอกสาร การชำระเงิน ไปจนถึง Logistics
สินค้าที่ขายดีในประเทศไทยอาจไม่ได้รับความนิยมในอีกประเทศ ขณะที่สินค้าที่มี Purchase Price ต่ำอาจกลายเป็นสินค้าที่ต้นทุนสูงเมื่อรวม Freight, Import Duty, VAT และค่าใช้จ่ายปลายทางแล้ว
ก่อนเริ่ม Shipment ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนอย่างน้อย 7 เรื่องสำคัญ ได้แก่
- สินค้าและตลาดเป้าหมาย
- Demand และคู่แข่ง
- ความพร้อมของธุรกิจและ Supply
- กฎหมาย HS Code และ Permit
- ต้นทุน ภาษี และราคาขาย
- Incoterms การชำระเงิน และเอกสาร
- Logistics และรูปแบบการขนส่ง
การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่ต้นช่วยให้ประเมินได้ว่าธุรกิจมีโอกาสทำกำไรจริงหรือไม่ และลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่งมาพบหลังจากสินค้าเริ่มเดินทางแล้ว
1. รู้จักสินค้าของตัวเองและกำหนดตลาดเป้าหมายให้ชัด
จุดเริ่มต้นของการนำเข้า–ส่งออกคือการเข้าใจว่าสินค้าที่กำลังซื้อหรือขายคืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร และจะนำไปขายให้ใคร
ข้อมูลพื้นฐานที่ควรรู้ เช่น
- ชื่อสินค้า
- วัสดุหรือส่วนประกอบ
- วิธีการใช้งาน
- ขนาดและน้ำหนัก
- ประเทศที่ผลิต
- มูลค่าสินค้า
- อายุสินค้า
- Storage Condition
- สินค้ามี Battery หรือไม่
- เป็นของเหลวหรือไม่
- มีสารเคมีหรือส่วนประกอบพิเศษหรือไม่
- มีข้อจำกัดด้านการนำเข้า–ส่งออกหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ใช้เพื่อ Marketing เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ HS Code, Import Duty, Permit, Packaging และวิธีขนส่งด้วย
ตัวอย่างเช่น สินค้า Electronics สองชิ้นที่ดูใกล้เคียงกันอาจมี Classification และ Requirement แตกต่างกัน ขณะที่อาหาร เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริมก็อาจต้องผ่านการขึ้นทะเบียนหรือมีเอกสารเฉพาะก่อนนำเข้า
สำหรับผู้ส่งออกควรกำหนด Target Country ให้ชัดเจนด้วย เพราะข้อกำหนดของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย หรือสหภาพยุโรปไม่ได้เหมือนกัน
สินค้าเดียวกัน อาจขายดีไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ
พฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรม กำลังซื้อ รูปแบบ Packaging และความคุ้นเคยกับสินค้าของแต่ละประเทศแตกต่างกัน
ก่อนเลือกตลาดควรศึกษา
- ใครคือ Target Customer
- ลูกค้าใช้สินค้านี้เพื่ออะไร
- ราคาขายในตลาดอยู่ประมาณไหน
- Packaging แบบใดเป็นที่นิยม
- ขนาดสินค้าเหมาะกับตลาดหรือไม่
- ผู้บริโภคซื้อผ่าน Online หรือ Offline
- ต้องปรับภาษา Label หรือไม่
- มีสินค้าทดแทนอยู่แล้วหรือไม่
ดังนั้นคำว่า “สินค้านี้ขายดีในไทย” ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะขายดีในต่างประเทศ และสินค้าที่ประสบความสำเร็จในตลาดหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ Strategy เดิมได้กับทุกประเทศ
2. ศึกษา Demand ตลาด และคู่แข่งก่อนลงทุน
หลังเลือกสินค้าแล้ว ควรตรวจว่าตลาดมี Demand จริงหรือไม่ และมีคู่แข่งอยู่ในระดับใด
ข้อมูลที่ควรศึกษา ได้แก่
- Market Size
- Demand
- Consumer Trend
- Competitor
- ราคาขายเฉลี่ย
- Distribution Channel
- Marketplace
- Importer หรือ Distributor ในตลาด
- จุดเด่นของสินค้าเดิม
- จุดที่สินค้าของเราสามารถแตกต่างได้
ตัวอย่างเช่น หากต้องการส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่น ไม่ควรดูเพียงว่าคนญี่ปุ่นนิยมสินค้าไทยหรือไม่ แต่ควรตรวจว่ามี Brand ใดขายอยู่แล้ว ราคาขายอยู่ระดับใด และสินค้าเราจะเข้าไปแข่งขันด้วยราคา คุณภาพ Design หรือ Story
ในฝั่ง Import ก็เช่นเดียวกัน ก่อนสั่งสินค้า Lot ใหญ่จากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศอื่น ควรตรวจว่ามี Supplier หรือร้านค้าในไทยขายสินค้าประเภทเดียวกันอยู่เท่าไร และหลังรวมต้นทุนทั้งหมดแล้วยังสามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้หรือไม่
มือใหม่ควรเริ่มจาก Lot ใหญ่เลยหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป หากยังไม่รู้ Demand ที่แท้จริง การเริ่มจาก Sample หรือ Small Lot สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
สามารถใช้ช่วงทดลองตลาดเพื่อตรวจ
- คุณภาพสินค้า
- ความต้องการของลูกค้า
- ราคาที่ตลาดยอมรับ
- Feedback
- Packaging
- ระยะเวลาขนส่งจริง
- ค่าใช้จ่ายจริง
- ปัญหาในการผ่าน Customs
เมื่อมีข้อมูล Actual มากขึ้นจึงค่อยเพิ่ม Volume
การสั่งสินค้าจำนวนมากเพียงเพราะ Supplier ให้ราคาต่อ Unit ถูกกว่า อาจทำให้เงินทุนจมอยู่กับ Inventory หากยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาดไว้
3. ประเมินความพร้อมของธุรกิจ เงินทุน และ Supply
การค้าระหว่างประเทศมี Lead Time และค่าใช้จ่ายหลายช่วง ผู้ประกอบการจึงควรประเมินว่าธุรกิจมีเงินทุนและทรัพยากรเพียงพอตลอด Cycle หรือไม่
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะขายสินค้าได้ ได้แก่
- Deposit ให้ Supplier
- ค่าสินค้า
- Packaging
- Inland Transport
- International Freight
- Insurance
- Import Duty
- VAT
- Customs Clearance
- Warehouse
- Delivery
- Product Registration
- Marketing
- Marketplace Fee
บางธุรกิจอาจต้องชำระ Supplier ก่อนหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะได้รับสินค้าและเริ่มขาย จึงต้องวาง Cash Flow ให้เหมาะสม
สำหรับผู้ส่งออกก็ต้องประเมิน Production Capacity ด้วย หากได้รับ Order ใหญ่กว่าปกติ ธุรกิจสามารถผลิตได้ทันหรือไม่ และยังสามารถรักษาคุณภาพเดิมได้หรือไม่
กำลังการผลิตสำคัญกับผู้ส่งออกอย่างไร?
การได้ Order จำนวนมากไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป หากธุรกิจไม่มี Capacity รองรับ
ก่อนรับ Order ควรตรวจ
- Raw Material เพียงพอหรือไม่
- Supplier ส่งวัตถุดิบได้ทันหรือไม่
- Production Capacity เท่าไร
- Lead Time การผลิตกี่วัน
- Packaging Material เพียงพอหรือไม่
- Quality Control รองรับ Volume ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
- Warehouse มีพื้นที่หรือไม่
- ส่งสินค้าได้ทัน Latest Shipment Date หรือไม่
หากตกลง Delivery Date กับ Buyer แล้วผลิตไม่ทัน อาจกระทบทั้งค่าใช้จ่ายและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
4. ตรวจ HS Code กฎหมาย และ Permit ก่อนสั่งสินค้า
หนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดของการค้าระหว่างประเทศคือการตรวจว่าสินค้าสามารถนำเข้าหรือส่งออกได้ภายใต้เงื่อนไขใด
ไม่ควรรอให้สินค้าถึง Port หรือ Airport แล้วจึงตรวจ เพราะหากสินค้าเป็นของควบคุมและไม่มี Permit อาจเกิด
- Customs Hold
- Storage Charge
- Demurrage หรือค่าใช้จ่ายอื่นตาม Mode
- การตรวจเพิ่มเติม
- ความล่าช้า
- การส่งสินค้ากลับ
- ความเสี่ยงที่สินค้าไม่สามารถนำเข้าได้
สิ่งแรกที่ควรตรวจคือ HS Code
HS Code ใช้ประกอบการพิจารณา
- อัตราอากร
- กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- Permit
- FTA
- Certificate of Origin
- Statistics
- Customs Declaration
ดังนั้นไม่ควรเลือก HS Code จากชื่อสินค้าคร่าว ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากลักษณะ วัสดุ หน้าที่ และ Specification ของสินค้าจริง
สินค้าประเภทไหนควรตรวจกฎหมายเป็นพิเศษ?
ตัวอย่างสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหรือ Requirement เพิ่มเติม เช่น
- อาหาร
- อาหารเสริม
- เครื่องสำอาง
- ยา
- ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- เครื่องใช้ไฟฟ้า
- อุปกรณ์สื่อสาร
- สารเคมี
- สินค้าที่มี Battery
- สินค้า Dangerous Goods
- พืชและเมล็ดพันธุ์
- สินค้าจากสัตว์
- สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ มอก.
- เครื่องจักรบางประเภท
ผู้ประกอบการควรตรวจตั้งแต่ก่อน Purchase Order ว่าต้องมี Registration, Certificate หรือ Import / Export Permit ใดบ้าง
ผู้นำเข้า–ส่งออกต้องลงทะเบียนกับศุลกากรหรือไม่?
ผู้ประกอบการที่ต้องดำเนินพิธีการนำเข้า–ส่งออกในประเทศไทยต้องเตรียมข้อมูลและสถานะผู้ประกอบการให้พร้อมสำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากรตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
หากเป็นธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคย Import หรือ Export ควรตรวจเรื่องการลงทะเบียนผู้ประกอบการและสิทธิในการดำเนินพิธีการก่อน Shipment แรก เพื่อไม่ให้เอกสารล่าช้าเมื่อสินค้าเดินทางมาถึง
5. คำนวณต้นทุนจริง ภาษี และกำไรก่อนตั้งราคาขาย
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่พบได้บ่อยคือมองเฉพาะ Purchase Price และคิดว่าส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายคือกำไร
แต่ต้นทุนของสินค้านำเข้าจริง หรือ Landed Cost อาจประกอบด้วย
- ราคาสินค้า
- ค่าขนส่งภายในประเทศต้นทาง
- International Freight
- Insurance
- Import Duty
- VAT
- Customs Clearance
- Handling
- Warehouse
- Delivery
- Permit
- Packaging
- Bank Charge
- Currency Exchange Cost
ตัวอย่างเช่น Supplier เสนอสินค้าราคา 100 บาทต่อชิ้น ไม่ได้หมายความว่าสินค้าเข้ามาถึง Warehouse ในประเทศไทยจะมีต้นทุน 100 บาท
หลังรวม Freight, Duty, VAT และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นจน Margin ต่ำกว่าที่วางแผนไว้
จึงควรคำนวณ Landed Cost ก่อนสั่ง Commercial Lot
ภาษีนำเข้าคำนวณจากอะไร?
การประเมินภาษีนำเข้าสินค้าต้องพิจารณาหลายข้อมูลร่วมกัน เช่น
- Customs Value
- HS Code
- Import Duty Rate
- Country of Origin
- FTA
- Certificate of Origin
- VAT
- ภาษีอื่นตามประเภทสินค้า
สินค้าบางรายการสามารถใช้สิทธิ FTA เพื่อลดอากรได้ หากผ่าน Rules of Origin และมีหลักฐานถิ่นกำเนิดสินค้าที่ถูกต้อง
แต่ Duty 0% ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี VAT หรือค่าใช้จ่ายอื่น
จึงควรแยก Import Duty, VAT และ Logistics Cost ออกจากกันเมื่อทำ Costing
ค่าเงินก็เป็นต้นทุนที่ต้องวางแผน
ธุรกิจที่ซื้อสินค้าเป็น USD, EUR, JPY, CNY หรือ Currency อื่นมีความเสี่ยงจาก Exchange Rate
สมมติสั่งสินค้า 100,000 USD
หากตอนเจรจาราคาอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาทต่อ USD ต้นทุนสินค้าเท่ากับประมาณ 3.4 ล้านบาท
แต่หากวันที่ชำระเงินจริงอัตราเพิ่มเป็น 36 บาทต่อ USD ต้นทุนจะกลายเป็นประมาณ 3.6 ล้านบาท ต่างกันถึงประมาณ 200,000 บาทก่อนรวมค่าใช้จ่ายอื่น
Order มูลค่าสูงจึงควรวางแผน Currency Risk และ Payment Schedule ด้วย
6. ทำความเข้าใจ Incoterms การชำระเงิน และ Shipping Documents
ก่อนซื้อขายระหว่างประเทศ Buyer และ Seller ต้องตกลงให้ชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและขั้นตอนใด
Incoterms เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกำหนดหน้าที่ระหว่างคู่ค้า
ตัวอย่าง Terms ที่พบได้บ่อย เช่น
- EXW
- FCA
- FOB
- CFR
- CIF
- CPT
- CIP
- DAP
- DDP
แต่ละ Term มีจุดแบ่ง Responsibility, Cost และ Risk ต่างกัน
ดังนั้นก่อนเปรียบเทียบราคาจาก Supplier ต้องตรวจว่า Quote ใช้ Incoterm เดียวกันหรือไม่
ตัวอย่างเช่นราคา FOB 10,000 USD กับ CIF 10,500 USD ไม่สามารถเปรียบเทียบจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะ Scope ค่าใช้จ่ายที่ Seller รับผิดชอบไม่เหมือนกัน
Payment Term ต้องตกลงก่อนเริ่ม Order
การค้าระหว่างประเทศมีความเสี่ยงเพราะ Buyer และ Seller อยู่คนละประเทศ การเลือก Payment Term จึงมีผลต่อทั้ง Cash Flow และความเสี่ยง
รูปแบบที่อาจพบ เช่น
- Advance Payment
- Deposit + Balance
- T/T
- Letter of Credit หรือ L/C
- Open Account
- Payment Term อื่นตามข้อตกลง
Buyer อาจกังวลว่าชำระเงินแล้วไม่ได้สินค้า ขณะที่ Seller อาจกังวลว่าส่งสินค้าแล้วไม่ได้รับเงิน
คู่ค้าจึงควรตกลง
- จำนวนเงิน Deposit
- วันที่ต้องชำระ
- Currency
- Bank Charge
- เอกสารที่ใช้ประกอบ
- วันที่ Shipment
- เงื่อนไขการชำระ Balance
ให้ชัดเจนตั้งแต่ Purchase Order หรือ Sales Contract
เอกสารพื้นฐานในการนำเข้า–ส่งออกมีอะไรบ้าง?
เอกสารจะแตกต่างกันตามสินค้า Route และประเทศ แต่ Commercial Shipment โดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับ
- Commercial Invoice
- Packing List
- Bill of Lading สำหรับ Sea Freight
- Air Waybill สำหรับ Air Freight
- Transport Document สำหรับรูปแบบการขนส่งอื่น
- Certificate of Origin หากต้องใช้
- Insurance Document ตามกรณี
- Import / Export Permit
- Certificate เฉพาะสินค้า
- Customs Declaration
ข้อมูลระหว่างเอกสารควรสอดคล้องกัน เช่น
- Shipper
- Consignee
- Description of Goods
- Quantity
- Weight
- Value
- Country of Origin
- Number of Packages
การเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อน Booking ช่วยลดการแก้เอกสารหลังสินค้าออกจากต้นทาง
7. วางแผน Logistics และเลือกวิธีขนส่งให้เหมาะกับสินค้า
เมื่อสินค้า เอกสาร และต้นทุนพร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือเลือกวิธีขนส่ง
การขนส่งระหว่างประเทศหลัก ๆ ได้แก่
- Air Freight
- Air Courier
- Sea Freight
- Road Freight
- Cross Border
- Multimodal Transport
ไม่มี Mode ใดดีที่สุดสำหรับสินค้าทุกประเภท ต้องพิจารณาจาก
- ประเทศต้นทาง
- ประเทศปลายทาง
- ประเภทสินค้า
- จำนวนสินค้า
- น้ำหนัก
- ขนาด
- ความเร่งด่วน
- มูลค่าสินค้า
- Shelf Life
- Requirement
- Budget
Air Freight เหมาะกับกรณีไหน?
การขนส่งทางอากาศเหมาะกับ Shipment ที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น
- สินค้าเร่งด่วน
- สินค้ามูลค่าสูง
- Spare Part
- Electronics
- Sample
- Small Lot
- สินค้าตามฤดูกาล
- สินค้าที่มี Shelf Life จำกัดบางประเภท
แต่ Freight ต่อ Unit มักสูงกว่าการขนส่งทางเรือ และต้องตรวจ Chargeable Weight จาก Actual Weight และ Volumetric Weight
Sea Freight เหมาะกับกรณีไหน?
Sea Freight เหมาะกับสินค้าที่มี Volume มาก น้ำหนักมาก และสามารถวางแผน Lead Time ล่วงหน้าได้
Shipment ไม่เต็ม Container สามารถพิจารณา LCL ส่วน Shipment ที่มี Volume มากสามารถเปรียบเทียบกับ FCL
สิ่งที่ควรวางแผนเพิ่มเติม ได้แก่
- Port
- Sailing Schedule
- Transit Time
- Cut-Off
- Container
- Destination Charge
- Free Time
- Customs Clearance
อย่าดูเฉพาะ Ocean Freight เพราะค่าใช้จ่ายก่อนขึ้นเรือและหลังสินค้าถึงปลายทางก็มีผลต่อต้นทุนรวม
Road และ Cross Border เหมาะกับกรณีไหน?
สำหรับประเทศที่สามารถเชื่อมต่อด้วยเส้นทางทางบก การขนส่งทางรถเป็นอีกทางเลือก เช่น Route ระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนและเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังจีน
สามารถมีทั้ง
- LTL
- FTL
- Door to Border
- Door to Door
การเลือกขึ้นอยู่กับ Volume, Route, Border, Customs Process และ Requirement ของสินค้า
อย่าลืมคำนวณ Lead Time แบบ End-to-End
Transit Time ที่ Forwarder แจ้งอาจไม่ได้หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ Supplier ถึง Warehouse ของคุณทั้งหมด
Lead Time จริงสามารถประกอบด้วย
- Supplier Preparation
- Production
- Pickup
- Export Customs
- Waiting for Flight หรือ Vessel
- International Transportation
- Transshipment
- Import Customs
- Inspection
- Warehouse
- Final Delivery
ตัวอย่างเช่น Sea Freight อาจมี Transit Time 15 วัน แต่เมื่อรวม Production, Booking, Customs และ Delivery แล้ว Total Lead Time อาจยาวกว่านั้นมาก
ผู้ประกอบการจึงควรวาง Reorder Point จาก End-to-End Lead Time ไม่ใช่ดูเฉพาะจำนวนวันที่เรือหรือเครื่องบินเดินทาง
Packaging ต้องวางแผนก่อนขนส่ง
Packaging มีผลทั้งต่อความปลอดภัยและ Freight
ควรตรวจ
- ความแข็งแรงของกล่อง
- Cushioning
- Pallet
- Wooden Crate ตามความเหมาะสม
- Moisture Protection
- Shipping Mark
- Handling Mark
- Packed Dimension
- Gross Weight
สำหรับ Air Freight กล่องที่ใหญ่เกินไปอาจเพิ่ม Volumetric Weight ส่วน Sea Freight สินค้าที่ใช้พื้นที่มากจะส่งผลต่อ CBM
ดังนั้น Packaging ที่ดีต้องปกป้องสินค้าได้โดยไม่เพิ่มขนาดเกินความจำเป็น
ก่อนเริ่ม Shipment แรก ควรเตรียมข้อมูลอะไรให้ Freight Forwarder?
เพื่อให้สามารถประเมิน Route และค่าใช้จ่ายได้แม่นยำ ควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย
- ชื่อสินค้า
- รายละเอียดสินค้า
- รูปภาพ
- จำนวน
- จำนวน Package
- Packed Dimension
- Gross Weight
- มูลค่าสินค้า
- ประเทศที่ผลิต
- ประเทศต้นทาง
- ประเทศปลายทาง
- Pickup Address
- Delivery Address
- Incoterms
- Commercial Invoice
- Packing List
- HS Code หากมี
- Permit หากมี
- สินค้ามี Battery หรือไม่
- เป็นของเหลวหรือไม่
- เป็น Dangerous Goods หรือไม่
- Ready Date
หากข้อมูลยังไม่ครบ ควรระบุว่าส่วนใดเป็น Estimate เพื่อให้ทราบว่า Freight Quote อาจเปลี่ยนเมื่อได้ข้อมูล Final
7 เรื่องสำคัญก่อนเริ่มธุรกิจนำเข้า–ส่งออก สรุปแบบเข้าใจง่าย
สำหรับมือใหม่ สามารถใช้ 7 เรื่องนี้เป็น Checklist ก่อนเริ่มได้
- 1. เข้าใจสินค้าและตลาดเป้าหมาย รู้ว่าสินค้าคืออะไรและกำลังขายให้ใคร
- 2. ศึกษา Demand และคู่แข่ง ตรวจโอกาสของตลาดก่อนลงทุน
- 3. ประเมินความพร้อมของธุรกิจ ทั้งเงินทุน Supply, Production และ Inventory
- 4. ตรวจ HS Code และกฎหมาย เช็ก Permit และ Requirement ก่อนสินค้าเดินทาง
- 5. คำนวณ Landed Cost และภาษี เพื่อรู้ต้นทุนจริงและ Margin
- 6. ตกลง Incoterms, Payment และเอกสาร ให้ Buyer และ Seller เข้าใจตรงกัน
- 7. วางแผน Logistics เลือก Air, Sea หรือ Road ให้เหมาะกับสินค้า เวลา และ Budget
หากวางแผนทั้ง 7 ส่วนก่อนเริ่ม Shipment จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดขึ้น และสามารถตัดสินใจได้ว่าสินค้านั้นควร Import หรือ Export ในรูปแบบใดจึงจะคุ้มค่ากับธุรกิจ
บริการนำเข้า–ส่งออกสำหรับผู้ประกอบการกับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการด้าน Packing, Warehouse, Shipping Documents และพิธีการศุลกากร เพื่อช่วยวางแผน Shipment ตั้งแต่ก่อนสินค้าออกจากต้นทางจนถึงการจัดส่งตาม Service Scope ที่เหมาะสม
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มนำเข้า–ส่งออก สามารถเตรียมรายละเอียดสินค้า รูปภาพ จำนวน ขนาด น้ำหนัก มูลค่า ประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และ Incoterms เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและประเมินรูปแบบการขนส่งก่อนเริ่ม Shipment ได้
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

%2520%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A3%2520%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2-900x507.png%3Fprefix%3Dcms-media&w=3840&q=75)