
Air Cargo คืออะไร? ขนส่งสินค้าทางอากาศ เหมาะกับสินค้าแบบไหน
22 กรกฎาคม 2569
Key Takeaways
- Air Cargo คือการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางเครื่องบิน เหมาะกับ Shipment ที่ต้องการความรวดเร็ว
- เหมาะกับ Commercial Cargo สินค้ามูลค่าสูง สินค้าเร่งด่วน และสินค้าพิเศษบางประเภท
- ค่าขนส่งพิจารณาจาก Actual Weight เทียบกับ Volumetric Weight และใช้ Chargeable Weight ในการคำนวณ
- ก่อนส่งต้องตรวจขนาด น้ำหนัก เอกสาร ข้อจำกัดของสินค้า และ Requirement ของประเทศปลายทาง
การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีหลายรูปแบบทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ โดย Air Cargo เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับ Shipment ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าธุรกิจที่ต้องส่งตาม Schedule สินค้ามูลค่าสูง หรือสินค้าที่ไม่เหมาะกับการใช้เวลาขนส่งนาน
อย่างไรก็ตาม การเลือก Air Cargo ไม่ควรพิจารณาเฉพาะระยะเวลาการขนส่ง เพราะยังมีเรื่องขนาด น้ำหนัก ประเภทสินค้า เอกสาร พิธีการศุลกากร และค่าใช้จ่ายที่ต้องตรวจสอบก่อน Booking
Air Cargo คืออะไร?
Air Cargo คือการขนส่งสินค้าทางอากาศโดยใช้เครื่องบินเป็นพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างสนามบินต้นทางและสนามบินปลายทาง โดยมักใช้กับ Commercial Shipment ที่ต้องการความรวดเร็วหรือมี Requirement ที่แตกต่างจากพัสดุ Courier ทั่วไป
กระบวนการ Air Cargo สามารถครอบคลุมตั้งแต่การรับสินค้าจากต้นทาง การขนส่งไปยังสนามบิน การดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก การจองเที่ยวบิน การขนส่งทางอากาศ ไปจนถึงพิธีการขาเข้าและ Delivery ที่ประเทศปลายทาง ขึ้นอยู่กับ Service Scope ที่เลือก
CPL INTER ให้บริการ Air Cargo ผ่านสายการบิน เช่น Thai Airways, Malaysia Airlines, Singapore Airlines, Cathay Pacific และ Emirates โดยสามารถวาง Flight Schedule และสนามบินปลายทางให้เหมาะกับ Shipment ได้
Air Cargo ต่างจาก Air Courier อย่างไร?
แม้ทั้ง Air Cargo และ Air Courier จะใช้เครื่องบินในการขนส่ง แต่ลักษณะบริการแตกต่างกัน
Air Courier
เหมาะกับพัสดุหรือ Shipment ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ต้องการบริการ Express และต้องการกระบวนการแบบ Door to Door ผ่าน Courier Network โดยทั่วไปจะมีระบบ Tracking และจัดการ Last-Mile ภายใต้ Network ของผู้ให้บริการ
Air Cargo
เหมาะกับ Commercial Cargo สินค้าที่มีปริมาณหรือน้ำหนักมากขึ้น และ Shipment ที่ต้องวางแผน Flight, Airport, Customs Clearance หรือ Handling ตาม Requirement ของสินค้า
สำหรับผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบสองบริการ สามารถอ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ Air Courier คืออะไร? ส่งของไปต่างประเทศแบบ Door to Door เหมาะกับสินค้าแบบไหน
Air Cargo เหมาะกับสินค้าแบบไหน?
Air Cargo เหมาะกับสินค้าที่ระยะเวลาขนส่งมีผลต่อต้นทุนหรือการดำเนินธุรกิจ เช่น
- สินค้าเร่งด่วน
- อะไหล่และชิ้นส่วนเครื่องจักร
- Electronic Components
- สินค้ามูลค่าสูง
- สินค้าตัวอย่างหรือ Sample
- Fashion และ Seasonal Product
- สินค้าที่ใช้เติม Stock เร่งด่วน
- อาหารหรือสินค้า Perishable บางประเภท
- สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิบางประเภท
- Dangerous Goods บางประเภทที่สายการบินรับขนส่ง
- Commercial Shipment ที่ต้องดำเนินพิธีการศุลกากรเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม สินค้าพิเศษไม่ได้หมายความว่าจะสามารถส่งได้ทันที ต้องตรวจ Classification, Packaging, Documentation และ Airline Acceptance ก่อนทุกครั้ง
Air Cargo เหมาะกับสินค้าเร่งด่วนอย่างไร?
ข้อได้เปรียบสำคัญของ Air Cargo คือระยะเวลาระหว่างประเทศที่สั้นกว่าการขนส่งทางเรือในหลาย Route จึงเหมาะกับสินค้าที่หากมาถึงล่าช้าจะสร้างต้นทุนหรือเสียโอกาสทางธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น โรงงานขาด Spare Part สำหรับเครื่องจักร หากต้องรอ Sea Freight เป็นเวลานาน อาจเกิด Production Downtime ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าส่วนต่างของ Freight การเลือก Air Cargo ในกรณีนี้จึงอาจช่วยลด Cost of Delay ได้
อีกกรณีคือสินค้าที่ต้องเปิดตัวตาม Campaign หรือ Seasonal Product หากมาถึงหลังช่วงเวลาขาย แม้ Freight จะถูกกว่า แต่ธุรกิจอาจเสีย Revenue Opportunity มากกว่า
Air Cargo มีรูปแบบบริการอะไรบ้าง?
Service Scope ของ Air Cargo สามารถวางได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับ Route และผู้ให้บริการ
Door to Airport
รับสินค้าจากต้นทาง ขนส่งไปยังสนามบินต้นทาง ดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก และส่งสินค้าไปยังสนามบินปลายทาง จากนั้นผู้รับหรือตัวแทนที่ประเทศปลายทางเป็นผู้ดำเนินพิธีการขาเข้าและรับสินค้าไปส่งต่อเอง
รูปแบบนี้เหมาะกับผู้รับที่มี Customs Broker หรือ Logistics Partner อยู่ที่ประเทศปลายทางอยู่แล้ว
Door to Door
ครอบคลุมตั้งแต่รับสินค้าจากต้นทาง พิธีการศุลกากรขาออก Air Freight พิธีการขาเข้าประเทศปลายทาง และ Final Delivery ตาม Service Scope ที่ตกลงกัน
Door to Door ช่วยลดจำนวนฝ่ายที่ผู้ส่งต้องประสานงาน แต่ต้องตรวจให้ชัดเจนว่า Quote รวม Import Duty, Tax หรือค่าใช้จ่ายปลายทางใดบ้าง
ก่อนส่ง Air Cargo ต้องรู้ขนาดและน้ำหนักสินค้า
ข้อมูลสำคัญก่อนขอ Freight Quote คือขนาดและน้ำหนักของสินค้า หลัง Packing
ควรเตรียม
- จำนวน Package
- Width
- Length
- Height
- Gross Weight ต่อ Package
- Total Gross Weight
- ประเภท Packaging
- Stackable หรือ Non-Stackable
Air Cargo ไม่ได้คำนวณค่าขนส่งจาก Actual Weight เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปรียบเทียบกับน้ำหนักตามปริมาตรด้วย
Actual Weight, Volumetric Weight และ Chargeable Weight คืออะไร?
Actual Weight คือ น้ำหนักจริงของสินค้าหลัง Packing
Volumetric Weight คือ น้ำหนักที่คำนวณจากพื้นที่ที่สินค้าครอบครองในการขนส่ง
สำหรับบริการ Air Cargo ของ CPL INTER สามารถใช้สูตรประเมินเบื้องต้น
กว้าง × ยาว × สูง (เซนติเมตร) ÷ 6,000 = Volumetric Weight (kg)
ตัวอย่าง กล่องขนาด 60 × 50 × 40 cm
60 × 50 × 40 ÷ 6,000 = 20 kg
หาก Actual Weight เท่ากับ 12 kg แต่ Volumetric Weight เท่ากับ 20 kg จะนำ 20 kg ไปใช้พิจารณาเป็น Chargeable Weight
แต่ถ้า Actual Weight เท่ากับ 25 kg จะใช้ 25 kg
โดยหลักจึงเป็นการเปรียบเทียบ Actual Weight กับ Volumetric Weight และใช้น้ำหนักที่มากกว่าเป็นฐานในการคำนวณค่าขนส่ง ทั้งนี้ Rate และเงื่อนไขจริงต้องตรวจตาม Airline และ Service ที่ Booking
ทำไม Packing ถึงมีผลต่อค่าขนส่ง Air Cargo?
ขนาดที่ใช้คำนวณ Freight คือขนาดหลัง Packing ไม่ใช่ขนาดตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น สินค้ามีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่หากใช้กล่องหรือ Wooden Crate ใหญ่เกินความจำเป็น Volumetric Weight ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในทางกลับกัน ไม่ควรลด Packaging จนสินค้าไม่ได้รับการป้องกันเพียงพอ เพราะ Air Cargo ยังผ่าน Handling หลายขั้นตอน เช่น
- Pickup
- Warehouse
- Cargo Terminal
- Loading
- Unloading
- Customs
- Delivery
เป้าหมายของ Packing จึงควรเป็นการ ปกป้องสินค้าให้เหมาะสมโดยไม่เพิ่มขนาดและน้ำหนักเกินความจำเป็น
สามารถอ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ แพ็กสินค้าอย่างไรให้ปลอดภัย? 5 วิธีลดความเสียหายระหว่างขนส่งไปต่างประเทศ
เอกสารอะไรที่ใช้สำหรับ Air Cargo?
Commercial Shipment ทางอากาศโดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับเอกสาร เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- Air Waybill
- ใบขนสินค้าขาออกหรือขาเข้าตามกรณี
- Certificate of Origin หากต้องใช้
- Permit หรือ License สำหรับสินค้าควบคุม
- Certificate เฉพาะประเภทสินค้า
- SDS หรือ MSDS หากสินค้าเกี่ยวข้องกับสารเคมีหรือ Dangerous Goods
- เอกสารอื่นตามข้อกำหนดของประเทศต้นทางและปลายทาง
เอกสารที่ใช้จริงจะแตกต่างกันตามสินค้า Route และ Destination จึงควรตรวจตั้งแต่ก่อน Booking เพื่อป้องกันการแก้เอกสารหลังสินค้าพร้อมส่งแล้ว
Air Waybill หรือ AWB คืออะไร?
Air Waybill คือเอกสารการขนส่งสินค้าทางอากาศที่ใช้แสดงข้อมูลของ Shipment เช่น
- Shipper
- Consignee
- Airport of Departure
- Airport of Destination
- จำนวน Package
- Gross Weight
- รายละเอียดสินค้า
ข้อมูลใน AWB ควรสอดคล้องกับ Commercial Invoice, Packing List และข้อมูลที่ใช้ใน Customs Declaration
สินค้าที่มี Battery หรือ Dangerous Goods ส่ง Air Cargo ได้หรือไม่?
สินค้า Dangerous Goods บางประเภทสามารถขนส่งทางอากาศได้ แต่ต้องตรวจเป็นรายสินค้าและราย Route
ตัวอย่างสินค้าที่ควรแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมก่อน Booking เช่น
- Lithium Battery
- Power Bank
- Electronic Equipment ที่มี Battery
- น้ำหอม
- Aerosol
- Spray
- สี
- กาว
- Chemical
- ของเหลวไวไฟ
- Dry Ice
ข้อมูลที่อาจต้องใช้ในการตรวจ เช่น
- SDS
- UN Number
- Hazard Class
- Packing Group
- Battery Specification
- Watt-hour
- Packaging
- Quantity
การรับขนส่งขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า Airline, Aircraft และ Regulation ที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ควรแจ้งสินค้าเพียงชื่อกว้าง ๆ หากมีส่วนประกอบที่อาจเข้าข่าย Dangerous Goods
Air Cargo ส่งสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิได้หรือไม่?
สามารถขนส่งสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิบางประเภทได้ แต่ต้องวางแผนทั้ง Transportation และ Ground Handling
ควรแจ้งข้อมูล เช่น
- Required Temperature
- Chilled หรือ Frozen
- Shelf Life
- Packaging
- Dry Ice หากใช้
- Data Logger ตาม Requirement
- Maximum Transit Time
สินค้ากลุ่มอาหาร Pharma หรือผลิตภัณฑ์ที่ไวต่ออุณหภูมิต้องพิจารณาเวลาที่ใช้ก่อนขึ้นเครื่อง ระหว่าง Transit และหลัง Landing ไม่ใช่ดูเฉพาะ Flight Time
Air Cargo มีระยะเวลาขนส่งกี่วัน?
ระยะเวลาของ Air Cargo ขึ้นอยู่กับ Route, Flight Schedule และ Service Scope จึงไม่มีจำนวนวันที่ตายตัวสำหรับทุก Shipment
ระยะเวลารวมอาจประกอบด้วย
- Pickup
- Export Customs
- Cargo Acceptance
- Waiting for Flight
- Flight
- Transshipment
- Destination Handling
- Import Customs
- Inspection
- Final Delivery
ดังนั้น Flight Time ไม่เท่ากับ Door-to-Door Transit Time
ก่อน Booking ควรตรวจ Flight Schedule และ Estimated Transit Time ของ Shipment จริงอีกครั้ง
Air Cargo มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายของ Air Cargo ไม่ได้มีเฉพาะ Air Freight Rate แต่อาจประกอบด้วย
- Pickup
- Export Customs Clearance
- Origin Handling
- Documentation
- Air Freight
- Security หรือ Surcharge ตามเงื่อนไข
- Destination Handling
- Import Customs Clearance
- Duty & Tax
- Storage หากเกิดขึ้น
- Special Handling
- DG Charge ตามกรณี
- Final Delivery
ก่อนเปรียบเทียบ Quote จึงควรตรวจว่าเป็น Airport to Airport, Door to Airport หรือ Door to Door และแต่ละราคาครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนใดแล้ว
Air Cargo เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?
Air Cargo เหมาะกับธุรกิจที่ความเร็วในการส่งสินค้ามีผลต่อ Revenue, Production หรือ Inventory เช่น
- โรงงานที่ต้องใช้ Spare Part
- ธุรกิจ Electronics
- E-Commerce
- Fashion
- ธุรกิจที่นำเข้า Sample
- ธุรกิจที่ต้องเติม Stock เร่งด่วน
- ธุรกิจที่มี Product Launch
- สินค้าที่มี Shelf Life จำกัด
- Commercial Cargo ที่ต้องจัดการเอกสารและ Customs เป็นระบบ
หากสินค้าไม่เร่งด่วน มีน้ำหนักหรือ Volume สูงมาก และสามารถวางแผน Stock ล่วงหน้าได้ Sea Freight อาจเป็นอีกทางเลือกที่ควรเปรียบเทียบต้นทุน
ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนขอราคา Air Cargo
เพื่อให้ประเมิน Route และ Freight ได้ใกล้เคียงกับ Shipment จริง ควรเตรียม
- ชื่อสินค้า
- รายละเอียดสินค้า
- รูปภาพ
- จำนวน Package
- Packed Dimension
- Gross Weight
- ประเทศและเมืองต้นทาง
- ประเทศและเมืองปลายทาง
- Pickup Address
- Delivery Address
- Commercial Invoice
- Packing List
- สินค้ามี Battery หรือไม่
- เป็นของเหลวหรือไม่
- เป็น Dangerous Goods หรือไม่
- ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือไม่
- Service Scope ที่ต้องการ
- Ready Date
ข้อมูลที่ครบจะช่วยให้ตรวจ Flight, Airline, Chargeable Weight และ Requirement ของสินค้าได้ก่อน Booking
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Air Cargo (FAQ)
Air Cargo เหมาะกับสินค้าน้ำหนักมากหรือไม่?
สามารถขนส่งสินค้าน้ำหนักมากได้ในบางกรณี แต่ต้องพิจารณาขนาด น้ำหนักต่อ Package และข้อจำกัดของ Aircraft ก่อน หากสินค้า Oversize หรือ Heavy Cargo อาจต้องใช้ Cargo Aircraft หรือ Route เฉพาะ
Air Cargo กับ Air Freight คืออย่างเดียวกันหรือไม่?
ในบริบททั่วไปทั้งสองคำมักใช้เรียกการขนส่งสินค้าทางอากาศ แต่ Air Freight เป็นคำกว้างสำหรับการขนส่งทางอากาศ ส่วน Air Cargo มักใช้เรียกตัวสินค้าและบริการ Cargo ผ่าน Airline โดยรายละเอียดบริการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ
Air Cargo เป็น Door to Door เสมอหรือไม่?
ไม่เสมอ สามารถมีทั้ง Door to Airport และ Door to Door รวมถึงรูปแบบอื่นตาม Service Scope จึงควรตรวจรายละเอียด Quote ก่อน Booking
ใช้ Actual Weight หรือ Volumetric Weight คิดค่าขนส่ง?
โดยทั่วไปจะเปรียบเทียบ Actual Weight กับ Volumetric Weight และใช้ค่าที่สูงกว่าเป็น Chargeable Weight ตามเงื่อนไขของบริการ
สินค้ามี Battery ต้องแจ้งก่อนหรือไม่?
ควรแจ้งตั้งแต่ก่อนขอราคา เพราะ Battery บางประเภทเข้าข่าย Dangerous Goods และมีผลต่อ Airline, Packaging และเอกสารที่ต้องใช้
บริการขนส่ง Air Cargo กับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศผ่านสายการบิน พร้อมบริการรับสินค้าจากต้นทาง การเตรียม Shipping Documents การดำเนินพิธีการศุลกากร และการจัดส่งตาม Service Scope ของ Shipment
หากต้องการประเมิน Air Cargo สามารถเตรียมชื่อสินค้า รูปภาพ จำนวน Package ขนาดหลัง Packing น้ำหนัก ต้นทาง ปลายทาง และข้อมูล Requirement พิเศษ เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจสอบ Route, Flight และรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมก่อน Booking
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015


