
เจาะตลาดส่งออก - นำเข้า CLMV เเละขั้นตอนการขนส่งสินค้าที่ควรรู้
22 กรกฎาคม 2569
Key Takeaways
- CLMV ประกอบด้วย Cambodia, Laos, Myanmar และ Vietnam ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนและเป็นตลาดใกล้ประเทศไทย
- การค้ากับ CLMV สามารถใช้ได้ทั้ง Road, Sea และ Air โดยต้องเลือกตามประเทศ ปริมาณสินค้า Lead Time และ Route
- Cambodia, Laos และ Myanmar สามารถเชื่อมต่อกับไทยผ่านการขนส่งทางรถได้โดยตรง ส่วน Vietnam สามารถขนส่งทางถนนผ่านประเทศเพื่อนบ้านได้
- การใช้ Form D ภายใต้ ATIGA อาจช่วยลดอากรนำเข้าสำหรับสินค้าที่ผ่าน Rules of Origin แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกประเภทจะได้อัตรา 0%
- ก่อนส่งควรตรวจ HS Code, Product Regulation, Border Requirement, Incoterms และเอกสารของทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง
CLMV เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มประเทศ Cambodia, Laos, Myanmar และ Vietnam ซึ่งเป็นประเทศในอาเซียนที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและ Logistics กับประเทศไทยในหลายด้าน
จุดเด่นของตลาดกลุ่มนี้คือความใกล้ทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะ Cambodia, Laos และ Myanmar ที่มีพรมแดนติดประเทศไทย ทำให้ Cross-border Road Transport เป็นหนึ่งในรูปแบบการขนส่งที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้ได้
อย่างไรก็ตาม การมอง CLMV เป็นตลาดเดียวกันทั้งหมดอาจทำให้วางแผนผิดได้ เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างตลาด กฎการนำเข้า เส้นทางขนส่ง และพฤติกรรมผู้ซื้อแตกต่างกัน
ธุรกิจจึงควรวิเคราะห์เป็นรายประเทศก่อนตัดสินใจส่งออกหรือนำเข้าสินค้า
CLMV คือประเทศอะไรบ้าง?
CLMV ประกอบด้วย 4 ประเทศ
- C – Cambodia: กัมพูชา
- L – Laos: ลาว
- M – Myanmar: เมียนมา
- V – Vietnam: เวียดนาม
ทั้ง 4 ประเทศเป็นสมาชิก ASEAN ทำให้การค้าระหว่างประเทศมีกรอบความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง เช่น ATIGA รวมถึงความตกลงทางการค้าอื่นตาม Route และ Country of Origin
แต่การเป็นสมาชิก ASEAN ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะผ่าน Border หรือได้รับสิทธิภาษีโดยอัตโนมัติ
ผู้ประกอบการยังต้องตรวจ
- HS Code
- Import Regulation
- Export Regulation
- Rules of Origin
- Permit
- Product Standard
- Customs Procedure
ของสินค้านั้นโดยเฉพาะ
ทำไมตลาด CLMV ถึงน่าสนใจสำหรับธุรกิจไทย?
หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญคือ ระยะทางและ Connectivity
ธุรกิจไทยสามารถเชื่อมต่อกับหลายประเทศผ่าน Road Freight ซึ่งช่วยให้ Shipment ไม่จำเป็นต้องพึ่ง Sea Freight หรือ Air Freight เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ธุรกิจสามารถวาง Supply Chain ได้หลายรูปแบบ เช่น
Thailand → Cross-border Truck → Distributor CLMV
หรือ
Supplier CLMV → Cross-border Truck → Thailand Warehouse
ความใกล้ของตลาดช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถ
- ส่งสินค้าเป็น Lot ขนาดกลาง
- เติม Stock ได้บ่อยขึ้น
- ทดลองตลาดโดยไม่ต้องส่ง Container ขนาดใหญ่
- เชื่อม Warehouse ระหว่างประเทศ
- ใช้ Distributor หรือ Dealer ในประเทศปลายทาง
- สร้าง Regional Supply Chain
แต่ความคุ้มค่าจริงต้องดู Route และ Product Economics ของแต่ละธุรกิจ
1. ส่งออก–นำเข้ากัมพูชา Cambodia
ประเทศไทยและกัมพูชามีพรมแดนเชื่อมต่อกัน จึงสามารถใช้ Cross-border Road Transport ในการขนส่งสินค้าได้
สินค้าที่ธุรกิจอาจพิจารณาสำหรับตลาดกัมพูชามีหลายกลุ่ม เช่น
- Consumer Goods
- Food & Beverage
- Home & Living
- Construction Materials
- Furniture
- Machinery
- Automotive Parts
- Packaging
- Industrial Supplies
แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชนิดสามารถนำเข้าได้ทันที ต้องตรวจข้อกำหนดของ Cambodia ก่อน Shipment
ขนส่งจากไทยไปกัมพูชาใช้วิธีไหนดี?
Road Freight เป็นหนึ่งในตัวเลือกหลัก เนื่องจากสามารถเดินทางข้าม Border จากประเทศไทยเข้าสู่กัมพูชาได้
สามารถวางบริการได้ทั้ง
- LTL
- FTL
- Cross-border Truck
- Door to Door
- Door to Border
- Border to Door
ขึ้นอยู่กับ Route และ Service Scope
ธุรกิจที่มี Shipment ปริมาณไม่มากสามารถพิจารณา LTL เพื่อแบ่งพื้นที่รถกับ Shipment อื่น ส่วนสินค้าปริมาณมากหรือมี Requirement เฉพาะอาจเหมาะกับ FTL
Internal Link แนะนำ: FTL กับ LTL ต่างกันอย่างไร? เลือกขนส่งทางรถแบบไหนให้เหมาะกับสินค้า
2. ส่งออก–นำเข้าลาว Laos
ลาวเป็นอีกประเทศที่สามารถเชื่อมต่อกับไทยทางรถได้โดยตรงผ่านหลายพื้นที่ชายแดน
จึงเหมาะกับ Supply Chain ที่ต้องการขนส่งสินค้า
- จากไทยไป Distributor ในลาว
- จาก Factory ไทยไป Project Site
- จาก Supplier ลาวเข้ามาไทย
- กระจายสินค้าผ่าน Warehouse
- ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต่อไปยังตลาดอื่นในภูมิภาค
กลุ่มสินค้าที่ธุรกิจอาจพบโอกาส เช่น
- Consumer Products
- Food
- Restaurant Equipment
- Construction Materials
- Machinery
- Agricultural Inputs
- Packaging
- Raw Materials
หากสินค้าเกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า สารเคมี หรือสินค้าควบคุม ต้องตรวจ Import Requirement ของลาวก่อนส่ง
ข้อดีของ Road Freight ไทย–ลาว
เส้นทางทางรถช่วยให้สามารถวาง Delivery ได้ยืดหยุ่นกว่าการใช้ Sea Freight สำหรับหลายพื้นที่ เนื่องจากสามารถเชื่อมจาก Warehouse หรือ Factory ในประเทศไทยไปยังประเทศลาวได้โดยตรง
แต่ Transit Time จริงยังขึ้นอยู่กับ
- Border Crossing
- Customs Clearance
- Route
- Truck Schedule
- Permit
- สภาพการจราจร
- วันทำการของด่าน
จึงไม่ควรคิด Transit Time จากระยะทางบนแผนที่เพียงอย่างเดียว
3. ส่งออก–นำเข้าเมียนมา Myanmar
Myanmar มีพรมแดนติดประเทศไทยและมีการค้าชายแดนระหว่างสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
สินค้าที่ธุรกิจอาจพิจารณา เช่น
- Consumer Goods
- Food
- Personal Care
- Construction Materials
- Machinery
- Spare Parts
- Packaging
- Agricultural Products
- Raw Materials
อย่างไรก็ตาม Myanmar เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการควรตรวจ สถานการณ์ Border, Regulation และ Payment เป็นพิเศษก่อน Shipment
Route ที่เปิดให้บริการหรือเงื่อนไขการขนส่งสามารถเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ได้
ก่อนส่งสินค้าไป Myanmar ควรเช็กอะไร?
ควรตรวจ
- Border ที่ใช้
- ด่านเปิดให้บริการหรือไม่
- ประเภทสินค้าผ่าน Route นั้นได้หรือไม่
- Import License
- Payment Method
- Currency
- Local Delivery
- Insurance
- Customs Procedure
- Local Regulation
ไม่ควรวาง Shipment โดยดูจาก Freight Rate เพียงอย่างเดียว เพราะ Operational Risk มีผลต่อต้นทุนจริงของ Shipment
4. ส่งออก–นำเข้าเวียดนาม Vietnam
Vietnam แตกต่างจาก Cambodia, Laos และ Myanmar ตรงที่ไม่ได้มีพรมแดนติดประเทศไทยโดยตรง
แต่สามารถเชื่อมโยงทางถนนผ่านประเทศเพื่อนบ้าน เช่น Laos หรือ Cambodia ตาม Route ที่เหมาะสม
นอกจาก Road Freight แล้ว ยังสามารถใช้
- Sea Freight
- Air Freight
- Multimodal Transport
ได้ตามประเภทสินค้า
กลุ่มสินค้าที่ธุรกิจอาจศึกษาโอกาส เช่น
- Consumer Goods
- Food & Beverage
- Packaging
- Industrial Parts
- Machinery
- Electronics
- Raw Materials
- Lifestyle Products
สำหรับการนำเข้าจาก Vietnam ก็สามารถพบสินค้าในหลายอุตสาหกรรม เช่น
- Textile
- Furniture
- Agricultural Products
- Food Ingredients
- Industrial Products
- Components
แต่ควรตรวจ HS Code และ Product Requirement ก่อนทุกครั้ง
ส่งสินค้าไป Vietnam ทางรถได้อย่างไร?
เนื่องจากไทยและ Vietnam ไม่มีพรมแดนติดกัน รถจึงต้องเดินทางผ่านประเทศ Transit ก่อนถึงปลายทาง
Route อาจแตกต่างตาม
- Origin
- Destination
- Border
- Cargo Type
- Truck Arrangement
- Customs Procedure
จึงต้องวางแผนเรื่อง Transit Country และเอกสารที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากการขนส่งไทย–ลาวหรือไทย–กัมพูชาโดยตรง
หาก Destination อยู่ใกล้ Port หรือ Shipment มี Volume สูง Sea Freight อาจเป็นอีกทางเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ
Road Freight เหมาะกับการขนส่ง CLMV อย่างไร?
Road Freight มีข้อได้เปรียบคือสามารถเชื่อมต่อจากต้นทางไปยัง Destination ได้โดยไม่ต้องผ่าน Port หรือ Airport ทุก Shipment
เหมาะกับสินค้า เช่น
- General Cargo
- Consumer Goods
- Machinery
- Auto Parts
- Raw Materials
- Packaging
- Furniture -สินค้า Commercial Lot
สามารถเลือกได้ทั้ง LTL และ FTL ตาม Volume
LTL
LTL หรือ Less than Truck Load เหมาะกับ Shipment ที่ไม่ต้องใช้รถทั้งคัน
ข้อดีคือสามารถแบ่ง Transportation Cost กับสินค้าอื่นได้
เหมาะกับ
- Small–Medium Shipment
- ทดลองตลาด
- เติม Stock
- Shipment ที่ไม่เร่งมาก
FTL
FTL หรือ Full Truck Load เป็นการใช้รถสำหรับ Shipment เดียวเป็นหลัก
เหมาะกับ
- สินค้าปริมาณมาก
- ต้องการ Dedicated Truck
- สินค้าที่ไม่ต้องการ Consolidate
- Shipment ที่ต้องควบคุม Handling
- สินค้ามูลค่าสูงหรือมี Requirement เฉพาะ
การเลือกควรพิจารณา Cost, Volume และ Schedule ของ Shipment
Cross Border ต่างจาก Road Freight อย่างไร?
Road Freight คือการขนส่งสินค้าทางรถโดยทั่วไป
ส่วน Cross Border เน้นการขนส่งที่ต้องผ่านพรมแดนระหว่างประเทศ จึงมีขั้นตอนเพิ่ม เช่น
- Export Customs
- Border Procedure
- Import Customs
- Permit
- Vehicle / Driver Requirement
- Transloading ตาม Route
- Cross-border Documentation
Road Freight ภายในประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องเป็น Cross Border แต่การขนส่งรถจากไทยไป CLMV เป็น Cross-border Transport
ขนส่ง CLMV แบบ Door to Door ได้หรือไม่?
สามารถวาง Service Scope แบบ Door to Door ได้ในหลาย Route แต่ต้องตรวจว่าบริการครอบคลุมขั้นตอนใดบ้าง
ตัวอย่าง Flow
Factory Thailand → Export Customs → Border → Import Customs → Delivery → Customer CLMV
ก่อน Booking ต้องตรวจว่า Quote รวม
- Pickup
- Export Clearance
- Border Handling
- Main Trucking
- Import Clearance
- Duty & Tax
- Destination Delivery
หรือไม่
โดยเฉพาะคำว่า Door to Door ไม่ได้หมายความว่า Import Duty และ Tax รวมอยู่ในราคาทุกครั้ง
Internal Link แนะนำ: Door to Door, Door to Port และ Port to Port ต่างกันอย่างไร?
ส่งออก CLMV ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
เอกสารพื้นฐานของ Commercial Shipment อาจประกอบด้วย
- Commercial Invoice
- Packing List
- Transport Document
- ใบขนสินค้าขาออก
- ใบขนสินค้าขาเข้าประเทศปลายทาง
- Certificate of Origin ตามกรณี
- Permit / License
- Product Certificate
- Insurance Document ตามกรณี
เอกสารจริงแตกต่างกันตามสินค้าและประเทศ
ตัวอย่างเช่น Food, Cosmetics, Electronics หรือ Chemical สามารถมี Requirement เพิ่มจาก General Cargo
Form D คืออะไร และใช้กับ CLMV ได้อย่างไร?
ประเทศไทย Cambodia, Laos, Myanmar และ Vietnam เป็นสมาชิก ASEAN จึงมีกรอบการค้า ATIGA – ASEAN Trade in Goods Agreement
หากสินค้าผ่าน Rules of Origin และเงื่อนไขของ ATIGA ผู้ประกอบการอาจใช้หลักฐานถิ่นกำเนิดที่เกี่ยวข้อง เช่น Form D เพื่อขอใช้ Preferential Tariff
แต่ต้องตรวจ
- HS Code
- Country of Origin
- Rules of Origin
- Tariff Rate
- Product Specific Rule
- เอกสาร Proof of Origin
ก่อนใช้
จึงไม่ควรสรุปว่า
ส่งไปประเทศ ASEAN = ภาษี 0%
เพราะแต่ละสินค้าอาจมี Tariff และ Origin Requirement แตกต่างกัน
Internal Link แนะนำ: Form A, Form D และ Form E คืออะไร? ใช้ลดภาษีนำเข้า–ส่งออกอย่างไร
Certificate of Origin สำคัญกับการค้า CLMV อย่างไร?
หากต้องการใช้ Preferential Tariff จะต้องตรวจ Origin ของสินค้าให้ถูกต้อง
ตัวอย่างเช่นสินค้าไทยที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากจีน ไม่ได้หมายความว่าจะได้ Origin ไทยโดยอัตโนมัติ
ต้องดูว่ากระบวนการผลิตในประเทศไทยผ่าน Rules of Origin ที่กำหนดหรือไม่
จึงควรตรวจ Origin ก่อน Confirm ราคาให้ Buyer โดยเฉพาะหาก Buyer คำนวณต้นทุนโดยสมมติว่าจะได้รับ FTA
Internal Link แนะนำ: Certificate of Origin คืออะไร? รู้จักประเภท C/O และเอกสารที่ต้องใช้
HS Code สำคัญอย่างไรกับการส่งออก CLMV?
HS Code ใช้เพื่อกำหนด Classification ของสินค้า และเชื่อมโยงกับ
- Import Duty
- Export Requirement
- Import Requirement
- FTA
- Permit
- Statistics
- Customs Declaration
แม้อยู่ในกลุ่มสินค้าเดียวกัน แต่ Material หรือ Function ต่างกันก็สามารถใช้ HS Code ต่างกันได้
จึงควรตรวจ HS Code ตั้งแต่ก่อนเสนอราคาขาย หากต้องคำนวณ Duty และ Landed Cost ให้ Buyer
สินค้าทุกประเภทส่งไป CLMV ได้หรือไม่?
ไม่ใช่
สินค้าบางประเภทอาจถูก
- ห้ามนำเข้า
- จำกัดการนำเข้า
- ต้องมี Permit
- ต้องขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
- ต้องผ่านมาตรฐาน
- ต้องมี Certificate
- ต้องผ่าน Inspection
ตัวอย่างกลุ่มที่ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่
- อาหาร
- เครื่องดื่ม
- เครื่องสำอาง
- ยา
- Medical Device
- Chemical
- วัตถุอันตราย
- เครื่องใช้ไฟฟ้า
- อุปกรณ์สื่อสาร
- พืชและสินค้าเกษตร
- Animal Products
ดังนั้นการที่รถสามารถเดินทางไปถึงประเทศปลายทางได้ ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะผ่าน Customs ได้โดยไม่มี Requirement
นำเข้าสินค้าจาก CLMV มาไทยต้องตรวจอะไร?
หลักการเดียวกับการ Import จากประเทศอื่น
ควรตรวจ
- Product
- HS Code
- Country of Origin
- Supplier
- Invoice
- Packing List
- Permit
- Import Duty
- VAT
- FTA
- Transportation
- Customs Clearance
หากเป็นสินค้าจาก ASEAN และผ่าน Origin Rule อาจพิจารณาสิทธิ ATIGA เพื่อลด Import Duty
แต่ต้องตรวจว่าผลประโยชน์ที่ได้รับคุ้มกับ Cost และขั้นตอนในการจัดทำ Origin Document หรือไม่
สินค้าเกษตรจาก CLMV นำเข้าไทยง่ายหรือไม่?
สินค้าเกษตรมีโอกาสเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไทยนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่านำเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัด
ต้องตรวจตามชนิดสินค้า เช่น
- Plant Quarantine
- Animal Quarantine
- Food Regulation
- Agricultural Standard
- Import Permit
- Certificate จากประเทศต้นทาง
สินค้าเกษตรสดอาจมี Requirement แตกต่างจากสินค้าแปรรูป
จึงควรแจ้งชื่อสินค้าและ Scientific / Product Detail ให้ชัดเจนก่อน Booking
เลือก LTL หรือ FTL สำหรับ CLMV แบบไหนดี?
สามารถพิจารณาจาก Quantity และ Operation
เลือก LTL เมื่อ
- Shipment ไม่เต็มรถ
- ต้องการลด Transportation Cost
- สามารถรอรอบ Consolidation ได้
- สินค้าเป็น General Cargo
- ทดลองตลาดหรือเติม Stock
เลือก FTL เมื่อ
- Volume มาก
- ต้องใช้ Dedicated Truck
- Shipment มีความเร่งด่วน
- ต้องการลดการ Handling
- สินค้าไม่เหมาะกับการ Consolidate
- มี Delivery Schedule ชัดเจน
ไม่ควรเลือกจาก Freight อย่างเดียว เพราะสินค้าเสียหายหรือ Delay สามารถสร้าง Cost สูงกว่าส่วนต่างค่ารถได้
ต้นทุนขนส่ง CLMV มีอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายอาจประกอบด้วย
- Pickup
- Truck Freight
- Export Customs
- Border Handling
- Transloading ตาม Route
- Import Customs
- Duty & Tax
- Permit
- Warehouse
- Insurance
- Destination Delivery
- Special Handling
บาง Quote อาจรวมเพียง Main Transportation แต่ไม่ได้รวม Duty หรือค่าใช้จ่ายประเทศปลายทาง
จึงควรขอ Service Scope ที่ชัดเจนก่อนเปรียบเทียบราคา
Incoterms สำคัญกับการค้า CLMV อย่างไร?
Incoterms ช่วยกำหนดว่า Seller และ Buyer รับผิดชอบ Cost และ Risk กันถึงจุดไหน
ตัวอย่างที่พบได้ในธุรกิจระหว่างประเทศ เช่น
- EXW
- FCA
- CPT
- CIP
- DAP
- DDP ตามความเหมาะสมและข้อจำกัดของประเทศ
- FOB / CIF สำหรับการขนส่งทางเรือ
อย่าเลือก Incoterms จากความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียว
ควรดูว่า
- ใครทำ Export Customs
- ใครทำ Import Customs
- ใครจ่าย Freight
- ใครรับผิดชอบ Duty
- Risk Transfer ที่จุดใด
โดยเฉพาะ Cross Border การแบ่งหน้าที่ระหว่าง Seller และ Buyer ให้ชัดช่วยลดปัญหาที่ Border
ก่อนเปิดตลาด CLMV ควรวางแผนอะไรบ้าง?
การส่งสินค้าไปได้ไม่ได้หมายความว่าจะขายได้
ก่อนลงทุนควรศึกษา
- Target Customer
- Product–Market Fit
- Competitor
- Price Positioning
- Distributor
- Retail Channel
- E-commerce
- Regulation
- Tax
- Freight
- Payment Term
- After-sales Service
สำหรับธุรกิจใหม่ อาจเริ่มด้วย Test Shipment หรือ Quantity ที่บริหารความเสี่ยงได้ ก่อนขยาย Volume หลังมี Demand จริง
ควรหา Distributor ใน CLMV หรือขายตรงดี?
ขึ้นอยู่กับ Product และ Business Model
Distributor สามารถช่วยเรื่อง
- Market Access
- Local Network
- Sales
- Warehouse
- Delivery
- Customer Service
- Local Regulation บางส่วน
แต่ธุรกิจต้องพิจารณา
- Margin
- Minimum Order
- Territory
- Exclusivity
- Payment Term
- Marketing Responsibility
- Inventory Risk
หากเพิ่งเริ่มตลาด ไม่ควรให้ Exclusive Territory โดยไม่มี KPI หรือเงื่อนไขทางธุรกิจที่ชัดเจน
ความเสี่ยงที่ควรระวังเมื่อทำธุรกิจกับ CLMV
นอกจาก Freight และ Customs แล้ว ควรประเมิน
- Currency Risk
- Payment Risk
- Regulatory Change
- Border Closure / Border Restriction
- Political Situation
- Infrastructure
- Delivery Network
- Customer Credit
- Documentation
- Language
- Product Registration
โดยเฉพาะ Cross-border Shipment ควรตรวจสถานะ Route ก่อนสินค้าออกทุกครั้ง ไม่ควรใช้ข้อมูลจาก Shipment ครั้งก่อนโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนขอราคาขนส่ง CLMV
เพื่อให้สามารถเลือก Route และประเมินค่าขนส่งได้ ควรเตรียม
- Product Name
- รูปสินค้า
- Product Description
- HS Code หากมี
- Quantity
- Number of Packages
- Dimension
- Gross Weight
- Pickup Address
- Pickup Postal Code
- Destination Address
- Destination Postal Code
- Incoterms
- Commercial Invoice
- Packing List
- Permit ตามกรณี
- Ready Date
- Service Scope ที่ต้องการ
หากเป็นสินค้า
- Battery
- Liquid
- Chemical
- Dangerous Goods
- Food
- Temperature-Controlled Goods
ควรแจ้งตั้งแต่ต้นเพื่อให้ตรวจ Route และ Requirement ได้ถูกต้อง
Checklist ก่อนส่งออก–นำเข้า CLMV
ก่อน Booking สามารถตรวจตามลำดับ
- เลือกประเทศและตลาดเป้าหมาย
- ตรวจสินค้าและ HS Code
- ตรวจ Import / Export Requirement
- ตรวจ Permit
- ตรวจ Country of Origin
- ตรวจ FTA และ Form D ตามกรณี
- เลือก Road, Sea หรือ Air
- เลือก LTL หรือ FTL
- กำหนด Incoterms
- เตรียม Invoice และ Packing List
- ตรวจ Border และ Route
- คำนวณ Duty, Tax และ Logistics Cost
- ตรวจ Final Freight Quote
- Confirm Ready Date และ Delivery Plan
การเตรียมตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงที่ Shipment ต้องหยุดรอเอกสารที่ Border
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งออก–นำเข้า CLMV (FAQ)
CLMV มีประเทศอะไรบ้าง?
CLMV ประกอบด้วย Cambodia, Laos, Myanmar และ Vietnam
ส่งสินค้าไป CLMV ทางรถได้ทุกประเทศหรือไม่?
สามารถใช้ Road Freight ไปยังทั้ง 4 ประเทศได้ในหลาย Route แต่ Vietnam ไม่มีพรมแดนติดไทย จึงต้องเดินทางผ่านประเทศ Transit และต้องวางแผน Cross-border Procedure เพิ่มเติม
ส่งสินค้าไป CLMV ใช้ Form D แล้วไม่เสียภาษีใช่หรือไม่?
ไม่เสมอ ต้องตรวจ HS Code, Tariff Rate และ Rules of Origin ภายใต้ ATIGA ก่อนว่าสินค้าได้รับสิทธิในอัตราใด
LTL กับ FTL แบบไหนเหมาะกับ CLMV มากกว่า?
ขึ้นอยู่กับ Volume และ Requirement หากสินค้าไม่เต็มรถ LTL สามารถช่วยแบ่งต้นทุนได้ ส่วน Shipment ปริมาณมากหรืออยากใช้รถ Dedicated สามารถพิจารณา FTL
Door to Door ไป CLMV รวมภาษีหรือไม่?
ไม่จำเป็น ต้องตรวจ Service Scope และ Quote ว่า Import Duty, Tax และ Customs Clearance รวมอยู่หรือเป็นความรับผิดชอบของผู้รับ
ต้องมี Partner ประเทศปลายทางหรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกกรณี แต่การมี Importer, Distributor หรือ Logistics Partner ที่เข้าใจ Regulation และ Local Delivery สามารถช่วยให้การดำเนินงานในประเทศปลายทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น
บริการขนส่ง CLMV กับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ Cambodia, Laos, Myanmar และ Vietnam พร้อมบริการขนส่งทางรถแบบ Cross Border รวมถึงการวางแผน Route, Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment
หากต้องการนำเข้า–ส่งออกสินค้าในกลุ่ม CLMV สามารถเตรียมชื่อสินค้า รูปภาพ จำนวน Package ขนาด น้ำหนัก ต้นทาง ปลายทาง Incoterms และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยประเมิน Route และรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมก่อน Booking
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015


