Cross Border คืออะไร? ขนส่งสินค้าทางรถข้ามพรมแดน เหมาะกับสินค้าแบบไหน
22 กรกฎาคม 2569
ทำความรู้จัก Cross Border การขนส่งสินค้าทางรถระหว่างประเทศ ครอบคลุมกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน พร้อมรูปแบบ Door to Border, Door to Door ระยะเวลาขนส่ง และเอกสารที่ควรเตรียม
Cross Border คืออะไร?
Cross Border คือการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศผ่านพรมแดน โดยสำหรับธุรกิจ Logistics ในประเทศไทยมักหมายถึงการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือจากประเทศเพื่อนบ้านกลับเข้ามายังประเทศไทยสินค้าจะถูกขนส่งจากต้นทางไปยังด่านชายแดน ดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกและขาเข้า ก่อนขนส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางตาม Service Scope ที่ตกลงกัน Cross Border จึงเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องขนส่งสินค้าภายในภูมิภาค เพราะสามารถเชื่อมการขนส่งจากต้นทางไปยังปลายทางได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าน Port หรือ Airport ทุก Shipment CPL INTER ให้บริการ Trucking Cross Border ครอบคลุม กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน พร้อมบริการด้านพิธีการศุลกากรที่ชายแดน
Cross Border ต่างจากการขนส่งทางรถภายในประเทศอย่างไร? การขนส่งภายในประเทศเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ภายในประเทศเดียวกัน จึงไม่ต้องผ่านขั้นตอน Customs Clearance ระหว่างประเทศ ส่วน Cross Border มีขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น
- พิธีการศุลกากรขาออก
- การผ่านด่านชายแดน
- พิธีการศุลกากรขาเข้าประเทศปลายทาง
- การตรวจสอบใบอนุญาตนำเข้า–ส่งออก
- การประเมินอากรและภาษี
- การประสานงานระหว่างผู้ให้บริการทั้งสองประเทศ
- การขนส่งต่อหลังผ่านชายแดน
- ดังนั้นการวางแผน Cross Border จึงต้องพิจารณาทั้ง Route, Border Checkpoint, Customs, ประเภทสินค้า และข้อกำหนดของประเทศปลายทาง ไม่ใช่เพียงระยะทางบนถนน
CPL INTER ให้บริการ Cross Border ไปประเทศไหนบ้าง? บริการ Trucking Cross Border ของ CPL INTER ครอบคลุมประเทศในภูมิภาค ได้แก่
- กัมพูชา (Cambodia)
- ลาว (Laos)
- เมียนมา (Myanmar)
- เวียดนาม (Vietnam)
- มาเลเซีย (Malaysia)
- สิงคโปร์ (Singapore)
- จีน (China)
แต่ละประเทศมี Route ด่านชายแดน และข้อกำหนดด้านการนำเข้า–ส่งออกแตกต่างกัน ก่อน Booking จึงควรแจ้งทั้ง ประเทศ เมือง และ Postal Code หรือที่อยู่ปลายทาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบ Route และ Service Scope ได้แม่นยำขึ้น
Cross Border มีรูปแบบบริการอะไรบ้าง? สำหรับการขนส่งทางรถของ CPL INTER มี Service Scope หลักที่สามารถวางแผนได้ เช่น Door to Border และ Door to Door
Door to Border คืออะไร? Door to Border เป็นบริการที่เริ่มจากการรับสินค้าจากที่อยู่ต้นทางในประเทศไทย แล้วขนส่งสินค้าไปยังด่านชายแดน
Service Scope สามารถครอบคลุมตั้งแต่ รับสินค้าจากต้นทาง → ขนส่งไปยังด่านชายแดน → ดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก → ส่งสินค้าไปยังคลังหรือจุดรับสินค้าบริเวณชายแดน
หลังจากนั้นผู้รับหรือตัวแทนของผู้รับในประเทศปลายทางจะเป็นผู้ดำเนินการพิธีการศุลกากรขาเข้าและจัดการขนส่งต่อเอง Door to Border เหมาะกับผู้รับที่มี Customs Broker หรือตัวแทน Logistics ในประเทศปลายทางอยู่แล้ว
Door to Door คืออะไร? Door to Door คือบริการขนส่งทางรถแบบครบวงจรจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงที่อยู่ผู้รับในประเทศปลายทาง ขั้นตอนสามารถครอบคลุม
รับสินค้าจากต้นทาง → ขนส่งไปยังด่านชายแดน → Customs Clearance ขาออก → ผ่านชายแดน → Customs Clearance ขาเข้า → ขนส่งต่อภายในประเทศปลายทาง → ส่งถึงที่อยู่ผู้รับ
รูปแบบนี้เหมาะกับผู้ส่งที่ต้องการลดการประสานงานกับผู้ให้บริการหลายราย และต้องการให้การขนส่งตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางอยู่ภายใต้ Service Scope เดียวกัน
Cross Border แบบ Door to Door เท่ากับ DDP หรือไม่? ไม่เท่ากันเสมอไป Door to Door หมายถึงขอบเขตการขนส่งว่าสินค้าเดินทางจากสถานที่ต้นทางไปถึงสถานที่ปลายทาง ส่วน DDP (Delivered Duty Paid) เป็น Incoterm ที่กำหนดหน้าที่ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ รวมถึงความรับผิดชอบด้านพิธีการนำเข้า อากร และภาษีภายใต้เงื่อนไขของ DDP ดังนั้น Cross Border สามารถเป็น Door to Door แต่ไม่รวมภาษีนำเข้า ได้ หาก Service Scope ตกลงให้ผู้รับเป็นผู้ชำระ Duty และ Tax CPL INTER ยังมีบริการ Cross Border บาง Route ในรูปแบบรวมภาษี โดยต้องตรวจสอบประเภทสินค้าและเงื่อนไขของแต่ละประเทศก่อนจัดส่ง
Cross Border ใช้เวลากี่วัน? ระยะเวลาขนส่งแตกต่างกันตามประเทศ เมืองปลายทาง Service Scope รอบรถ ด่านชายแดน และระยะเวลาของ Customs Clearance ตัวอย่างระยะเวลาของบริการ Cross Border ที่ CPL INTER ให้บริการในบาง Route ได้แก่
- ไทย → กัมพูชา ทางรถ แบบรวมภาษี ปลายทางพนมเปญ ประมาณ 2–3 วัน
- ไทย → สิงคโปร์ ทางรถ Door to Door ประมาณ 7–10 วัน
- มาเลเซีย → ไทย ทางรถ Door to Door ประมาณ 7–10 วัน
- สิงคโปร์ → ไทย ทางรถ Door to Door ประมาณ 7–10 วัน
- สิงคโปร์ → ไทย ทางรถ แบบรวมภาษี ประมาณ 7–14 วัน
- ไทย → มาเลเซีย ทางรถ แบบรวมภาษี ในบางพื้นที่ที่ให้บริการ ประมาณ 15–20 วัน
ตัวเลขเหล่านี้เป็นระยะเวลาของ Route และ Service Scope ที่ระบุ ไม่ควรนำไปใช้แทนระยะเวลาของ Cross Border ทุก Shipment ก่อน Booking ควรตรวจ Estimated Transit Time ตามต้นทาง ปลายทาง ประเภทสินค้า และรูปแบบบริการจริงอีกครั้ง
ทำไมระยะเวลาของ Cross Border แต่ละ Route ถึงต่างกัน? แม้จะเป็นการขนส่งทางรถเหมือนกัน แต่ระยะเวลาไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางอย่างเดียว ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- Border Checkpoint แต่ละด่านมีปริมาณรถและขั้นตอนดำเนินงานต่างกัน
- Customs Clearance Shipment ที่เอกสารพร้อมสามารถดำเนินการได้ต่างจากสินค้าที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
- ประเภทสินค้า สินค้าควบคุมหรือสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตอาจต้องผ่านหน่วยงานอื่นเพิ่มเติม
- Service Scope Door to Border, Door to Door และ DDP มีจำนวนขั้นตอนต่างกัน
- รอบการขนส่ง โดยเฉพาะ LTL ซึ่งต้องพิจารณารอบรวบรวมและกระจายสินค้า
- ปลายทางหลังผ่านชายแดน สินค้าที่ส่งถึงเมืองใกล้ด่านย่อมมี Inland Transportation แตกต่างจากสินค้าที่ต้องขนส่งต่อไปยังพื้นที่ห่างออกไป
Cross Border ส่งแบบ LTL ได้หรือไม่? สามารถวางแผนได้ทั้ง LTL และ FTL ตามลักษณะของ Shipment LTL (Less than Truck Load) เหมาะกับสินค้า Lot ย่อยที่ไม่ต้องใช้พื้นที่รถทั้งคัน สามารถรวมพื้นที่การขนส่งกับ Shipment อื่นเพื่อแบ่งต้นทุนได้ ส่วน FTL (Full Truck Load) เป็นการใช้รถสำหรับ Shipment เดียว เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก สินค้าที่ต้องการ Dedicated Truck หรือต้องการลดการ Handling ระหว่างทาง การเลือกระหว่าง LTL และ FTL จึงควรดูทั้งปริมาณ น้ำหนัก ขนาดสินค้า Deadline และประเภทของสินค้า
สินค้าแบบไหนเหมาะกับ Cross Border? Cross Border สามารถรองรับสินค้าหลากหลายประเภท เช่น
- สินค้าอุปโภคบริโภค
- สินค้า Retail และ E-Commerce
- อาหารและเครื่องดื่ม
- เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง
- ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
- อะไหล่รถยนต์
- เครื่องจักร
- วัตถุดิบ
- สินค้าสำหรับงาน Exhibition
- สินค้าบรรจุ Carton หรือ Pallet
อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทอาจต้องมี Requirement เพิ่มเติม เช่น ใบอนุญาตนำเข้า–ส่งออก เอกสารจาก อย. สมอ. กรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานอื่นตามประเภทสินค้า จึงควรตรวจสอบ ก่อนรถออกจากต้นทาง ไม่ใช่รอให้สินค้าถึงชายแดนแล้วจึงเริ่มตรวจเอกสาร
Cross Border เหมาะกับสินค้าจำนวนมากหรือไม่? เหมาะได้ทั้ง Shipment ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กับรูปแบบรถที่เลือก CPL INTER มีรถบรรทุกหลายขนาดและหลายประเภทเพื่อรองรับทั้งสินค้าขนาดเล็ก สินค้าขนาดใหญ่ และสินค้าที่ต้องการการดูแลเฉพาะ หากสินค้าไม่เต็มคันสามารถพิจารณา LTL ขณะที่ Shipment ปริมาณมากสามารถวางแผน FTL หรือ Dedicated Truck ได้ สำหรับ Oversize หรือสินค้าที่มีขนาดและน้ำหนักพิเศษ ควรส่ง Dimension และ Gross Weight ให้ตรวจสอบก่อน เพื่อเลือกรถและ Route ที่เหมาะสม
Cross Border ถูกกว่าทางเครื่องบินหรือไม่? Cross Border มักเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่สามารถเชื่อมต่อทางถนนได้ โดยเฉพาะ Shipment ที่มีปริมาณมากและไม่ได้ต้องการความเร็วระดับ Air Freight แต่ไม่ควรสรุปว่า ทางรถถูกกว่าทางเครื่องบินทุกกรณี
- ต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับ
- น้ำหนัก
- ปริมาตร
- จำนวน Package
- ประเภทสินค้า
- ประเทศและเมืองปลายทาง
- LTL หรือ FTL
- ค่า Customs Clearance
- ภาษีและอากร
- ใบอนุญาต
- Pickup และ Final Delivery
Shipment ขนาดเล็กบางประเภทอาจพบว่าทางอากาศมีความเหมาะสมกว่า ขณะที่ Shipment ขนาดใหญ่หรือหลาย Pallets อาจเหมาะกับ Cross Border มากกว่า จึงควรเปรียบเทียบ Total Logistics Cost มากกว่าดูเฉพาะ Freight Rate
Cross Border ต้องเสียภาษีหรือไม่? การขนส่งทางรถข้ามพรมแดน ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าโดยอัตโนมัติ เมื่อนำสินค้าเข้าประเทศปลายทาง อาจมีอากรขาเข้า ภาษี หรือค่าธรรมเนียมตาม HS Code มูลค่าสินค้า ประเทศถิ่นกำเนิด และกฎหมายของประเทศนั้น หากสินค้าเข้าเงื่อนไข FTA และมีหลักฐานถิ่นกำเนิดที่ถูกต้อง อาจสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษี เช่น Form D หรือ Form E ตาม Route และความตกลงที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นก่อนเสนอราคาหรือคำนวณ Landed Cost ควรตรวจทั้ง HS Code + Import Duty + Tax + FTA + Service Scope
Cross Border ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? เอกสารพื้นฐานของ Shipment โดยทั่วไปประกอบด้วย
- Commercial Invoice แสดงรายละเอียดสินค้า จำนวน ราคา ผู้ขาย และผู้ซื้อ
- Packing List แสดงจำนวน Package น้ำหนัก ขนาด และรายละเอียดการบรรจุ
- Truck Waybill หรือ Transport Document ใช้เป็นเอกสารประกอบการขนส่งทางรถ
- ใบขนสินค้าขาออกและขาเข้า ใช้สำหรับพิธีการศุลกากร
- Certificate of Origin หากต้องการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีและสินค้าเข้าเงื่อนไข
- ใบอนุญาตนำเข้า–ส่งออก สำหรับสินค้าควบคุมตามกฎหมายของแต่ละประเทศ
เอกสารจริงอาจแตกต่างกันตามสินค้า ประเทศ และรูปแบบบริการ จึงควรตรวจ Requirement ก่อนทุก Shipment
ขั้นตอนการส่ง Cross Border ทำงานอย่างไร? ตัวอย่าง Workflow แบบ Door to Door สามารถแบ่งได้ดังนี้
- ตรวจสอบรายละเอียด Shipment ตรวจประเภทสินค้า จำนวน Package ขนาด น้ำหนัก มูลค่า ต้นทางและปลายทาง
- ตรวจ HS Code และใบอนุญาต ตรวจสอบว่ามีข้อจำกัดหรือ Requirement ในประเทศต้นทางและปลายทางหรือไม่
- เลือก LTL หรือ FTL พิจารณาตามปริมาณสินค้า Deadline และ Budget
- วาง Route และด่านชายแดน เลือกเส้นทางให้เหมาะกับประเทศและเมืองปลายทาง
- Pickup สินค้า เข้ารับสินค้าจากต้นทางหรือรับสินค้าเข้าสู่ Warehouse ตาม Service Scope
- Customs Clearance ขาออก จัดเตรียมและยื่นเอกสารก่อนสินค้าออกจากประเทศ
- ผ่านด่านชายแดน ดำเนินขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการผ่านแดนและการส่งต่อสินค้า
- Customs Clearance ขาเข้า ดำเนินพิธีการนำเข้าและชำระภาษีตามเงื่อนไข
- Final Delivery ขนส่งสินค้าต่อจากชายแดนไปยังที่อยู่ผู้รับ
Cross Border มีการเปลี่ยนรถที่ชายแดนหรือไม่? ขึ้นอยู่กับ Route ประเทศ และข้อกำหนดด้านการขนส่ง บาง Shipment สามารถขนส่งด้วยรถหรือระบบการขนส่งต่อเนื่องตามเส้นทางที่ได้รับอนุญาต ขณะที่บาง Route อาจต้องมีการเปลี่ยนหัวลาก เปลี่ยนรถ หรือ Transload สินค้าที่ชายแดน ดังนั้นหากสินค้า แตกง่าย มูลค่าสูง เครื่องจักร หรือสินค้า Oversize ควรแจ้งตั้งแต่ก่อน Booking เพื่อให้สามารถวางแผนการ Handling และเลือกวิธีการขนส่งที่ลดความเสี่ยงได้
สินค้าควบคุมส่ง Cross Border ได้หรือไม่? สามารถขนส่งสินค้าบางประเภทได้ แต่ต้องตรวจสอบว่าประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทางอนุญาตหรือไม่ ตัวอย่างสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานกำกับดูแล ได้แก่
- อาหาร
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- เครื่องสำอาง
- ยา
- เครื่องมือแพทย์
- เครื่องใช้ไฟฟ้า
- ของเล่น
- พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
- เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
- สินค้า Dangerous Goods
สินค้าเหล่านี้ควรส่ง Product Specification, Ingredient, Catalogue หรือ MSDS/SDS ตามประเภทของสินค้าเพื่อให้ตรวจสอบก่อนขนส่ง
ติดตามสถานะ Cross Border ได้หรือไม่? CPL INTER มีระบบ ติดตามสถานะการขนส่งแบบ Real-time สำหรับบริการ Trucking เพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะของ Shipment ระหว่างการขนส่งได้สำหรับ Cross Border การติดตามสถานะมีประโยชน์โดยเฉพาะช่วงที่สินค้าเดินทางระหว่างต้นทาง ด่านชายแดน และปลายทาง เพราะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนรับสินค้า Inventory และการส่งมอบต่อได้ดีขึ้น
ก่อนขอราคา Cross Border ควรเตรียมข้อมูลอะไร? เพื่อให้สามารถประเมิน Route รถ และค่าขนส่งได้ใกล้เคียงกับ Shipment จริง ควรเตรียมข้อมูล ได้แก่
- ชื่อและรายละเอียดสินค้า
- จำนวน Package หรือ Pallet
- ขนาด กว้าง × ยาว × สูง
- Gross Weight
- มูลค่าสินค้า
- ประเทศและที่อยู่ต้นทาง
- ประเทศ เมือง และที่อยู่ปลายทาง
- HS Code หากมี
- Incoterms หากมี
- วันที่ต้องการรับและส่งสินค้า
- ใบอนุญาตหรือ Requirement ของสินค้า หากทราบ
หากต้องการ FTL ควรแจ้งปริมาณและขนาดสินค้าให้ครบเพื่อเลือกรถที่เหมาะสม ส่วน LTL ควรแจ้ง Dimension และ Weight ของแต่ละ Package เพื่อประเมินพื้นที่ที่ต้องใช้จริง
ขนส่ง Cross Border กับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการ Trucking Cross Border ครอบคลุมกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน พร้อมรูปแบบบริการทั้ง Door to Border และ Door to Door บริการสามารถครอบคลุมตั้งแต่ Pickup การวางแผน Route การจัดเตรียมเอกสาร พิธีการศุลกากรที่ชายแดน ไปจนถึงการขนส่งต่อถึงปลายทางตาม Service Scope ของแต่ละ Shipment นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนรถได้ตามขนาดและลักษณะของสินค้า พร้อมระบบติดตามสถานะการขนส่งแบบ Real-time หากยังไม่แน่ใจว่าสินค้าควรเลือก LTL, FTL, Door to Border หรือ Door to Door สามารถส่งรายละเอียดสินค้า จำนวน Package ขนาด น้ำหนัก ต้นทาง ปลายทาง และวันที่ต้องการจัดส่งให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจสอบ Route และรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมได้
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
บทความอื่น ๆ
- No Image
- No Image
- No Image
22 กรกฎาคม 2569
อ่านเพิ่มเติมเครื่องหมายมอก.คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?