
วิตามิน DHC ญี่ปุ่น นำเข้าอย่างไรให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงติดด่านศุลกากร
22 กรกฎาคม 2569
นำเข้าวิตามินและอาหารเสริม DHC จากญี่ปุ่นเพื่อจำหน่ายในไทย ต้องเตรียมอะไรบ้าง ตั้งแต่ตรวจประเภทสินค้า ขอ อย. ฉลากภาษาไทย LPI เอกสารศุลกากร ไปจนถึงการขนส่งจากญี่ปุ่นมาไทย
นำเข้าวิตามิน DHC จากญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่สั่งซื้อแล้วส่งเข้าไทยได้เลย
DHC เป็นแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่นที่มีผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำสินค้า DHC จากญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการเลือกช่องทางขนส่งหรือคำนวณค่าขนส่งเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบตั้งแต่ ประเภทผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ การอนุญาตนำเข้า เลขสารบบอาหาร ฉลาก และเอกสารที่ใช้ผ่านด่านอาหารและยาและศุลกากร ผลิตภัณฑ์ที่ดูคล้ายกันจากหน้าร้านในญี่ปุ่นอาจมีส่วนประกอบหรือรูปแบบผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน จึงไม่ควรพิจารณาจากคำว่า “DHC” หรือ “วิตามิน” เพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบเป็นราย SKU ก่อนนำเข้าจริง
ก่อนนำเข้า ต้องตรวจให้ชัดว่าสินค้าจัดอยู่ในประเภทใด
ขั้นแรกควรตรวจสอบว่า Product ที่ต้องการนำเข้าจัดอยู่ในประเภทใดตามกฎหมายไทย ผลิตภัณฑ์ DHC หลายรายการอยู่ในรูปแบบเม็ด แคปซูล หรือผลิตภัณฑ์สำหรับรับประทานเสริมจากอาหารปกติ ซึ่งอาจเข้าข่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่การจัดประเภทต้องพิจารณาจากสูตร ส่วนประกอบ ปริมาณสารสำคัญ ลักษณะผลิตภัณฑ์ และข้อความที่ใช้กับผลิตภัณฑ์จริง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นหนึ่งในกลุ่มอาหารที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะ ดังนั้นผู้ประกอบการควรตรวจสอบประเภทให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการขออนุญาต เพราะขั้นตอนและเอกสารอาจแตกต่างกันตามประเภทอาหาร นำเข้า DHC เพื่อขาย ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าอาหาร หากนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร หรือ ใบอนุญาตแบบ อ.7 ขั้นตอนการขออนุญาตจะเกี่ยวข้องกับสถานที่นำเข้าและการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ก่อนที่จะสามารถดำเนินการนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่ายได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นหากผู้ประกอบการวางแผนสั่ง DHC เข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อขายผ่านร้านค้า เว็บไซต์ Marketplace หรือช่องทาง Social Commerce ควรเตรียมเรื่องใบอนุญาตก่อนสั่งสินค้าออกจากญี่ปุ่น ไม่ควรรอให้สินค้ามาถึงประเทศไทยแล้วค่อยเริ่มดำเนินการ
ต้องขอเลขสารบบอาหารก่อนหรือไม่?
หลังจากมีใบอนุญาตนำเข้าแล้ว ต้องตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าต้องขอ เลขสารบบอาหาร หรือดำเนินการอนุญาตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใด สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ และข้อมูลของสินค้า เช่น สูตร ส่วนประกอบ และฉลาก จะถูกใช้ประกอบการพิจารณา เลขสารบบอาหารที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารประกอบด้วยตัวเลข 13 หลัก และเชื่อมโยงกับสถานที่ผลิตหรือนำเข้า รวมถึงข้อมูลการอนุญาตของผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรนำเลข อย. ของสินค้าอื่น หรือเลขของ SKU ที่มีชื่อใกล้เคียงกันมาใช้แทน เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรอาจมีรายละเอียดการอนุญาตต่างกัน
ส่วนประกอบของ DHC ต้องตรวจสอบก่อนนำเข้า
จุดที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญมากคือ Ingredient List แม้สินค้าจะจำหน่ายอย่างถูกต้องในญี่ปุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าส่วนประกอบ ปริมาณวิตามิน แร่ธาตุ สารสกัด หรือสารอื่นทุกชนิดจะสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ก่อนสั่งสินค้าในเชิงพาณิชย์จึงควรมีข้อมูลอย่างน้อย เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์และ SKU ภาพบรรจุภัณฑ์ด้านหน้าและด้านหลัง Ingredient List ปริมาณสารสำคัญต่อหน่วยบริโภค รูปแบบผลิตภัณฑ์ เช่น เม็ด แคปซูล หรือผง ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิตในญี่ปุ่น Specification หรือเอกสารผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หากมี การตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ก่อน Booking ช่วยลดความเสี่ยงของกรณีสินค้ามาถึงแล้วพบว่าสูตรหรือส่วนประกอบไม่ตรงกับเงื่อนไขที่สามารถนำเข้าเพื่อจำหน่ายได้
ฉลากภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
หากนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายต่อผู้บริโภคในประเทศไทย การใช้บรรจุภัณฑ์ภาษาญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ อาหารนำเข้าที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องแสดงฉลากให้เป็นไปตามข้อกำหนดของไทย โดยข้อมูลสำคัญสามารถประกอบด้วย ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ส่วนประกอบ ชื่อและที่ตั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิตและประเทศผู้ผลิต ปริมาณสุทธิ วันหมดอายุหรือควรบริโภคก่อน รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยังมี Requirement เฉพาะ เช่น การระบุว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” การแสดงส่วนประกอบสำคัญและปริมาณ รวมถึงข้อความหรือคำเตือนที่เกี่ยวข้องตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นก่อนนำสินค้าจำนวนมากเข้ามา ควรวางแผนเรื่องฉลากไทยให้เรียบร้อยด้วย
อย่านำข้อความสรรพคุณจากญี่ปุ่นมาใช้โดยตรงโดยไม่ตรวจสอบ
อีกจุดที่ควรระวังคือข้อความเกี่ยวกับคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของสินค้า ข้อความภาษาญี่ปุ่นบน Package หรือเว็บไซต์ต้นทางอาจใช้ภายใต้กฎหมายของญี่ปุ่น แต่เมื่อนำสินค้ามาจำหน่ายหรือทำการตลาดในประเทศไทย การกล่าวอ้างต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ควรนำเสนอข้อความในลักษณะว่าใช้ รักษา บำบัด หรือป้องกันโรค และการกล่าวอ้างด้านสุขภาพต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ปัจจุบันการกำกับดูแลโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังเป็นประเด็นที่ อย. ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จุดนี้สำคัญทั้งกับฉลากสินค้า หน้าเว็บไซต์ Marketplace และ Content ที่ใช้โปรโมตหลังจากนำสินค้าเข้ามาแล้ว
License per Invoice หรือ LPI สำคัญอย่างไร?
เมื่อได้รับอนุญาตเรื่องผู้นำเข้าและผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว การนำเข้าอาหารในแต่ละ Shipment ยังมีขั้นตอน License per Invoice หรือ LPI การนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายมีขั้นตอนตั้งแต่การมีใบอนุญาตนำเข้า การได้รับเลขสารบบหรือการอนุญาตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อมีการนำเข้าจริงในแต่ละครั้งต้องยื่น LPI ก่อนดำเนินพิธีการศุลกากร เลข LPI จะถูกใช้ในกระบวนการใบขนสินค้าขาเข้าและเชื่อมโยงกับ Invoice ของ Shipment ดังนั้นข้อมูลสินค้า จำนวน และเอกสารควรตรวจสอบให้ตรงกันก่อนยื่น เพราะหากข้อมูล Invoice ผิด การแก้ไข LPI อาจต้องดำเนินการยกเลิกและยื่นใหม่
เอกสารนำเข้าที่ควรเตรียมมีอะไรบ้าง?
สำหรับ Shipment เชิงพาณิชย์ ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมตั้งแต่ก่อนสินค้าออกจากญี่ปุ่น เอกสารหลักของการขนส่งโดยทั่วไปประกอบด้วย
- Commercial Invoice
- Packing List
- Air Waybill หรือ Bill of Lading ตามช่องทางการขนส่ง
นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจเกี่ยวข้องกับเอกสารการอนุญาตผลิตภัณฑ์ ใบอนุญาตนำเข้า LPI เอกสารเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการผลิต รวมถึงเอกสารอื่นตามลักษณะของสินค้า ในขั้นตอนนำเข้า เจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยาสามารถตรวจสอบทั้งใบขนสินค้า Invoice หรือ Transport Document, LPI และตัวอย่างสินค้า รวมถึงฉลากก่อนตรวจปล่อย
ทำไมวิตามิน DHC ถึงมีโอกาสติดด่านหรือเคลียร์ล่าช้า?
ปัญหาไม่ได้เกิดจากแบรนด์ DHC โดยตรง แต่ส่วนใหญ่มาจาก ความพร้อมของสินค้าและเอกสารก่อนนำเข้า ตัวอย่างปัจจัยที่สามารถทำให้ Shipment ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่ การนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายแต่ผู้นำเข้ายังไม่มีใบอนุญาต ผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้รับอนุญาตตามประเภทที่เกี่ยวข้อง สูตรหรือส่วนประกอบไม่ตรงกับข้อมูลที่ยื่น ฉลากไม่เป็นไปตาม Requirement หรือข้อมูลใน Invoice, Packing List, LPI และสินค้าจริงไม่สอดคล้องกัน นอกจากนี้ การใช้ HS Code หรือรายละเอียดสินค้าไม่ตรงกับสินค้าจริงก็สามารถทำให้กระบวนการ Customs Clearance ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเพิ่มเติม การเตรียมตั้งแต่ Product Compliance ก่อน Shipping จึงสำคัญกว่าการพยายามแก้ปัญหาหลังสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว
นำเข้าจากญี่ปุ่นทางเครื่องบินใช้เวลากี่วัน?
CPL INTER ให้บริการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมาไทยทั้งทางอากาศและทางเรือ โดยสำหรับบริการนำเข้าจากญี่ปุ่นทางเครื่องบินแบบ Door to Door มีระยะเวลาจัดส่งโดยประมาณ 3–5 วัน ระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาของบริการขนส่ง และไม่ควรนำไปรวมกับเวลาที่ต้องใช้ในการขอใบอนุญาต ขอเลขสารบบอาหาร หรือเตรียม Product Compliance ก่อนนำเข้า สำหรับสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากเอกสารไม่ครบ มีการตรวจสินค้าเพิ่มเติม หรือข้อมูลไม่ตรงกับใบอนุญาต ระยะเวลาตรวจปล่อยสามารถเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นหากมี Campaign หรือกำหนดวันขายสินค้า ควรวางแผนเวลา ก่อนสินค้าออกจากญี่ปุ่น ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะ Transit Time 3–5 วัน
นำเข้า DHC ทาง Air Courier หรือ Air Cargo แบบไหนดี?
หากเป็น Shipment ปริมาณไม่มากและสินค้าผ่านการตรวจสอบ Requirement เรียบร้อยแล้ว Air Courier สามารถเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับการขนส่งแบบ Door to Door แต่หากนำเข้าในเชิงพาณิชย์จำนวนมาก มีหลาย Cartons หรือจำเป็นต้องดำเนินพิธีการและเอกสารนำเข้าอย่างเป็นระบบ สามารถพิจารณา Air Cargo เพื่อวางแผน Service Scope ให้เหมาะกับ Shipment ได้ การเลือกช่องทางไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาค่าขนส่ง แต่ควรดูทั้งน้ำหนัก ปริมาตร จำนวน Package มูลค่าสินค้า Requirement ของผลิตภัณฑ์ และขั้นตอน Customs Clearance
ก่อนสั่ง DHC จากญี่ปุ่นจำนวนมาก ควรทำอะไร?
ก่อน Purchase Order หรือ Booking Shipment จริง ควรส่งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ให้ตรวจสอบก่อน โดยเฉพาะ รูปสินค้า SKU Ingredient List จำนวนสินค้า มูลค่า และวัตถุประสงค์ว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ หากเป็นการนำเข้าครั้งแรก ไม่ควรเริ่มจากการสั่งสินค้าปริมาณมากก่อนแล้วค่อยตรวจสอบกฎระเบียบ เพราะหาก Product Compliance ไม่พร้อม ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงค่าขนส่ง แต่สามารถมีทั้งค่า Storage ค่าแก้ไขเอกสาร ค่า Handling และค่าใช้จ่ายจากการจัดการ Shipment เพิ่มเติม การตรวจสอบก่อนซื้อจึงช่วยให้สามารถวางแผนทั้งการขออนุญาต การขนส่ง และต้นทุนรวมได้แม่นยำกว่า
นำเข้าวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากญี่ปุ่นกับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมาไทยทั้งทางเครื่องบินและทางเรือ พร้อมบริการรับสินค้าจากต้นทาง การจัดเตรียมเอกสาร การขนส่งระหว่างประเทศ พิธีการศุลกากรขาเข้า และ Final Delivery ตาม Service Scope ของแต่ละ Shipment สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาต เช่น อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรส่งข้อมูลสินค้าให้ตรวจสอบตั้งแต่ก่อน Booking เพื่อวางแผนเอกสารและขั้นตอนนำเข้าให้เหมาะสม หากต้องการนำเข้า DHC หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากญี่ปุ่น สามารถส่ง รูปสินค้า Link สินค้า Ingredient List จำนวน น้ำหนัก มูลค่า และรายละเอียดผู้รับในประเทศไทย ให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจสอบแนวทางการขนส่งและพิธีการนำเข้าเบื้องต้นได้
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
บทความอื่น ๆ
- No Image
- No Image
- No Image
22 กรกฎาคม 2569
อ่านเพิ่มเติมเครื่องหมายมอก.คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?