blog image

    วิตามิน DHC ญี่ปุ่น นำเข้าอย่างไรให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงติดด่านศุลกากร

    22 กรกฎาคม 2569

    Key Takeaways

    • วิตามินและอาหารเสริมนำเข้าจากญี่ปุ่นต้องตรวจประเภทสินค้าและส่วนประกอบเป็นราย SKU ก่อนนำเข้า
    • หากนำเข้าเพื่อจำหน่าย ต้องเตรียมเรื่องใบอนุญาตนำเข้าอาหารและการอนุญาตผลิตภัณฑ์ตามประเภทที่เกี่ยวข้อง
    • ฉลากที่ขายในญี่ปุ่นไม่ควรถูกนำมาใช้จำหน่ายในประเทศไทยโดยไม่ตรวจข้อกำหนดฉลากภาษาไทย
    • ก่อนสินค้าเข้าประเทศต้องเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์ เอกสาร Shipment และขั้นตอน LPI ตามกรณี
    • ควรตรวจ Requirement ก่อนสั่ง Commercial Lot ไม่ใช่รอให้สินค้ามาถึงไทยแล้วจึงเริ่มดำเนินการ

    วิตามินและอาหารเสริมจากประเทศญี่ปุ่นเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจ โดยเฉพาะแบรนด์ที่มี Product Line หลากหลายอย่าง DHC ซึ่งมีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายสูตร

    แต่การซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นและส่งเข้ามาในประเทศไทยเพื่อจำหน่าย ไม่ได้มีเพียงขั้นตอนสั่งซื้อแล้วเลือกบริษัทขนส่ง เพราะสินค้ากลุ่มวิตามินและอาหารเสริมเกี่ยวข้องกับกฎหมายอาหาร การอนุญาตผลิตภัณฑ์ ฉลาก และขั้นตอนนำเข้าของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงพิธีการศุลกากร

    ผู้ประกอบการจึงควรตรวจรายละเอียดตั้งแต่ก่อนสั่งสินค้า โดยเฉพาะ สูตร ส่วนประกอบ ผู้ผลิต และ SKU ที่จะนำเข้า เพราะสินค้าแบรนด์เดียวกันไม่ได้หมายความว่าทุกสูตรจะสามารถใช้เอกสารหรือดำเนินการแบบเดียวกันได้

    วิตามิน DHC นำเข้าจากญี่ปุ่นได้หรือไม่?

    สามารถนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นได้ หากสินค้าและผู้นำเข้าดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

    สิ่งสำคัญคือไม่ควรพิจารณาเพียงว่า

    “สินค้านี้ขายอยู่ในญี่ปุ่น จึงนำเข้ามาขายในประเทศไทยได้ทันที”

    เพราะผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายอย่างถูกต้องในประเทศต้นทางยังต้องผ่านข้อกำหนดของประเทศไทยอีกครั้งก่อนนำเข้าหรือจำหน่าย

    ตัวอย่างข้อมูลที่ควรตรวจ ได้แก่

    • ชื่อผลิตภัณฑ์
    • สูตรและส่วนประกอบ
    • ปริมาณสารสำคัญ
    • รูปแบบผลิตภัณฑ์
    • Intended Use
    • Manufacturer
    • Country of Origin
    • Package Size
    • Label
    • Product Claim

    การตรวจเป็นราย SKU มีความสำคัญมาก เพราะ DHC Vitamin C, Vitamin B, Collagen หรือผลิตภัณฑ์อื่นอาจมีสูตรและส่วนประกอบแตกต่างกัน

    นำเข้าวิตามินเพื่อขาย กับนำเข้าใช้ส่วนตัวเหมือนกันหรือไม่?

    ไม่เหมือนกัน

    บทความนี้เน้นกรณี นำเข้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนสำหรับผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวข้อง

    ส่วนการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวมีหลักเกณฑ์และช่องทางพิจารณาแยกต่างหาก และไม่ควรนำเงื่อนไขของ Personal Use มาใช้แทนการนำเข้า Commercial Shipment เพื่อจำหน่าย

    หากมีแผนสั่งสินค้าเข้ามาขายผ่าน

    • Marketplace
    • Social Commerce
    • Website
    • Retail Store
    • Distributor
    • Wholesale

    ควรวางแผนในรูปแบบการนำเข้าเพื่อจำหน่ายตั้งแต่ต้น

    ก่อนนำเข้าวิตามิน DHC ต้องเช็กอะไรเป็นอันดับแรก?

    อันดับแรกควรตรวจว่า Product ที่ต้องการนำเข้าคือสินค้าอะไรตามกฎหมายไทย และมี Requirement ใดบ้าง

    ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรขอจาก Supplier หรือ Manufacturer ได้แก่

    • Product Name
    • Ingredient List
    • Nutrition Information
    • Specification
    • Manufacturer Name
    • Manufacturer Address
    • Country of Origin
    • รูปฉลากทุกด้าน
    • Package Size
    • Certificate หรือเอกสารโรงงานตามที่เกี่ยวข้อง

    อย่าใช้เพียงชื่อทางการตลาดในการพิจารณา

    ตัวอย่างเช่นคำว่า “Vitamin”, “Supplement”, “Collagen” หรือ “Herbal” ที่อยู่บน Packaging ไม่ได้เพียงพอสำหรับตัดสินขั้นตอนนำเข้าทั้งหมด ต้องตรวจรายละเอียดของสูตรและประเภทผลิตภัณฑ์ประกอบ

    1. เตรียมใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร

    กรณีนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่าย ผู้นำเข้าต้องดำเนินการเกี่ยวกับสถานที่นำเข้าและใบอนุญาตตามขั้นตอนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

    ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องคือ ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร หรือแบบ อ.7

    ก่อนเริ่มสั่ง Commercial Shipment จึงควรตรวจว่าธุรกิจมีสถานะและใบอนุญาตที่พร้อมสำหรับการนำเข้าสินค้ากลุ่มอาหารหรือยัง

    หากยังไม่มี ควรดำเนินการส่วนนี้ก่อน เพราะเป็นคนละขั้นตอนกับการ Booking Freight หรือการทำใบขนสินค้าศุลกากร

    Internal Link แนะนำ: รวม 4 ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรรู้ นำเข้าอาหารต้องขอ อย. อย่างไร?

    2. ตรวจว่าผลิตภัณฑ์ต้องขอเลขสารบบอาหารหรือดำเนินการแบบใด

    หลังจากเตรียมสถานะผู้นำเข้าแล้ว ต้องตรวจผลิตภัณฑ์แต่ละ SKU ว่าอยู่ในกลุ่มอาหารใด และต้องดำเนินการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใด

    อาหารแต่ละประเภทมี Requirement แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำเลขหรือข้อมูลจากผลิตภัณฑ์หนึ่งไปใช้กับอีกผลิตภัณฑ์เพียงเพราะเป็น Brand เดียวกัน

    ตัวอย่างเช่น

    DHC Vitamin C

    กับ

    DHC Collagen

    แม้อยู่ภายใต้แบรนด์ DHC เหมือนกัน แต่เป็นคนละสูตร คนละ Product และต้องตรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์แยกกัน

    ก่อนสั่งซื้อจึงควรมี List ของ SKU ที่ต้องการ Import ให้ชัดเจน

    3. ตรวจส่วนประกอบก่อนสั่งสินค้า

    Ingredient เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่สุดสำหรับสินค้าประเภทวิตามินและอาหารเสริม

    ผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศอาจมีส่วนประกอบที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศต้นทาง แต่การใช้ในประเทศไทยอาจมี

    • เงื่อนไขด้านชนิดสาร
    • ปริมาณที่กำหนด
    • คำเตือน
    • ข้อกำหนดด้านฉลาก
    • Requirement เพิ่มเติม
    • ข้อจำกัดในการใช้ Claim

    ผู้ประกอบการจึงควรตรวจ Ingredient ก่อน Confirm Purchase Order

    ไม่ควรสั่งสินค้าเข้ามาจำนวนมากก่อน แล้วค่อยตรวจภายหลังว่าสูตรสามารถนำเข้าและจำหน่ายได้หรือไม่

    4. เตรียมฉลากภาษาไทยก่อนจำหน่าย

    Packaging ของ DHC ที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นถูกออกแบบตามข้อกำหนดของตลาดญี่ปุ่น จึงไม่ควรนำฉลากดังกล่าวมาใช้เป็นฉลากสำหรับจำหน่ายในประเทศไทยโดยอัตโนมัติ

    สินค้านำเข้าที่จะจำหน่ายในประเทศไทยต้องตรวจ Requirement ด้านฉลากตามประเภทผลิตภัณฑ์ เช่น

    • ชื่ออาหาร
    • เลขสารบบอาหารตามกรณี
    • ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต
    • ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า
    • ส่วนประกอบ
    • ปริมาณสุทธิ
    • ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ตามกรณี
    • วันที่ผลิตหรือวันหมดอายุ
    • วิธีเก็บรักษา
    • วิธีใช้ตามประเภทผลิตภัณฑ์
    • คำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด
    • ข้อมูลโภชนาการตามกรณี

    รายละเอียดจริงต้องพิจารณาตามประเภทของ Product และกฎหมายฉลากที่ใช้กับสินค้านั้น

    Product Claim ต้องระวังเป็นพิเศษ

    ข้อความโฆษณาหรือคำอธิบายสินค้าที่ใช้ในญี่ปุ่นไม่ควรถูกแปลมาใช้ในประเทศไทยทันทีโดยไม่ตรวจสอบ

    โดยเฉพาะข้อความที่เกี่ยวข้องกับ

    • รักษาโรค
    • ป้องกันโรค
    • ลดน้ำหนัก
    • เผาผลาญไขมัน
    • บำบัดอาการ
    • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการทำงานของร่างกายในลักษณะที่เกินขอบเขตอาหาร

    Claim มีผลต่อทั้งการสื่อสารการตลาดและ Compliance ของสินค้า

    ดังนั้นผู้ประกอบการที่นำวิตามินหรืออาหารเสริมมาขายควรตรวจทั้ง ตัวผลิตภัณฑ์และข้อความที่ใช้โฆษณา ไม่ใช่ตรวจเพียง Shipping Documents

    5. เตรียม LPI ก่อนดำเนินการนำเข้าสินค้า

    สำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย. มีขั้นตอน License per Invoice หรือ LPI ที่ใช้เชื่อมข้อมูลผลิตภัณฑ์กับ Shipment ที่กำลังนำเข้า

    ข้อมูลที่ใช้จึงต้องสัมพันธ์กับสินค้าใน Commercial Invoice และข้อมูลที่จะใช้ดำเนินพิธีการศุลกากร

    ก่อน Shipment เดินทางควรเตรียม

    • Product Information
    • จำนวนสินค้า
    • Invoice
    • Importer Information
    • Product Reference
    • ข้อมูล Permit หรือเลขผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
    • ข้อมูล Shipment

    ไม่ควรรอให้สินค้ามาถึงด่านแล้วค่อยเริ่มตรวจ LPI เพราะอาจทำให้ Customs Clearance ล่าช้า

    เอกสารอะไรที่ควรเตรียมสำหรับนำเข้าวิตามินจากญี่ปุ่น?

    เอกสารจริงขึ้นอยู่กับ Product และ Shipment แต่โดยทั่วไปควรเตรียมข้อมูล เช่น

    • Commercial Invoice
    • Packing List
    • Air Waybill หรือ Bill of Lading
    • Product Specification
    • Ingredient List
    • Manufacturer Information
    • Country of Origin
    • เอกสารผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตตามกรณี
    • ใบอนุญาตนำเข้าอาหาร
    • LPI ตาม Shipment
    • เอกสารประกอบอื่นตามที่หน่วยงานกำหนด

    ชื่อสินค้าในเอกสารต่าง ๆ ควรสามารถเชื่อมโยงกันได้ และไม่ควรมีข้อมูลสำคัญขัดแย้งกัน

    HS Code ของวิตามินสำคัญอย่างไร?

    HS Code ใช้ในการจำแนกสินค้าเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากร และมีผลต่อ

    • อัตราอากรนำเข้า
    • รหัสสถิติ
    • มาตรการนำเข้า
    • เอกสารที่เกี่ยวข้อง
    • การประเมินต้นทุน

    ไม่ควรเลือก HS Code จากคำว่า “Vitamin” หรือ “Supplement” เพียงอย่างเดียว เพราะการจำแนกต้องพิจารณาลักษณะสินค้า ส่วนประกอบ และการใช้งานจริง

    หากยังไม่แน่ใจ ควรเตรียม Product Specification และ Ingredient ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจ Classification ก่อน Shipment

    Internal Link แนะนำ: HS CODE สำคัญอย่างไร

    นำเข้าวิตามิน DHC ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

    ต้นทุนนำเข้าไม่ได้มีเพียงราคาที่ซื้อจากญี่ปุ่นและค่าขนส่ง

    ต้นทุนอาจประกอบด้วย

    • Product Cost
    • Inland Transportation ประเทศญี่ปุ่น
    • International Freight
    • Insurance ตามกรณี
    • Import Duty
    • VAT
    • Customs Clearance
    • Handling
    • Permit / Compliance Cost
    • Warehouse
    • Delivery ในประเทศไทย

    Import Duty ต้องพิจารณาจาก HS Code และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ส่วนการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีต้องตรวจ Country of Origin และหลักฐานถิ่นกำเนิดสินค้าประกอบ

    จึงควรคำนวณ Landed Cost ก่อนตั้งราคาขาย

    Internal Link แนะนำ: ราคาศุลกากร (CIF) คืออะไร? พร้อม 4 ขั้นตอนคำนวณภาษีนำเข้าสินค้า

    ซื้อ DHC จากญี่ปุ่นแล้วใช้ FTA ได้เลยหรือไม่?

    ไม่สามารถสรุปจากคำว่า “ซื้อจากญี่ปุ่น” เพียงอย่างเดียวได้

    ประเทศที่ส่งสินค้าออกมาและ Country of Origin เป็นคนละเรื่องกัน

    การใช้สิทธิ FTA ต้องตรวจอย่างน้อย

    • HS Code
    • Country of Origin
    • Rules of Origin
    • อัตราภาษีภายใต้ความตกลง
    • Proof of Origin ที่ใช้ได้

    หากสินค้าไม่ผ่าน Rules of Origin หรือไม่มีหลักฐานที่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถใช้สิทธิภาษีพิเศษเพียงเพราะ Shipment ส่งมาจากญี่ปุ่น

    นำเข้าจากญี่ปุ่นควรส่งทาง Air หรือ Sea Freight?

    ขึ้นอยู่กับ Quantity, Weight, Size, Lead Time และต้นทุนที่ธุรกิจรับได้

    Air Freight

    เหมาะกับ

    • Sample
    • Small Lot
    • Shipment เร่งด่วน
    • สินค้าที่ต้องเติม Stock เร็ว
    • Commercial Shipment ที่ Volume ยังไม่สูง

    Sea Freight

    เหมาะกับ

    • Commercial Lot ปริมาณมากขึ้น
    • สินค้าที่สามารถวาง Lead Time ล่วงหน้า
    • Shipment ที่ต้องการลด Freight ต่อ Unit เมื่อเทียบกับ Air ในบางกรณี

    ไม่ควรเลือกจาก Freight เพียงอย่างเดียว ต้องดู Shelf Life และ Remaining Shelf Life ของสินค้าด้วย

    Internal Link แนะนำ: ขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน เหมาะกับสินค้าแบบไหน? ก่อนส่งต้องรู้อะไรบ้าง

    อายุสินค้าและ Expiry Date สำคัญกับการนำเข้าวิตามินอย่างไร?

    วิตามินและอาหารเสริมเป็นสินค้าที่มี Shelf Life ดังนั้นก่อน Purchase Order ควรตรวจ

    • Manufacturing Date
    • Expiry Date
    • Remaining Shelf Life
    • ระยะเวลาผลิตของ Supplier
    • Shipping Lead Time
    • Customs Clearance
    • Warehouse Period
    • ระยะเวลาที่ใช้ขายสินค้า

    ตัวอย่างเช่น หากสินค้ามี Remaining Shelf Life สั้น แม้ Supplier จะเสนอ Discount สูง แต่เมื่อรวม Transportation และเวลาขายจริง อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงของ Stock Expire

    การบริหารสินค้าอาหารเสริมจึงควรพิจารณา FEFO หรือ First Expired, First Out ในการจัดการ Inventory ด้วย

    Packing วิตามินจากญี่ปุ่นต้องระวังอะไร?

    แม้ผลิตภัณฑ์จะมี Packaging จากโรงงานแล้ว แต่ Export Carton ภายนอกยังต้องเหมาะกับ International Transportation

    ควรตรวจ

    • กล่องแข็งแรงหรือไม่
    • มีช่องว่างภายในมากเกินไปหรือไม่
    • Product Packaging ถูกกดทับได้หรือไม่
    • สินค้าไวต่อความร้อนหรือความชื้นหรือไม่
    • Carton สามารถ Stack ได้หรือไม่
    • Shipping Marks ชัดเจนหรือไม่
    • จำนวนสินค้าในแต่ละ Carton ตรง Packing List หรือไม่

    หากมีหลาย Lot ควรแยกข้อมูล Lot และ Expiry ให้ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ควรรวมจนไม่สามารถ Trace สินค้าได้

    Internal Link แนะนำ: แพ็กสินค้าอย่างไรให้ปลอดภัย? 5 วิธีลดความเสียหายระหว่างขนส่งไปต่างประเทศ

    สาเหตุที่วิตามินนำเข้าอาจติดด่านหรือ Clearance ล่าช้า

    ปัญหาไม่ได้เกิดจากศุลกากรเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากข้อมูลหรือ Requirement ที่ยังไม่พร้อม เช่น

    • ไม่ได้ตรวจประเภทผลิตภัณฑ์ก่อนนำเข้า
    • Importer ไม่มีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
    • Product Authorization ยังไม่พร้อม
    • Ingredient มีประเด็นที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
    • ฉลากหรือ Product Information ไม่ครบ
    • LPI ไม่พร้อม
    • Invoice ระบุชื่อสินค้ากว้างเกินไป
    • จำนวนสินค้าไม่ตรงกับเอกสาร
    • HS Code ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
    • Product และ Document ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้
    • Shipment ถูกสุ่มตรวจ

    ดังนั้นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือ ตรวจสินค้าและเอกสารก่อนสินค้าออกจากญี่ปุ่น

    ไม่ใช่รอแก้ไขหลังสินค้าถึงประเทศไทย

    ก่อนซื้อวิตามินจาก Supplier ญี่ปุ่น ควรถามอะไรบ้าง?

    สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่ม Import ควรขอข้อมูลก่อนชำระเงินหรือสั่ง Commercial Lot เช่น

    • สินค้าผลิตที่ประเทศใด
    • Manufacturer คือใคร
    • Ingredient List มีหรือไม่
    • มี Product Specification หรือไม่
    • มีรูป Label ทุกด้านหรือไม่
    • Expiry Date เหลือเท่าไร
    • MOQ เท่าไร
    • Lot Size เท่าไร
    • Package Dimension เท่าไร
    • Gross Weight เท่าไร
    • สามารถออก Commercial Invoice ได้หรือไม่
    • สามารถเตรียม Certificate เพิ่มเติมได้หรือไม่ตาม Requirement

    หาก Supplier ไม่สามารถให้ข้อมูลพื้นฐานของสินค้าได้ อาจทำให้ขั้นตอนขออนุญาตและ Customs Clearance มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    ควรสั่ง Sample ก่อน Commercial Lot หรือไม่?

    หากเป็น Product ใหม่ที่ยังไม่เคยดำเนินการมาก่อน การมี Sample และ Product Information สามารถช่วยให้ตรวจ

    • Packaging
    • Label
    • Ingredient
    • Specification
    • ขนาดสินค้า
    • น้ำหนัก
    • Condition

    ได้ก่อนตัดสินใจ Commercial Order

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้า Sample ไม่ได้หมายความว่าสามารถข้ามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ทั้งหมด ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์และกระบวนการนำเข้าตามกรณี

    Checklist ก่อนนำเข้าวิตามิน DHC จากญี่ปุ่น

    ก่อน Confirm Shipment ควรตรวจอย่างน้อย

    • ระบุ SKU ที่จะนำเข้าให้ชัดเจน
    • มี Ingredient และ Product Specification
    • ตรวจประเภทอาหารของสินค้า
    • ผู้นำเข้ามีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
    • ดำเนินการ Product Authorization ตามประเภทสินค้า
    • ตรวจฉลากภาษาไทย
    • ตรวจ Product Claim
    • ตรวจ HS Code
    • คำนวณ Duty, VAT และ Landed Cost
    • เตรียม Invoice และ Packing List
    • ตรวจ LPI ก่อนนำเข้า
    • ตรวจจำนวน Lot และ Expiry
    • เลือก Air หรือ Sea ให้เหมาะกับ Volume
    • ตรวจ Final Document ก่อนสินค้าออกจากญี่ปุ่น

    การเตรียมครบตั้งแต่ต้นช่วยลดโอกาสที่สินค้าจะต้องหยุดรอเอกสารเมื่อเข้าสู่กระบวนการนำเข้า

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนำเข้าวิตามิน DHC (FAQ)

    ซื้อวิตามิน DHC จากร้านในญี่ปุ่นแล้วนำมาขายไทยได้เลยหรือไม่?

    ไม่ควรนำเข้ามาจำหน่ายทันทีโดยไม่ตรวจข้อกำหนด หากเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายต้องดำเนินการตามขั้นตอนของผู้นำเข้าและผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวข้องก่อน

    วิตามิน DHC ทุกสูตรใช้เลข อย. เดียวกันได้หรือไม่?

    ไม่ควรสรุปเช่นนั้น ผลิตภัณฑ์แต่ละ SKU มีสูตรและรายละเอียดต่างกัน ต้องตรวจการอนุญาตผลิตภัณฑ์เป็นรายรายการตามประเภทของสินค้า

    มีฉลากภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวสามารถขายในไทยได้หรือไม่?

    สินค้าที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องตรวจ Requirement ฉลากภาษาไทยและข้อมูลที่กฎหมายกำหนดตามประเภทของผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่าย

    นำเข้าจำนวนน้อยไม่ต้องผ่าน อย. ใช่หรือไม่?

    ต้องแยกกรณีนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวออกจากการนำเข้าเพื่อจำหน่าย ปริมาณน้อยไม่ได้หมายความว่า Commercial Import จะได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติ

    ควรเริ่มจาก Shipping หรือขอ อย. ก่อน?

    ควรตรวจ Regulatory Requirement และความพร้อมของ Product ก่อน Booking Commercial Shipment เพราะหากเอกสารหรือการอนุญาตยังไม่พร้อม แม้สินค้าจะขนส่งมาถึงไทยได้ก็อาจไม่สามารถ Clearance และนำไปจำหน่ายได้ตามแผน

    บริการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นกับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยทั้งทางอากาศและทางเรือ พร้อมบริการด้าน Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment

    สำหรับวิตามิน อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผู้ประกอบการควรเตรียมชื่อสินค้า รูปภาพ Ingredient, Product Specification, จำนวน ขนาด น้ำหนัก มูลค่า และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตรวจ Requirement ก่อน Booking และวางแผนการขนส่งให้เหมาะสมกับสินค้า

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ