blog image

    เครื่องหมาย มอก. คืออะไร มีผลอย่างไรต่อธุรกิจนำเข้าและส่งออก

    22 กรกฎาคม 2569

    Key Takeaways

    • มอก. ย่อมาจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งกำหนดข้อกำหนดทางวิชาการสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
    • ต้องแยกให้ออกระหว่างมาตรฐานทั่วไปกับมาตรฐานบังคับ เพราะผลต่อผู้นำเข้าและผู้ผลิตแตกต่างกัน
    • หากสินค้านำเข้าอยู่ในขอบข่ายมาตรฐานบังคับ ต้องตรวจขั้นตอนและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องก่อนนำสินค้าเข้าประเทศ
    • สินค้าที่มีลักษณะคล้ายกันอาจเข้าคนละมาตรฐาน จึงไม่ควรตัดสินจากชื่อสินค้า รูปภาพ หรือ HS Code เพียงอย่างเดียว
    • เครื่องหมาย มอก. ของไทยไม่ได้ใช้แทนมาตรฐานหรือใบอนุญาตของประเทศปลายทางเมื่อส่งออกสินค้า

    สำหรับธุรกิจนำเข้าสินค้า หนึ่งในคำถามสำคัญที่ควรถาม Supplier ตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อคือ

    “สินค้านี้เข้าข่าย มอก. บังคับหรือไม่?”

    เพราะหากสินค้าที่กำลังนำเข้าอยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับ การสั่งสินค้าเข้ามาก่อนตรวจ Requirement อาจทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนขออนุญาต ไปจนถึง Customs Clearance และการนำสินค้าออกจำหน่ายในประเทศไทย

    ในทางกลับกัน ไม่ใช่สินค้าทุกชนิดที่มีมาตรฐาน มอก. จะเป็นสินค้าบังคับทั้งหมด

    ผู้ประกอบการจึงควรเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “มีมาตรฐานกำหนดไว้” กับ “กฎหมายบังคับให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน” ก่อนเริ่มนำเข้า

    มอก. คืออะไร?

    มอก. ย่อมาจาก มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นมาตรฐานที่กำหนดข้อกำหนดทางวิชาการสำหรับผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย สมรรถนะ หรือคุณลักษณะอื่นตามประเภทสินค้า

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ.

    ในภาษาอังกฤษมักพบชื่อ

    Thai Industrial Standards Institute – TISI

    และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสามารถพบในรูปเลขมาตรฐาน เช่น

    มอก. XXXX-25XX

    โดยเลขดังกล่าวใช้ระบุมาตรฐานของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

    มีมาตรฐาน มอก. แปลว่าสินค้าทุกชิ้นต้องมีเครื่องหมาย มอก. หรือไม่?

    ไม่ใช่

    จุดนี้สำคัญมากสำหรับผู้นำเข้า

    มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสามารถมีทั้งมาตรฐานที่ผู้ประกอบการขอการรับรองโดยสมัครใจ และมาตรฐานที่ถูกกำหนดให้เป็น มาตรฐานบังคับ

    ดังนั้นก่อนนำเข้าไม่ควรถามเพียงว่า

    “สินค้านี้มี มอก. หรือไม่?”

    แต่ควรถามต่อว่า

    “สินค้านี้อยู่ในขอบข่ายมาตรฐานบังคับหรือไม่?”

    เพราะผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

    มาตรฐานทั่วไปกับมาตรฐานบังคับต่างกันอย่างไร?

    สามารถเข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้

    มาตรฐานทั่วไป

    เป็นมาตรฐานที่กำหนดข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นในตลาดต้องขอใบอนุญาตเครื่องหมายมาตรฐานโดยอัตโนมัติ

    ผู้ผลิตสามารถขอการรับรองตามระบบที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานนั้น

    มาตรฐานบังคับ

    เป็นมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ในขอบข่ายต้องเป็นไปตามข้อกำหนดก่อนผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับผู้นำเข้า นี่คือกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    หากสินค้าของคุณเข้าข่ายมาตรฐานบังคับ ควรตรวจ Requirement ก่อนให้ Supplier ส่งสินค้าออกจากประเทศต้นทาง

    ทำไม มอก. ถึงสำคัญกับธุรกิจนำเข้า?

    เพราะสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศไม่ได้ตรวจเฉพาะ

    • Freight
    • Import Duty
    • VAT
    • HS Code

    เท่านั้น

    แต่ยังต้องตรวจว่า Product อยู่ภายใต้กฎหมายหรือหน่วยงานควบคุมใด

    สินค้าบางประเภทอาจเกี่ยวข้องกับ สมอ. และหากเข้าข่ายมาตรฐานบังคับ ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามขั้นตอนก่อนนำเข้าและจำหน่าย

    หากไม่ได้ตรวจตั้งแต่ก่อน Purchase Order อาจเกิดปัญหา เช่น

    • สินค้าพร้อมส่งแล้วแต่เอกสารยังไม่พร้อม
    • Supplier ไม่มี Test Report ที่ใช้ได้
    • Specification ไม่ตรงมาตรฐานไทย
    • Model ที่สั่งไม่อยู่ใน Scope ที่ได้รับอนุญาต
    • Shipment ถึงไทยแต่ยังดำเนินการด้านมาตรฐานไม่เรียบร้อย
    • เกิด Storage หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
    • ต้องเปลี่ยนสินค้า หรือวางแผน Shipment ใหม่

    จึงควรทำ Regulatory Check ก่อน Booking

    สินค้าอะไรบ้างที่อาจเกี่ยวข้องกับ มอก.?

    ผลิตภัณฑ์ภายใต้การกำกับของมาตรฐานอุตสาหกรรมมีหลายกลุ่ม

    ตัวอย่างสินค้าที่ผู้ประกอบการควรตรวจเพิ่มเติม เช่น

    • เครื่องใช้ไฟฟ้า
    • สายไฟ
    • ปลั๊กและอุปกรณ์ไฟฟ้า
    • วัสดุก่อสร้าง
    • เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะบางประเภท
    • ของเล่น
    • อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคบางชนิด
    • ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่นที่ถูกกำหนดเป็นมาตรฐานบังคับ

    อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ List ตัวอย่างนี้เป็นข้อสรุปว่าสินค้าทุกชิ้นในกลุ่มดังกล่าวต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน

    ต้องตรวจจาก Product Specification และขอบข่ายของมาตรฐานปัจจุบัน

    เครื่องใช้ไฟฟ้านำเข้าต้องมี มอก. ทุกอย่างหรือไม่?

    ไม่ควรสรุปว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดต้องใช้ มอก. เหมือนกันทั้งหมด

    สินค้าต้องตรวจเป็นรายประเภทและ Model เช่น

    • สินค้าคืออะไร
    • ใช้แรงดันไฟเท่าไร
    • กำลังไฟเท่าไร
    • ใช้ภายในบ้านหรืออุตสาหกรรม
    • Function คืออะไร
    • มี Adapter หรือ Power Supply หรือไม่
    • Specification ตรงกับ Scope ของมาตรฐานใด

    สินค้า 2 ชิ้นที่เรียกว่า “เครื่องใช้ไฟฟ้า” เหมือนกันอาจถูกกำกับคนละมาตรฐาน หรือสินค้าอีกชิ้นอาจไม่อยู่ในขอบข่ายเดียวกันเลย

    จึงควรมี Datasheet ก่อนตรวจ Requirement

    นำเข้าสินค้าที่อยู่ในมาตรฐานบังคับต้องทำอย่างไร?

    ขั้นตอนจริงขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง แต่ในภาพรวมควรเริ่มจาก

    1. ระบุสินค้าให้ชัดเจน

    เตรียมข้อมูล เช่น

    • Product Name
    • Brand
    • Model
    • Product Photo
    • Specification
    • Datasheet
    • Material
    • Function
    • Electrical Rating ตามกรณี
    • Manufacturer
    • Country of Origin

    2. ตรวจว่าตรงกับมาตรฐานใด

    พิจารณาว่าสินค้าอยู่ในขอบข่ายของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใด และมาตรฐานนั้นเป็นมาตรฐานบังคับหรือไม่

    3. ตรวจ Requirement ของผู้นำเข้า

    ตรวจว่าต้องดำเนินการเรื่อง

    • ใบอนุญาต
    • การรับรองผลิตภัณฑ์
    • Manufacturer
    • Test Report
    • Sample
    • Model
    • Label หรือ Marking
    • เอกสารประกอบ

    ในรูปแบบใด

    4. ดำเนินการให้พร้อมก่อน Commercial Shipment

    ไม่ควร Booking Lot ใหญ่จนกว่าจะทราบว่าสินค้าและเอกสารสามารถดำเนินการได้

    5. ตรวจ Final Shipment

    ตรวจว่ารุ่น ปริมาณ และรายละเอียดสินค้าที่จะนำเข้าตรงกับข้อมูลที่ได้รับอนุญาตหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

    ทำไมต้องตรวจ Model ให้ละเอียด?

    สินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะ Electronics และ Electrical Products มีหลาย Model ภายใต้ Brand เดียวกัน

    ตัวอย่างเช่น Supplier มี

    • Model A100
    • Model A110
    • Model A120

    รูปลักษณ์ภายนอกอาจใกล้เคียงกัน แต่

    • Power Rating
    • Component
    • Circuit
    • Specification

    อาจแตกต่างกัน

    จึงไม่ควรคิดว่า

    “Brand นี้เคยมี มอก. แล้ว = นำเข้าทุกรุ่นได้”

    ต้องตรวจ Model และ Scope ของใบอนุญาตหรือการรับรองที่เกี่ยวข้อง

    Supplier ต่างประเทศมี CE หรือ UL แล้ว ยังต้องตรวจ มอก. หรือไม่?

    ต้องตรวจ

    มาตรฐานหรือเครื่องหมายจากต่างประเทศ เช่น

    • CE
    • UL
    • FCC
    • CCC
    • KC
    • PSE

    ไม่ได้ใช้แทนข้อกำหนด มอก. ของประเทศไทยโดยอัตโนมัติ

    เอกสาร Test Report จากต่างประเทศอาจมีประโยชน์ในขั้นตอนการพิจารณาตามระบบที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องตรวจว่ามาตรฐานที่ทดสอบ Laboratory และเงื่อนไขต่าง ๆ ตรงกับ Requirement ที่ใช้ในประเทศไทยหรือไม่

    ดังนั้นไม่ควรให้ Supplier ส่งสินค้าโดยอ้างเพียงว่า

    “สินค้าได้ CE แล้ว จึงนำเข้าไทยได้แน่นอน”

    HS Code ใช้เช็ก มอก. ได้เลยหรือไม่?

    HS Code เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ควรใช้เพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าสินค้าเข้าข่ายมาตรฐานบังคับหรือไม่

    การตรวจ Product Scope อาจต้องพิจารณา

    • ลักษณะสินค้า
    • Function
    • Material
    • Specification
    • Model
    • Technical Characteristics

    ร่วมด้วย

    HS Code ช่วยในด้าน Customs Classification แต่ Product Regulation ต้องตรวจจากข้อกำหนดของหน่วยงานที่กำกับอีกครั้ง

    Internal Link แนะนำ: HS CODE สำคัญอย่างไร

    ชื่อสินค้าบน Invoice มีผลหรือไม่?

    มี

    Commercial Invoice ควรอธิบายสินค้าให้ชัดเจนเพียงพอที่จะเชื่อมโยงกับสินค้าและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

    ไม่ควรระบุเพียงคำกว้าง ๆ เช่น

    Electrical Goods

    หรือ

    Accessories

    หากสินค้าจริงสามารถระบุได้ชัดกว่านั้น

    ควรมีข้อมูล เช่น

    • Product Name
    • Brand
    • Model
    • Quantity
    • Unit Price
    • Country of Origin ตามความเหมาะสม

    Product Description ที่ชัดช่วยลดความสับสนในการตรวจ Customs และ Regulatory Requirement

    ใบอนุญาต มอก. กับใบขนสินค้าคือเอกสารเดียวกันหรือไม่?

    ไม่ใช่

    ใบขนสินค้า เป็นข้อมูลสำหรับดำเนินพิธีการศุลกากร

    ส่วนการอนุญาตด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องของ Product Regulation

    Shipment หนึ่งจึงอาจต้องมีทั้ง

    • Commercial Invoice
    • Packing List
    • Bill of Lading / Air Waybill
    • ใบขนสินค้าขาเข้า
    • เอกสารหรือใบอนุญาตจาก สมอ. ตามกรณี

    การมีใบขนสินค้าถูกต้องไม่ได้ทดแทน Product Permit

    และการมี Product Permit ก็ไม่ได้ทดแทน Customs Declaration

    Internal Link แนะนำ: ใบขนสินค้าขาเข้า–ขาออก คืออะไร? ขั้นตอนและเอกสารที่ผู้นำเข้า–ส่งออกควรรู้

    ถ้าสินค้าไม่มีเครื่องหมาย มอก. นำเข้าไม่ได้เลยหรือไม่?

    ไม่ควรสรุปแบบนั้น

    ต้องแยกก่อนว่า

    สินค้าไม่อยู่ในขอบข่ายมาตรฐานบังคับ

    อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการแบบเดียวกับสินค้าบังคับ

    สินค้าอยู่ในขอบข่ายมาตรฐานบังคับ

    ต้องตรวจขั้นตอนการอนุญาตและ Requirement ที่เกี่ยวข้องก่อนนำเข้าและจำหน่าย

    ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่

    “มีโลโก้ มอก. บนสินค้าไหม?”

    เพียงอย่างเดียว

    แต่คือ

    “สินค้านี้อยู่ภายใต้มาตรฐานอะไร และเป็นมาตรฐานบังคับหรือไม่?”

    สั่ง Sample เข้ามาตรวจสอบก่อนทำ Commercial Lot ได้หรือไม่?

    การนำเข้าตัวอย่างอาจมีขั้นตอนเฉพาะตามวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อ

    • ทดสอบ
    • วิจัย
    • ขอการรับรอง
    • เป็น Sample
    • ใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะ

    แต่ไม่ควรสมมติว่าการระบุคำว่า “Sample” บน Invoice จะทำให้ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกอย่างโดยอัตโนมัติ

    หากต้องนำตัวอย่างเข้ามาเพื่อดำเนินการด้านมาตรฐาน ควรตรวจขั้นตอนที่เหมาะสมก่อนให้ Supplier ส่งสินค้า

    นำเข้าเพื่อใช้ในโรงงานเอง ต้องมี มอก. หรือไม่?

    ต้องตรวจตาม Product และวัตถุประสงค์

    การนำเข้าเพื่อใช้เองใน Factory ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้นจากมาตรฐานบังคับทุกกรณี

    บางวัตถุประสงค์อาจมีหลักเกณฑ์หรือช่องทางดำเนินการเฉพาะ แต่ต้องตรวจว่า Shipment เข้าเงื่อนไขจริงหรือไม่

    จึงควรแจ้งให้ชัดว่า

    • สินค้าคืออะไร
    • ใช้ที่ไหน
    • นำมาจำหน่ายหรือไม่
    • ใช้เป็น Component หรือ Final Product
    • จำนวนเท่าไร
    • วัตถุประสงค์การนำเข้า

    ก่อนประเมิน Requirement

    นำเข้าชิ้นส่วนกับนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป ใช้กฎเหมือนกันหรือไม่?

    ไม่จำเป็น

    ตัวอย่างเช่น

    • Motor
    • Power Supply
    • Cable
    • Switch
    • Finished Appliance

    อาจอยู่ภายใต้มาตรฐานหรือ Regulation แตกต่างกัน

    การที่ Finished Product อยู่ภายใต้มาตรฐานหนึ่งไม่ได้หมายความว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นจะถูกควบคุมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

    และในทางกลับกัน Component บางประเภทอาจมีมาตรฐานบังคับของตัวเอง

    จึงควรตรวจเป็นราย Product

    สินค้ามือสองต้องตรวจ มอก. หรือไม่?

    ควรตรวจก่อนนำเข้า

    สถานะว่าเป็นสินค้าใหม่หรือมือสองไม่ได้ทำให้ Product Regulation หายไปโดยอัตโนมัติ

    นอกจากนี้สินค้ามือสองบางประเภทอาจมีข้อจำกัดหรือต้องตรวจ Requirement จากหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมด้วย

    ก่อนซื้อจึงควรแจ้ง

    • Product
    • Brand
    • Model
    • Year
    • Condition
    • Intended Use
    • Quantity

    ให้ชัดเจน

    มอก. มีผลกับการส่งออกจากไทยหรือไม่?

    มีผลในแง่ที่ผู้ส่งออกต้องรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของตนถูกควบคุมอย่างไรในประเทศไทย แต่เมื่อสินค้าเดินทางเข้าสู่ประเทศปลายทาง ต้องตรวจมาตรฐานของประเทศนั้นแยกต่างหาก

    มอก. ไม่ได้เป็น International Certification ที่ใช้แทนมาตรฐานของทุกประเทศ

    ตัวอย่างประเทศปลายทางอาจมี Requirement ของตนเองเกี่ยวกับ

    • Product Safety
    • Electrical Standard
    • EMC
    • Energy Efficiency
    • Chemical Restriction
    • Label
    • Product Registration

    ดังนั้นสินค้าได้รับ มอก. ในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าสามารถจำหน่ายใน EU, USA, Japan หรือประเทศอื่นได้โดยอัตโนมัติ

    ถ้าจะส่งออกสินค้าไทย ควรตรวจมาตรฐานอะไร?

    ขึ้นอยู่กับ Destination และ Product

    ก่อนส่งออกควรให้ Buyer หรือ Importer ตรวจ

    • Product Standard
    • Certification
    • Testing
    • Registration
    • Label
    • Import Permit
    • Energy Requirement
    • Safety Requirement

    ของประเทศปลายทาง

    ตัวอย่างเช่นสินค้าชนิดเดียวกันอาจใช้ Requirement แตกต่างกันเมื่อส่งไป

    • EU
    • USA
    • Japan
    • Korea
    • Australia

    ผู้ผลิตจึงควรออกแบบ Product Compliance ตามตลาดเป้าหมายตั้งแต่ก่อน Production

    มอก. ช่วยธุรกิจในด้านใดบ้าง?

    มาตรฐานช่วยสร้างเกณฑ์ร่วมในการกำหนดคุณลักษณะของสินค้า เช่น

    • คุณภาพ
    • ความปลอดภัย
    • Performance
    • วิธีทดสอบ
    • Label หรือ Marking ตามมาตรฐาน

    สำหรับธุรกิจ มาตรฐานสามารถช่วยเรื่อง

    • Product Development
    • Quality Control
    • Supplier Selection
    • Procurement Specification
    • Compliance
    • Consumer Confidence

    แต่ประโยชน์ทางการตลาดไม่ควรถูกใช้แทนการตรวจ Requirement ทางกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้ามาตรฐานบังคับ

    จะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่จะนำเข้าต้องใช้ มอก. หรือไม่?

    ควรเริ่มจากข้อมูลสินค้า ไม่ใช่เริ่มจากชื่อ Supplier

    เตรียม

    • Product Name
    • Product Photo
    • Brand
    • Model
    • Datasheet
    • Specification
    • Material
    • Function
    • Electrical Rating ตามกรณี
    • HS Code หากมี
    • Manufacturer
    • Country of Origin

    จากนั้นตรวจว่าผลิตภัณฑ์อยู่ในขอบข่ายมาตรฐานบังคับของ สมอ. หรือไม่

    หาก Specification ยังไม่ชัด ไม่ควรรีบสั่ง Commercial Lot เพราะรายละเอียดเพียงจุดเดียวอาจเปลี่ยน Regulatory Requirement ได้

    ก่อนสั่งสินค้าจากจีนควรตรวจ มอก. ตอนไหน?

    ควรตรวจ ก่อนจ่าย Deposit หรือ Confirm Production หากเป็นไปได้

    ลำดับที่เหมาะสมคือ

    เลือกสินค้า → ขอ Specification → ตรวจ Regulation → ตรวจ มอก. → ตรวจ HS Code → ประเมิน Duty/Tax → Confirm Order → Booking

    ไม่ควรเป็น

    สั่งสินค้า → ผลิตเสร็จ → ส่งถึงไทย → ค่อยเช็ก มอก.

    เพราะเมื่อสินค้าออกจาก Factory แล้ว การเปลี่ยน Specification หรือ Model สามารถทำได้ยากและมีต้นทุนสูง

    Supplier บอกว่ามี TISI Certificate ใช้ได้เลยหรือไม่?

    ยังควรตรวจเพิ่มเติม

    ควรขอรายละเอียด เช่น

    • ชื่อผู้ได้รับใบอนุญาต
    • Manufacturer
    • Brand
    • Model
    • เลขมาตรฐาน
    • Scope
    • สถานะของใบอนุญาต
    • ความสัมพันธ์กับสินค้าที่กำลังซื้อ

    ไม่ควรดูเพียงภาพ Certificate ที่ Supplier ส่งมาแล้วสรุปว่าสินค้าทุก Model ในร้านใช้เอกสารเดียวกันได้

    ถ้าเปลี่ยนโรงงานผลิต ต้องตรวจใหม่หรือไม่?

    ควรตรวจ

    การอนุญาตหรือการรับรองอาจเชื่อมโยงกับข้อมูล เช่น

    • Manufacturer
    • Factory
    • Product
    • Model
    • Standard

    หาก Supplier เปลี่ยน Factory โดยไม่ได้แจ้ง แม้สินค้าใช้ Brand เดิม ก็อาจมีผลต่อเอกสารที่ใช้

    ธุรกิจจึงควรควบคุม Supplier Change โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ภายใต้ Product Regulation

    มอก. มีผลต่อต้นทุนนำเข้าอย่างไร?

    Compliance เป็นส่วนหนึ่งของ Landed Cost

    นอกเหนือจาก

    • Product Cost
    • Freight
    • Insurance
    • Import Duty
    • VAT
    • Customs Clearance

    ธุรกิจอาจต้องเผื่อต้นทุนด้าน

    • Testing
    • Certification
    • Sample
    • Documentation
    • Product Label
    • Inspection
    • Compliance Administration

    ตามสินค้า

    ดังนั้น Supplier ที่เสนอราคาต่ำที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะมี Landed Cost ต่ำที่สุด หากสินค้าไม่มีเอกสารหรือ Specification ที่รองรับตลาดไทย

    ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ มอก.

    ตัวอย่างที่ควรระวัง ได้แก่

    • สั่งสินค้าก่อนตรวจมาตรฐานบังคับ
    • เชื่อ Supplier ว่า CE ใช้แทน มอก. ได้
    • ตรวจเพียง HS Code แต่ไม่ดู Specification
    • ใช้ใบอนุญาตของ Model อื่น
    • Brand ตรงแต่ Manufacturer ไม่ตรง
    • Specification ในเอกสารไม่ตรงกับสินค้าจริง
    • เปลี่ยน Factory โดยไม่ตรวจ Compliance
    • Invoice ระบุสินค้าไม่ชัด
    • นำเข้าหลาย Model แต่ตรวจเอกสารเพียง Model เดียว
    • คิดว่านำเข้า Sample แล้วไม่ต้องตรวจ Requirement
    • คิดว่ามีเครื่องหมายบน Packaging แล้วแปลว่าเอกสารถูกต้องแน่นอน

    การตรวจตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงจากการต้องแก้ปัญหาเมื่อ Shipment อยู่ระหว่างทาง

    Checklist ก่อนนำเข้าสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับ มอก.

    ก่อน Confirm Order ควรตรวจอย่างน้อย

    • Product Name
    • Brand
    • Model
    • Manufacturer
    • Country of Origin
    • รูปสินค้า
    • Datasheet
    • Technical Specification
    • HS Code
    • สินค้าอยู่ในขอบข่ายมาตรฐานหรือไม่
    • เป็นมาตรฐานบังคับหรือไม่
    • ต้องมีใบอนุญาตหรือเอกสารอะไร
    • Test Report พร้อมหรือไม่
    • Scope ครอบคลุม Model หรือไม่
    • Label / Marking ถูกต้องหรือไม่
    • Commercial Invoice
    • Packing List
    • Importer พร้อมดำเนินการหรือไม่
    • Final Shipment ตรงกับเอกสารหรือไม่

    หากยังตอบคำถามเรื่อง Model, Manufacturer หรือ Specification ไม่ได้ ควรหยุดก่อน Booking และขอข้อมูล Supplier เพิ่มเติม

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องหมาย มอก. (FAQ)

    สินค้านำเข้าทุกชนิดต้องมี มอก. หรือไม่?

    ไม่ใช่ ต้องตรวจว่าสินค้าอยู่ในขอบข่ายมาตรฐานใด และมาตรฐานนั้นเป็นมาตรฐานบังคับหรือไม่

    มี CE แล้วไม่ต้องขอ มอก. ใช่หรือไม่?

    ไม่ใช่ CE และ มอก. เป็นคนละระบบ ต้องตรวจข้อกำหนดของประเทศไทยแยกต่างหาก

    ดูจาก HS Code อย่างเดียวได้ไหมว่าสินค้าต้องมี มอก.?

    ไม่ควรใช้ HS Code เพียงอย่างเดียว ควรตรวจ Product Specification, Function, Model และขอบข่ายของมาตรฐานประกอบด้วย

    สินค้า Brand เดียวกันใช้ใบอนุญาตเดียวกันได้ทุก Model หรือไม่?

    ไม่จำเป็น ต้องตรวจ Scope ของการอนุญาตว่า Manufacturer, Product และ Model ที่กำลังนำเข้าได้รับการครอบคลุมหรือไม่

    มีโลโก้ มอก. บนสินค้าหมายความว่านำเข้าได้แน่นอนหรือไม่?

    ไม่ควรพิจารณาจากโลโก้เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจข้อมูลการอนุญาตและความสัมพันธ์กับสินค้าจริงด้วย

    สินค้าไทยมี มอก. แล้วส่งไปต่างประเทศได้เลยหรือไม่?

    ไม่เสมอ ประเทศปลายทางสามารถกำหนด Product Standard และ Certification ของตนเอง จึงต้องตรวจกฎหมายและ Requirement ของตลาดปลายทางอีกครั้ง

    บริการนำเข้า–ส่งออกและพิธีการศุลกากรกับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการ Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment

    หากกำลังนำเข้าสินค้าที่อาจอยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับ ควรเตรียมชื่อสินค้า Brand, Model, รูปภาพ Datasheet, Product Specification, Manufacturer, Country of Origin และ HS Code หากมี เพื่อให้สามารถตรวจ Requirement ที่เกี่ยวข้องก่อน Booking และลดความเสี่ยงจากเอกสารไม่พร้อมเมื่อสินค้าถึงประเทศไทย

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
    LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ