blog image

    รู้จักคลังสินค้า 9 ประเภท เลือกคลังแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

    22 กรกฎาคม 2569

    Key Takeaways

    • Warehouse ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเก็บสินค้า แต่สามารถเกี่ยวข้องกับ Inventory, Packing, Distribution และ Order Fulfillment
    • คลังสินค้าแต่ละประเภทถูกออกแบบให้รองรับสินค้าและรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน
    • สินค้าทั่วไป อาหาร สินค้าควบคุมอุณหภูมิ สารเคมี หรือสินค้ามูลค่าสูง ไม่ควรใช้ Warehouse แบบเดียวกันโดยไม่ตรวจ Requirement
    • ก่อนเลือกคลังควรพิจารณา Location, Storage Condition, Inventory System, Handling และ Transportation ควบคู่กับราคา
    • ธุรกิจนำเข้า–ส่งออกควรวาง Warehouse ให้สอดคล้องกับ Supply Chain และรูปแบบการขนส่ง

    คลังสินค้า หรือ Warehouse เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของ Supply Chain เพราะสินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เดินทางจากผู้ผลิตไปถึงลูกค้าทันที แต่อาจต้องผ่านขั้นตอนรับเข้า จัดเก็บ ตรวจสอบ แพ็ก รวม Shipment หรือกระจายสินค้าไปยังปลายทางต่าง ๆ

    ธุรกิจที่เลือกคลังสินค้าไม่เหมาะกับลักษณะสินค้าอาจต้องเผชิญทั้งต้นทุนพื้นที่สูง สินค้าเสียหาย Stock คลาดเคลื่อน หรือกระบวนการจัดส่งล่าช้า

    ดังนั้นก่อนเลือก Warehouse ควรเข้าใจก่อนว่า คลังสินค้าแต่ละประเภทมีหน้าที่และจุดประสงค์แตกต่างกันอย่างไร

    คลังสินค้า Warehouse คืออะไร?

    Warehouse คือสถานที่สำหรับรับ จัดเก็บ ดูแล และเคลื่อนย้ายสินค้าในช่วงเวลาหนึ่งของ Supply Chain โดยอาจเก็บตั้งแต่วัตถุดิบ สินค้าระหว่างการผลิต ไปจนถึง Finished Goods ที่พร้อมกระจายไปยังลูกค้า

    กระบวนการภายใน Warehouse สามารถเกี่ยวข้องกับ

    • Receiving
    • Inspection
    • Put Away
    • Storage
    • Inventory Management
    • Picking
    • Packing
    • Consolidation
    • Dispatch

    คลังสินค้าบางแห่งให้บริการเฉพาะพื้นที่จัดเก็บ ขณะที่บางแห่งสามารถให้บริการด้าน Logistics เพิ่มเติม เช่น Packing, Order Fulfillment และ Distribution

    ดังนั้นคำว่า Warehouse จึงไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งจะมี Service Scope เหมือนกัน

    Warehouse มีบทบาทอย่างไรใน Supply Chain?

    Warehouse ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมระหว่าง Supply และ Demand

    ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตสินค้าจำนวน 10,000 ชิ้น แต่ลูกค้าไม่ได้สั่งทั้งหมดพร้อมกัน สินค้าจึงต้องถูกจัดเก็บไว้ก่อน และทยอยนำออกตาม Order

    หรือธุรกิจ Import สินค้าจากต่างประเทศครั้งละ Container เพื่อให้ต้นทุนต่อ Unit เหมาะสม หลังผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว สินค้าอาจถูกนำเข้า Warehouse ก่อนกระจายไปยังสาขา Dealer หรือ Customer

    Warehouse จึงมีผลต่อ

    • Inventory
    • Lead Time
    • Transportation
    • Customer Service
    • Working Capital
    • Total Logistics Cost

    การเลือก Warehouse จึงควรมองร่วมกับภาพรวมของ Supply Chain ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะค่าเช่าพื้นที่

    Internal Link แนะนำ: Supply Chain Management คืออะไร? เจาะลึก 5 กระบวนการสำคัญที่ธุรกิจควรรู้

    คลังสินค้า 9 ประเภท มีอะไรบ้าง?

    รูปแบบคลังสินค้าสามารถแบ่งได้หลายวิธีตาม Ownership, Function และลักษณะสินค้า สำหรับธุรกิจสามารถทำความเข้าใจได้ผ่าน 9 รูปแบบหลักต่อไปนี้

    1. Private Warehouse คลังสินค้าส่วนตัว

    Private Warehouse คือคลังสินค้าที่บริษัทเป็นเจ้าของหรือบริหารเพื่อรองรับสินค้าของธุรกิจตนเอง

    มักเหมาะกับองค์กรที่มีสินค้า Volume สูงและมีความต้องการพื้นที่ต่อเนื่อง เช่น

    • Manufacturer
    • Importer รายใหญ่
    • Distributor
    • Retail Chain
    • E-Commerce ขนาดใหญ่

    ข้อดีคือธุรกิจสามารถออกแบบ Layout, Process, Equipment และระบบ Warehouse ให้เหมาะกับสินค้าของตนเองได้โดยตรง

    แต่ธุรกิจต้องรับผิดชอบต้นทุนหลายด้าน เช่น

    • อาคารหรือค่าเช่าระยะยาว
    • พนักงาน
    • Equipment
    • WMS
    • Security
    • Maintenance
    • Utilities

    จึงเหมาะกับธุรกิจที่มี Volume มากเพียงพอและสามารถใช้ Capacity ของ Warehouse ได้อย่างต่อเนื่อง

    2. Public Warehouse หรือ Shared Warehouse

    Public Warehouse คือคลังสินค้าที่เปิดให้หลายธุรกิจเข้ามาใช้พื้นที่หรือบริการร่วมกัน โดยคิดค่าใช้บริการตามเงื่อนไขที่ตกลง

    เหมาะกับธุรกิจที่

    • ยังไม่มี Warehouse ของตัวเอง
    • Volume ไม่มากพอสำหรับ Private Warehouse
    • มี Demand ขึ้นลงตามฤดูกาล
    • ต้องการเพิ่มพื้นที่ชั่วคราว
    • ต้องการลด Fixed Cost

    ข้อดีคือไม่ต้องลงทุนสร้างระบบ Warehouse ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น และสามารถปรับพื้นที่ตามปริมาณสินค้าที่ใช้จริงได้ง่ายกว่า

    อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกควรตรวจ

    • วิธีคิด Storage Fee
    • Minimum Charge
    • Handling Fee
    • Receiving Fee
    • Picking Fee
    • Operating Hours
    • Security
    • Inventory System
    • Liability

    เพื่อให้ทราบ Total Warehouse Cost ที่แท้จริง

    3. Distribution Center ศูนย์กระจายสินค้า

    Distribution Center หรือ DC มีเป้าหมายหลักในการรับสินค้า จัดเก็บในช่วงเวลาหนึ่ง และกระจายสินค้าออกไปยังหลาย Destination อย่างมีประสิทธิภาพ

    ตัวอย่างเช่นสินค้าอาจเดินทางจากโรงงานเข้าสู่ DC แล้วถูกแบ่งไปยัง

    • ร้านค้าแต่ละสาขา
    • Dealer
    • Regional Warehouse
    • Customer

    Distribution Center จึงให้ความสำคัญกับ Flow ของสินค้าและความเร็วในการกระจายมากกว่า Warehouse ที่เน้นเก็บสินค้าเป็นระยะเวลานาน

    กระบวนการอาจเกี่ยวข้องกับ

    • Receiving
    • Sorting
    • Inventory Allocation
    • Picking
    • Packing
    • Route Planning
    • Dispatch

    เหมาะกับธุรกิจที่มี Order จำนวนมากและต้องกระจายสินค้าไปหลายพื้นที่

    4. Cross-Docking Warehouse

    Cross Docking เป็นรูปแบบที่พยายามลดระยะเวลาการเก็บสินค้าใน Warehouse

    สินค้าถูกนำเข้ามาที่ Facility แล้วคัดแยกหรือจัดกลุ่มใหม่ ก่อนส่งต่อไปยังปลายทางในระยะเวลาค่อนข้างสั้น โดยอาจไม่ต้องนำสินค้าเข้า Storage Location ระยะยาว

    ตัวอย่าง Flow คือ

    Supplier → Cross Dock → Sorting → Delivery

    เหมาะกับ

    • สินค้าที่หมุนเวียนเร็ว
    • Retail Distribution
    • Shipment ที่มี Destination ชัดเจน
    • ธุรกิจที่ต้องการลด Inventory Holding

    ข้อดีคือช่วยลด Storage Time และการเคลื่อนย้ายบางขั้นตอน

    แต่ Cross Docking ต้องอาศัยการวางแผน Transportation และข้อมูลที่แม่นยำ เพราะหากรถต้นทางหรือตารางส่งต่อไม่สัมพันธ์กัน อาจทำให้กระบวนการติดขัดได้

    5. Fulfillment Center

    Fulfillment Center ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ Order Fulfillment โดยเฉพาะธุรกิจ E-Commerce และ Online Retail

    เมื่อมี Order เข้ามา ระบบจะดำเนินกระบวนการ เช่น

    • รับคำสั่งซื้อ
    • Pick สินค้า
    • Pack สินค้า
    • พิมพ์ Shipping Label
    • Dispatch
    • ประสาน Last-Mile Delivery

    บางระบบสามารถเชื่อมกับ Marketplace หรือ E-Commerce Platform เพื่อช่วยจัดการ Stock และ Order

    Fulfillment Center จึงแตกต่างจาก Warehouse ทั่วไปตรงที่เน้นการ จัดการ Order ไปจนถึงการส่งสินค้า ไม่ใช่เพียงการให้พื้นที่เก็บสินค้า

    เหมาะกับธุรกิจที่มี Order รายชิ้นจำนวนมากและต้องการ Outsource งานหลังบ้านด้าน Logistics

    6. General Warehouse คลังสินค้าทั่วไป

    General Warehouse เป็นคลังที่รองรับสินค้าทั่วไปซึ่งไม่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษ

    ตัวอย่างสินค้า เช่น

    • เสื้อผ้า
    • อุปกรณ์สำนักงาน
    • ของใช้ในบ้าน
    • Packaging
    • Machinery Parts บางประเภท
    • Consumer Goods
    • สินค้าแห้งที่ไม่มี Requirement พิเศษ

    แม้เป็นคลังทั่วไปก็ยังต้องดูเรื่อง

    • ความสะอาด
    • ความชื้น
    • Pest Control
    • Security
    • Fire Protection
    • Load Capacity
    • Storage Method

    เพราะ Requirement ของสินค้าแต่ละประเภทอาจแตกต่างกัน

    7. Cold Storage และ Temperature-Controlled Warehouse

    Cold Storage คือ Warehouse ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมอุณหภูมิสำหรับสินค้าที่ไวต่อสภาพแวดล้อม

    ตัวอย่างสินค้า เช่น

    • อาหารสด
    • อาหารแช่เย็น
    • อาหารแช่แข็ง
    • วัตถุดิบอาหาร
    • Pharma บางประเภท
    • ผลิตภัณฑ์ที่มี Temperature Requirement

    แต่สินค้าเหล่านี้ไม่ได้ใช้อุณหภูมิเดียวกันทั้งหมด

    ธุรกิจจึงต้องตรวจ Requirement ของ Product ว่าต้องการ

    • Ambient
    • Temperature Controlled
    • Chilled
    • Frozen

    รวมถึงต้องควบคุมอุณหภูมิทั้งระหว่าง Storage และ Transportation หากสินค้าต้องอยู่ใน Cold Chain

    การนำสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิไปเก็บใน Warehouse ที่ไม่เหมาะสมสามารถทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพหรือใช้งานไม่ได้ แม้ว่าภายนอกจะยังดูปกติก็ตาม

    8. Hazardous Goods Warehouse คลังสินค้าอันตราย

    สินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่ม Hazardous Material หรือ Dangerous Goods ไม่ควรนำไปเก็บใน General Warehouse โดยอัตโนมัติ

    ตัวอย่างสินค้าอาจรวมถึง

    • Chemical
    • Flammable Liquid
    • Gas
    • Paint
    • Adhesive
    • Aerosol
    • Battery บางประเภท

    Warehouse ต้องได้รับการออกแบบและบริหารตาม Requirement ของสินค้าแต่ละประเภท เช่น

    • Storage Separation
    • Ventilation
    • Fire Protection
    • Spill Control
    • Safety Equipment
    • Emergency Procedure
    • Label
    • Documentation

    ก่อนนำสินค้าเข้าคลังควรตรวจ SDS เพื่อให้ทราบ Hazard Classification และ Storage Requirement ที่เกี่ยวข้อง

    9. Specialized Warehouse คลังสินค้าสำหรับสินค้าเฉพาะประเภท

    สินค้าบางประเภทอาจต้องใช้ Warehouse ที่มี Security หรือ Handling เฉพาะทางมากกว่าสินค้าทั่วไป

    ตัวอย่างเช่น

    • สินค้ามูลค่าสูง
    • Luxury Goods
    • Electronics
    • Artwork
    • Precision Equipment
    • Pharmaceutical Products
    • สินค้าที่ต้องควบคุมความชื้น
    • สินค้าเปราะบาง

    Warehouse สำหรับสินค้าเหล่านี้อาจต้องมีระบบเพิ่มเติม เช่น

    • Access Control
    • CCTV
    • Restricted Area
    • Humidity Control
    • Special Handling
    • Inventory Traceability

    การเลือก Warehouse จึงต้องเริ่มจาก Product Requirement ไม่ใช่เลือกจากราคาพื้นที่ที่ถูกที่สุด

    Warehouse กับ Distribution Center ต่างกันอย่างไร?

    สองคำนี้มักถูกใช้ใกล้เคียงกัน แต่จุดเน้นแตกต่างกัน

    Warehouse

    เน้นการรับและจัดเก็บสินค้า โดยระยะเวลา Storage อาจสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับธุรกิจ

    Distribution Center

    เน้นการเคลื่อนสินค้าเข้าและออกเพื่อกระจายไปยัง Destination ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว

    Distribution Center จึงมักมี Process ด้าน Sorting, Picking, Allocation และ Transportation มากกว่า Warehouse ที่ใช้เป็น Storage เป็นหลัก

    อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติงานจริง Facility หนึ่งแห่งสามารถทำหน้าที่ทั้ง Warehouse และ Distribution Center ได้

    Warehouse กับ Fulfillment Center ต่างกันอย่างไร?

    Warehouse เน้นพื้นที่จัดเก็บและการบริหาร Inventory

    ส่วน Fulfillment Center เน้นกระบวนการตั้งแต่ Order เข้ามาจนสินค้าออกไปหาลูกค้า เช่น

    Order → Pick → Pack → Ship

    ดังนั้น E-Commerce ที่มี Order จำนวนมากอาจต้องการ Fulfillment Service มากกว่าการเช่าพื้นที่ Warehouse เพียงอย่างเดียว

    แต่สำหรับ Importer ที่นำสินค้าเข้าครั้งละ Lot ใหญ่และส่งออกเป็น Pallet หรือ Bulk อาจต้องการ Warehouse และ Distribution มากกว่า Fulfillment ราย Order

    เลือกคลังสินค้า ต้องดูอะไรบ้าง?

    ก่อนเลือก Warehouse ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาต่อตารางเมตรหรือค่าฝากสินค้า แต่ควรดูความเหมาะสมกับ Operation ทั้งหมด

    ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

    • Location
    • ประเภทสินค้า
    • Storage Requirement
    • พื้นที่ใช้งาน
    • Capacity
    • Inventory Turnover
    • Accessibility
    • Transportation
    • Security
    • Warehouse Management System
    • Handling Equipment
    • Operating Hours
    • Service Scope
    • ค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    ตัวอย่างเช่น Warehouse ที่ค่าเช่าถูกกว่าแต่ห่างจาก Port หรือ Customer มาก อาจทำให้ Transportation Cost สูงขึ้นจน Total Cost แพงกว่า Warehouse ที่มีค่า Storage สูงกว่า

    Location ของ Warehouse สำคัญอย่างไร?

    Location มีผลต่อทั้ง Transportation Cost และ Lead Time

    ธุรกิจควรดูว่า Warehouse อยู่ใกล้กับจุดใดมากที่สุด เช่น

    • Port
    • Airport
    • Border
    • Factory
    • Supplier
    • Customer
    • Distribution Area

    ตัวอย่างเช่น Importer ที่นำสินค้าเข้าทางเรือจำนวนมากอาจพิจารณา Warehouse ที่เชื่อมต่อกับ Port และเส้นทางรถได้สะดวก

    แต่ E-Commerce ที่ส่งสินค้าให้ผู้บริโภคทั่วประเทศอาจให้ความสำคัญกับการเข้าถึง Carrier และ Distribution Network มากกว่า

    จึงไม่มี Location ที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ

    WMS คืออะไร และสำคัญกับคลังสินค้าอย่างไร?

    WMS หรือ Warehouse Management System คือระบบสำหรับช่วยบริหารกิจกรรมภายใน Warehouse

    ระบบสามารถใช้จัดการข้อมูล เช่น

    • Receiving
    • Storage Location
    • SKU
    • Stock Quantity
    • Lot
    • Serial Number
    • Picking
    • Inventory Movement
    • Dispatch

    เมื่อสินค้าและ Order เพิ่มขึ้น การใช้ Spreadsheet หรือ Manual Record เพียงอย่างเดียวอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่อง Stock คลาดเคลื่อน

    WMS ช่วยให้ธุรกิจมี Inventory Visibility ที่ดีขึ้น แต่ความสามารถของระบบแตกต่างกันตาม Software และการ Implement ของแต่ละ Warehouse

    FIFO และ FEFO ใช้กับ Warehouse อย่างไร?

    การจัดเก็บสินค้าไม่ได้มีเพียงการหาพื้นที่ว่าง แต่ต้องวางหลักการหมุนเวียน Stock ให้เหมาะกับสินค้า

    FIFO – First In, First Out

    สินค้าที่เข้าคลังก่อนถูกนำออกก่อน เหมาะกับสินค้าทั่วไปที่ต้องการป้องกัน Stock ค้างเป็นเวลานาน

    FEFO – First Expired, First Out

    สินค้าที่มีวันหมดอายุก่อนถูกนำออกก่อน เหมาะกับสินค้าที่มี Shelf Life เช่น

    • อาหาร
    • เครื่องสำอาง
    • ยา
    • อาหารเสริม

    สำหรับสินค้าที่มี Expiry Date การใช้ FIFO เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากสินค้าแต่ละ Lot มีวันหมดอายุไม่เท่ากัน

    Internal Link แนะนำ: FIFO, LIFO และ FEFO คืออะไร? หลักการหยิบสินค้าและจัดการสต็อกให้เหมาะกับสินค้า

    ธุรกิจนำเข้า–ส่งออกควรวาง Warehouse อย่างไร?

    ธุรกิจ Import–Export ควรเชื่อม Warehouse เข้ากับ International Transportation ตั้งแต่ต้น

    ตัวอย่าง Flow ของ Import อาจเป็น

    Supplier → International Transport → Customs → Warehouse → Distribution → Customer

    ส่วน Export อาจเป็น

    Supplier / Factory → Warehouse → Consolidation / Packing → Export Customs → International Transport

    Warehouse จึงสามารถมีบทบาทในการ

    • Consolidate สินค้าจากหลาย Supplier
    • เตรียมสินค้า Export
    • Packing
    • Palletizing
    • ตรวจจำนวน Package
    • จัดทำ Shipping Mark
    • เตรียม Inventory รอ Shipment
    • กระจายสินค้า Import หลังผ่าน Customs

    การเลือก Location และ Service Scope ให้สัมพันธ์กับ Transport ช่วยลดการขนย้ายซ้ำและต้นทุนที่ไม่จำเป็น

    Warehouse มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

    ค่าบริการ Warehouse ไม่ได้มีเพียง Storage Fee เท่านั้น

    รายการที่อาจเกิดขึ้น เช่น

    • Receiving
    • Unloading
    • Storage
    • Handling
    • Put Away
    • Picking
    • Packing
    • Pallet
    • Labeling
    • Inventory Management
    • Loading
    • Value-Added Service
    • Transportation

    บาง Warehouse คิดค่าใช้จ่ายตาม

    • CBM
    • Pallet
    • SKU
    • Unit
    • Bin
    • Square Meter
    • Day
    • Month

    จึงควรสอบถาม Rate Structure ให้ครบก่อนเปรียบเทียบผู้ให้บริการ

    ราคาพื้นที่ที่ถูกที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะมี Total Warehouse Cost ต่ำที่สุด หากมี Handling หรือ Service Charge สูง

    เมื่อไหร่ธุรกิจควรใช้ Warehouse ภายนอก?

    การ Outsource Warehouse อาจเหมาะเมื่อธุรกิจ

    • ไม่มีพื้นที่จัดเก็บเพียงพอ
    • ไม่ต้องการลงทุน Warehouse เอง
    • Volume ขึ้นลงตามฤดูกาล
    • ต้องการพื้นที่ชั่วคราว
    • เริ่ม Import สินค้าเพิ่มขึ้น
    • มี Supplier หลายรายและต้อง Consolidate
    • ต้องการ Support ด้าน Packing หรือ Distribution
    • ต้องการขยายตลาดโดยไม่เพิ่ม Fixed Asset จำนวนมาก

    แต่ถ้าธุรกิจมี Volume สูงและคงที่ในระยะยาว การมี Private Warehouse ก็อาจมีข้อได้เปรียบด้าน Control

    จึงควรเปรียบเทียบ Total Cost และ Operational Requirement ก่อนตัดสินใจ

    ก่อนนำสินค้าเข้า Warehouse ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?

    เพื่อให้ Warehouse สามารถวางพื้นที่และ Handling ได้เหมาะสม ควรเตรียมข้อมูล เช่น

    • Product Description
    • จำนวนสินค้า
    • จำนวน SKU
    • จำนวน Package
    • Dimension
    • Gross Weight
    • Pallet Size
    • Storage Condition
    • Expiry Date
    • Lot Number
    • Stackable / Non-Stackable
    • Dangerous Goods หรือไม่
    • Inbound Frequency
    • Outbound Frequency
    • ระยะเวลาที่ต้องการเก็บ
    • Picking Requirement
    • Packing Requirement

    หากมีข้อมูล Forecast ของ Inbound และ Outbound จะช่วยวาง Capacity ได้ดีกว่าการแจ้งเพียงจำนวน Stock ปัจจุบัน

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคลังสินค้า (FAQ)

    คลังสินค้า Warehouse กับโกดังเหมือนกันหรือไม่?

    ในภาษาทั่วไปสามารถใช้เรียกพื้นที่จัดเก็บสินค้าใกล้เคียงกันได้ แต่ Warehouse ในระบบ Logistics มักหมายถึง Facility ที่มี Process ด้าน Receiving, Storage, Inventory และ Dispatch อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงพื้นที่วางของ

    ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องมี Warehouse ของตัวเองหรือไม่?

    ไม่จำเป็น ธุรกิจสามารถใช้ Shared Warehouse หรือ Outsource Warehouse เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุน Fixed Cost สูงในช่วงเริ่มต้นได้

    สินค้าอาหารสามารถเก็บใน Warehouse ทั่วไปได้หรือไม่?

    ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและ Storage Requirement อาหารบางประเภทสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้ แต่บางประเภทต้องใช้ Temperature-Controlled หรือ Cold Storage จึงควรตรวจ Requirement ของสินค้าก่อน

    Warehouse สามารถช่วยแพ็กสินค้าได้หรือไม่?

    บาง Warehouse มี Value-Added Service เช่น Picking, Packing, Labeling หรือ Palletizing แต่ไม่ใช่ทุกแห่ง ควรตรวจ Service Scope ก่อนเลือกใช้บริการ

    ควรเลือก Warehouse ที่ใกล้ Port หรือใกล้ลูกค้ามากกว่า?

    ขึ้นอยู่กับ Supply Chain หากมี Inbound จากต่างประเทศจำนวนมาก ความใกล้ Port อาจช่วยลดต้นทุนต้นทาง แต่หาก Outbound ไปยังลูกค้าจำนวนมาก Location ที่ใกล้ Distribution Area อาจเหมาะกว่า ควรเปรียบเทียบ Transportation Cost ทั้งระบบ

    บริการ Warehouse และ Logistics กับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการด้าน Logistics สำหรับธุรกิจนำเข้า–ส่งออก รวมถึง Warehouse, Packing และการวางแผนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ

    สำหรับธุรกิจที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บ รวบรวมสินค้า หรือเตรียม Shipment ก่อน Import–Export สามารถแจ้งรายละเอียดสินค้า จำนวน Package ขนาด น้ำหนัก Storage Requirement ระยะเวลาจัดเก็บ และรูปแบบการขนส่ง เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยประเมิน Service Scope ที่เหมาะสมกับสินค้าและ Supply Chain

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ