
ขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน เหมาะกับสินค้าแบบไหน? ก่อนส่งต้องรู้อะไรบ้าง
19 ตุลาคม 2569
Key Takeaways
- Air Freight เหมาะกับ Shipment ที่ให้ความสำคัญกับความเร็ว เช่น สินค้าเร่งด่วน อะไหล่ สินค้ามูลค่าสูง Sample และสินค้าที่มี Shelf Life จำกัด
- ค่าขนส่งทางอากาศไม่ได้ดูเฉพาะน้ำหนักจริง แต่มีการเปรียบเทียบ Actual Weight กับ Volumetric Weight เพื่อหา Chargeable Weight
- สินค้าที่มี Battery, ของเหลว สารเคมี น้ำหอม หรือ Dangerous Goods ต้องตรวจข้อกำหนดก่อน Booking
- Flight Time ไม่เท่ากับ Transit Time ทั้งหมด เพราะยังมี Pickup, Customs, Handling, Transshipment และ Delivery
- ก่อนขอราคาควรมีข้อมูลสินค้า จำนวน Package ขนาดหลัง Packing น้ำหนัก ต้นทาง–ปลายทาง และ Requirement พิเศษให้ครบ
การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งทางเรือ ทางรถ และทางอากาศ โดย Air Freight หรือการขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับเวลาและต้องการให้สินค้าเดินทางข้ามประเทศได้รวดเร็วกว่าการขนส่งหลายรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม Air Freight ไม่ได้เหมาะกับสินค้าทุก Shipment เพราะต้นทุนมักสูงกว่าการขนส่งทางเรือ และยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาด น้ำหนัก ประเภทสินค้า และความปลอดภัยในการขนส่งทางอากาศ
ก่อนเลือกส่งสินค้าทางเครื่องบินจึงควรพิจารณาทั้ง สินค้า เวลา ต้นทุน ขนาด น้ำหนัก และข้อกำหนดของปลายทาง ไปพร้อมกัน
Air Freight คืออะไร?
Air Freight คือการขนส่งสินค้าโดยใช้เครื่องบินเป็นพาหนะหลักระหว่างประเทศหรือระหว่างสนามบิน
กระบวนการหนึ่ง Shipment สามารถประกอบด้วย
Pickup → Export Customs → Airport Handling → Flight → Destination Handling → Import Customs → Delivery
ดังนั้นการขนส่งทางอากาศไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่วงที่สินค้าอยู่บนเครื่องบิน แต่ยังมี Logistics Process ก่อนและหลัง Flight อีกหลายขั้นตอน
Service Scope สามารถแตกต่างกัน เช่น
- Airport to Airport
- Door to Airport
- Airport to Door
- Door to Door
ผู้ส่งจึงควรตรวจ Quote ให้ชัดเจนว่าผู้ให้บริการรับผิดชอบถึงจุดใด
Air Freight กับ Air Cargo ต่างกันหรือไม่?
ในบริบททั่วไป ทั้ง Air Freight และ Air Cargo มักถูกใช้เรียกการขนส่งสินค้าทางอากาศใกล้เคียงกัน
Air Freight มักใช้เมื่อพูดถึงบริการหรือค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า ส่วน Air Cargo สามารถใช้เรียกตัว Cargo หรือระบบการขนส่งสินค้าผ่าน Airline
สำหรับผู้ใช้บริการ สิ่งสำคัญกว่าคำเรียกคือควรตรวจ
- Service Scope
- Airline
- Flight Schedule
- Airport
- Chargeable Weight
- Cargo Requirement
- Customs Process
ให้ตรงกับ Shipment จริง
Internal Link แนะนำ: Air Cargo คืออะไร? ขนส่งสินค้าทางอากาศ เหมาะกับสินค้าแบบไหน
ขนส่งทางเครื่องบินเหมาะกับสินค้าแบบไหน?
Air Freight เหมาะกับสินค้าที่ เวลาในการขนส่งมีมูลค่า
ตัวอย่างกลุ่มสินค้าที่มักพิจารณาใช้ Air Freight ได้แก่
- สินค้าเร่งด่วน
- อะไหล่เครื่องจักร
- Electronic Components
- สินค้ามูลค่าสูง
- Sample
- Fashion และ Seasonal Products
- สินค้าสำหรับ Product Launch
- สินค้าที่ต้องเติม Stock เร่งด่วน
- Perishable Cargo บางประเภท
- Medical หรือ Pharmaceutical Product บางประเภท
- สินค้าที่มี Lead Time จำกัด
แต่การอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสามารถส่งทางอากาศได้ทันที ต้องตรวจ Requirement ของสินค้าแต่ละรายการก่อน Booking
1. สินค้าเร่งด่วน
หนึ่งในเหตุผลหลักที่ธุรกิจเลือก Air Freight คือเรื่องเวลา
ตัวอย่างเช่นโรงงานมีเครื่องจักรหยุดทำงานและต้องนำเข้า Spare Part เร่งด่วน
หากรอ Sea Freight หลายสัปดาห์ Production Downtime อาจสร้างความเสียหายสูงกว่าส่วนต่างค่าขนส่งทางอากาศ
ในกรณีนี้ธุรกิจควรเปรียบเทียบ
Air Freight Cost
กับ
Cost of Delay
ไม่ใช่ดูเพียงว่าค่าขนส่งแบบไหนราคาถูกกว่า
2. สินค้ามูลค่าสูง
สินค้าที่มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักและ Volume สามารถเหมาะกับ Air Freight ได้
เช่น
- Electronic Components
- Precision Parts
- High-value Equipment
- Luxury Goods บางประเภท
เนื่องจาก Freight ที่สูงขึ้นอาจคิดเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้า
อย่างไรก็ตาม สินค้ามูลค่าสูงควรพิจารณาเรื่อง
- Security
- Packaging
- Cargo Insurance
- Handling
- Declaration
เพิ่มเติมด้วย
3. Sample และสินค้าทดลองตลาด
ธุรกิจที่กำลังเลือก Supplier หรือพัฒนาสินค้าใหม่อาจยังไม่จำเป็นต้องส่งสินค้าเต็ม Container
Air Freight เหมาะกับการส่ง
- Product Sample
- Prototype
- First Lot
- Trial Order -สินค้าสำหรับตรวจ Quality
เพราะช่วยลด Waiting Time ก่อนตัดสินใจสั่ง Commercial Lot
เมื่อ Volume เพิ่มขึ้นแล้วจึงค่อยเปรียบเทียบกับ Sea Freight อีกครั้ง
4. สินค้า Fashion และ Seasonal
สินค้า Fashion, Seasonal และสินค้าที่มีช่วงขายจำกัดอาจเสียโอกาสทางธุรกิจหากมาถึงช้าเกินไป
ตัวอย่างเช่น
- Collection ใหม่
- Christmas Products
- New Year Products
- Campaign Products
- Event Merchandise
หากสินค้ามาถึงหลังช่วงขาย แม้ค่าขนส่งทางเรือจะต่ำกว่า แต่สินค้าก็อาจสูญเสีย Sales Opportunity
จึงควรคำนวณ Logistics จาก เวลาในการขาย ร่วมด้วย
5. สินค้าที่มี Shelf Life จำกัด
สินค้าบางชนิดไม่เหมาะกับ Transit Time ที่ยาว เช่น
- อาหารสดบางประเภท
- ผลไม้
- ดอกไม้
- วัตถุดิบอาหารบางชนิด
- ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุจำกัด
Air Freight สามารถช่วยลด Transportation Time ได้
แต่หากสินค้าต้องควบคุมอุณหภูมิ ต้องวางแผน Cold Chain ตั้งแต่ Pickup, Airport Handling, Flight จนถึง Destination Delivery ไม่ใช่ดูเฉพาะระยะเวลาบิน
6. สินค้าที่ต้องเติม Stock เร่งด่วน
ธุรกิจอาจใช้ Air Freight เป็นส่วนหนึ่งของ Inventory Strategy
ตัวอย่างเช่น สินค้าหลักยังเดินทางทางเรือ แต่เกิด Demand สูงกว่าที่ Forecast ไว้ จึงนำเข้าบางส่วนทางอากาศเพื่อป้องกัน Stockout
สามารถวางแผนแบบ
Air Freight = Emergency / Urgent Replenishment
และ
Sea Freight = Regular Replenishment
เพื่อสร้าง Balance ระหว่าง Speed และ Cost
สินค้าแบบไหนอาจไม่เหมาะกับ Air Freight?
Air Freight อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น
- สินค้ามูลค่าต่อ Unit ต่ำมาก
- สินค้า Volume ใหญ่
- สินค้าน้ำหนักมาก
- Commodity จำนวนมาก
- Furniture ขนาดใหญ่
- Raw Material ปริมาณมาก
- Shipment ที่ไม่เร่งด่วน
- สินค้าที่ไม่สามารถผ่านข้อกำหนด Airline
เพราะ Freight ต่อ Unit อาจสูงจนไม่เหมาะกับ Business Model
ในกรณีดังกล่าว Sea Freight หรือ Road Freight อาจเป็นตัวเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ
ก่อนเลือก Air Freight ต้องดู 7 ปัจจัยอะไรบ้าง?
การเลือกส่งทางเครื่องบินไม่ควรดูเพียงว่าต้องการสินค้าเร็วหรือไม่ แต่ควรพิจารณาร่วมกันอย่างน้อย 7 ปัจจัย
1. ความเร่งด่วน
สินค้าต้องถึงเมื่อไร และถ้าถึงช้าจะกระทบอะไร
2. มูลค่าสินค้า
Freight คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ Product Value
3. น้ำหนักและขนาด
สินค้าหนักหรือกินพื้นที่มากเพียงใด
4. ประเภทสินค้า
เป็น General Cargo, Perishable, Battery, Liquid หรือ Dangerous Goods หรือไม่
5. Route
Origin และ Destination มี Flight รองรับดีหรือไม่
6. Customs และ Permit
สินค้าใช้เอกสารหรือใบอนุญาตเพิ่มเติมหรือไม่
7. Total Logistics Cost
นอกจาก Air Freight ยังมี Pickup, Handling, Customs และ Delivery เท่าไร
จึงควรเปรียบเทียบทั้ง 7 ปัจจัยก่อนตัดสินใจ
Air Freight คิดค่าขนส่งจากน้ำหนักอย่างไร?
Air Freight ไม่ได้ดู Actual Weight เพียงอย่างเดียว
ต้องเปรียบเทียบระหว่าง
- Actual Weight
- Volumetric Weight
แล้วใช้ค่าที่สูงกว่าเป็น Chargeable Weight ตามเงื่อนไขของบริการ
Actual Weight คืออะไร?
Actual Weight คือ น้ำหนักจริงของ Package หลัง Packing
ตัวอย่าง
สินค้าหลัง Packing หนัก 50 kg
Actual Weight = 50 kg
Volumetric Weight คืออะไร?
Volumetric Weight เป็นการแปลงขนาด Package ให้เป็นน้ำหนัก เพื่อสะท้อนพื้นที่ที่ Cargo ใช้บนเครื่องบิน
สูตรที่พบได้ทั่วไปในการประเมิน Air Cargo คือ
กว้าง × ยาว × สูง (cm) ÷ 6,000
ตัวอย่าง
Package ขนาด
60 × 50 × 40 cm
คำนวณได้
60 × 50 × 40 ÷ 6,000 = 20 kg
หาก Actual Weight = 12 kg
Volumetric Weight = 20 kg
จึงอาจใช้ 20 kg เป็น Chargeable Weight
สูตรและเงื่อนไขจริงควรตรวจตาม Airline หรือ Forwarder ที่ใช้ เพราะแต่ละ Service สามารถมีรายละเอียดแตกต่างกันได้
ทำไม Packing มีผลต่อค่าขนส่งทางเครื่องบิน?
เพราะขนาดที่ใช้คำนวณ Freight คือขนาด หลัง Packing
ตัวสินค้าอาจมีขนาดเล็ก แต่หากใส่กล่องใหญ่เกินความจำเป็น Volumetric Weight ก็สามารถสูงขึ้น
ตัวอย่างสินค้าที่มักเจอปัญหานี้ เช่น
- โคมไฟ
- ของตกแต่ง
- Furniture Component
- Plastic Product -สินค้าเบาแต่กล่องใหญ่
ธุรกิจจึงควรออกแบบ Packaging ให้
ปลอดภัย + ไม่เพิ่ม Volume เกินความจำเป็น
Internal Link แนะนำ: แพ็กสินค้าอย่างไรให้ปลอดภัย? 5 วิธีลดความเสียหายระหว่างขนส่งไปต่างประเทศ
สินค้าที่มี Battery ส่งทางเครื่องบินได้หรือไม่?
สามารถส่งได้บางประเภท แต่ต้องตรวจรายละเอียดก่อน Booking
โดยเฉพาะ Lithium Battery เนื่องจากมีข้อกำหนดด้านการขนส่งทางอากาศโดยเฉพาะ
ควรแจ้งข้อมูล เช่น
- Battery Type
- Lithium-ion หรือ Lithium Metal
- Battery อยู่ในอุปกรณ์หรือแยกชิ้น
- จำนวน Battery
- Watt-hour
- Specification
- Packaging
- เอกสารที่เกี่ยวข้องตามกรณี
สินค้าอย่าง
- Laptop
- Power Bank
- Electronic Device
- Bluetooth Device
- Battery Pack
จึงไม่ควรแจ้ง Freight Forwarder เพียงว่าเป็น “Electronic Product”
ควรระบุให้ชัดว่ามี Battery หรือไม่
น้ำหอม ของเหลว และสารเคมีส่งทาง Air Freight ได้หรือไม่?
บางประเภทส่งได้ แต่ต้องตรวจว่าเข้าข่าย Dangerous Goods หรือไม่
สินค้าที่ควรแจ้งเพิ่มเติม เช่น
- Perfume
- Aerosol
- Spray
- Paint
- Glue
- Chemical
- Alcohol-based Product
- Flammable Liquid
ข้อมูลที่อาจต้องใช้ ได้แก่
- SDS / MSDS
- UN Number
- Hazard Class
- Packing Group
- Flash Point
- Quantity
- Packaging
Airline สามารถมี Acceptance Policy แตกต่างกันตาม Route และ Aircraft
จึงควรตรวจ ก่อนนำสินค้าเข้า Warehouse หรือก่อน Booking Flight
Dangerous Goods คืออะไร?
Dangerous Goods หรือ DG คือสินค้าที่มีคุณสมบัติซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อ
- เครื่องบิน
- ผู้โดยสาร
- ลูกเรือ
- Cargo
- Environment
ระหว่าง Transportation
ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสารเคมีอันตรายที่มองเห็นได้ชัดเท่านั้น
สินค้าในชีวิตประจำวันบางประเภทก็สามารถเกี่ยวข้องกับ DG เช่น
- Battery
- Perfume
- Spray
- Paint
- Magnet
- Dry Ice
- Chemical Product
ดังนั้น Product Information ที่ละเอียดจึงมีความสำคัญต่อ Air Freight
Air Freight ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
Commercial Shipment โดยทั่วไปอาจใช้เอกสาร เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- Air Waybill
- ใบขนสินค้าขาออก
- ใบขนสินค้าขาเข้าตามประเทศปลายทาง
- Certificate of Origin ตามกรณี
- Export / Import Permit
- Product Certificate
- SDS / MSDS สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้อง
- Dangerous Goods Documentation ตามกรณี
เอกสารจริงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า Origin และ Destination
จึงไม่ควรใช้ Checklist เดียวกับสินค้าทุกประเภทโดยไม่ตรวจ Regulation เพิ่มเติม
Air Waybill หรือ AWB คืออะไร?
Air Waybill คือ Transport Document สำหรับการขนส่งสินค้าทางอากาศ
ข้อมูลสามารถประกอบด้วย
- Shipper
- Consignee
- Airport of Departure
- Airport of Destination
- Number of Packages
- Gross Weight
- Cargo Description
- Flight / Routing Information ตามเอกสาร
ข้อมูลใน AWB ควรสามารถเชื่อมโยงกับ
- Commercial Invoice
- Packing List
- Customs Declaration
ของ Shipment เดียวกันได้
ส่ง Air Freight แบบ Door to Door ได้หรือไม่?
ได้ โดยขึ้นอยู่กับ Service Scope ที่ผู้ให้บริการเสนอ
ตัวอย่าง
Airport to Airport
ผู้ให้บริการดูแล Main Air Freight จากสนามบินต้นทางถึงสนามบินปลายทาง
Door to Airport
รับสินค้าจาก Address ต้นทางและส่งถึง Airport ปลายทาง
Airport to Door
เริ่มจาก Airport ต้นทางและส่งต่อถึง Address ปลายทาง
Door to Door
ดูแลตั้งแต่ Pickup ต้นทางไปจนถึง Delivery ตาม Address ปลายทาง ตาม Scope ที่ตกลง
อย่างไรก็ตาม Door to Door ไม่ได้หมายความว่า Duty และ Tax รวมอยู่เสมอ ต้องตรวจ Quote ก่อน Booking
Internal Link แนะนำ: Door to Door, Door to Port และ Port to Port ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับ Shipment
Flight Time กับ Transit Time ต่างกันอย่างไร?
Flight Time คือเวลาที่เครื่องบินใช้เดินทาง
แต่ Transit Time ของ Shipment ครอบคลุมมากกว่า เช่น
- Pickup
- Export Customs
- Cargo Acceptance
- Waiting for Flight
- Flight
- Transshipment
- Destination Handling
- Import Customs
- Inspection
- Final Delivery
ดังนั้นเที่ยวบินใช้เวลา 6 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าของจะถึงผู้รับภายใน 6 ชั่วโมง
ก่อน Booking ควรถาม Estimated Transit Time ของ Shipment มากกว่าดูเพียง Flight Duration
Direct Flight ดีกว่า Transit Flight เสมอหรือไม่?
Direct Flight สามารถลดจำนวนจุด Transfer และอาจช่วยให้ Transit Time สั้นลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดทุกครั้ง
ควรพิจารณา
- Flight Frequency
- Space Availability
- Rate
- Cargo Acceptance
- Destination Airport
- Cut-off Time
บาง Route ต่อเครื่องแต่มี Flight Frequency สูงกว่า อาจเหมาะกับ Shipment มากกว่า Direct Flight ที่มีเที่ยวบินจำกัด
สนามบินปลายทางมีผลต่อค่าขนส่งหรือไม่?
มี
สนามบินหลักที่มี Flight Frequency และ Cargo Volume สูงอาจมีทางเลือกมากกว่า Airport ขนาดเล็ก
หาก Destination อยู่ห่างจาก Airport หลัก ต้องนำค่า
- Truck Delivery
- Destination Handling
- Remote Delivery
มารวมด้วย
บางครั้งการเลือก Airport ที่ Freight ถูกกว่าแต่ไกลจาก Consignee อาจทำให้ Total Logistics Cost สูงกว่าอีก Route หนึ่ง
Air Freight มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ค่าขนส่งไม่ได้มีเพียง Air Freight Rate
อาจประกอบด้วย
- Pickup
- Origin Handling
- Export Customs Clearance
- Documentation
- Airport Handling
- Air Freight
- Fuel / Security Surcharge ตามเงื่อนไข
- Dangerous Goods Charge ตามกรณี
- Destination Handling
- Import Customs Clearance
- Duty & Tax
- Storage
- Delivery
ก่อนเปรียบเทียบ Quote จึงควรตรวจว่าเป็น
- Airport to Airport
- Door to Airport
- Door to Door
และแต่ละราคา Include / Exclude ค่าใช้จ่ายใดบ้าง
Air Freight กับ Air Courier ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองแบบใช้เครื่องบิน แต่ Service Model แตกต่างกัน
Air Courier
เหมาะกับ
- Parcel
- Small Shipment
- Express Delivery
- Door to Door ผ่าน Courier Network
โดยทั่วไปจะมี Tracking และ Last-Mile อยู่ใน Network ของผู้ให้บริการ
Air Freight
เหมาะกับ
- Commercial Cargo
- Shipment ที่มีน้ำหนักหรือ Volume มากขึ้น
- Cargo ที่ต้องจัด Flight
- Shipment ที่ต้องวาง Customs และ Handling แยกเป็นขั้นตอน
- Airport to Airport หรือ Service Scope ที่ปรับตามธุรกิจ
จึงไม่ควรเลือกจากราคาต่อกิโลกรัมเพียงอย่างเดียว เพราะ Service Scope แตกต่างกัน
Internal Link แนะนำ: Air Courier คืออะไร? ส่งของไปต่างประเทศแบบ Door to Door เหมาะกับสินค้าแบบไหน
Air Freight กับ Sea Freight เลือกแบบไหนดี?
หากต้องเลือกระหว่าง Air กับ Sea สามารถพิจารณาจาก 4 เรื่องหลัก
เวลา
Air เร็วกว่าสำหรับหลาย Route
ปริมาณ
Sea เหมาะกับ Shipment Volume สูงมากกว่าในหลายกรณี
ต้นทุน
Air มี Freight ต่อ Unit สูงกว่าเมื่อสินค้าใหญ่หรือหนัก
Inventory
Air สามารถช่วยลด Lead Time และลด Stock ที่ต้องรอระหว่างทางได้
ดังนั้นธุรกิจควรดู Total Supply Chain Cost ไม่ใช่ Freight Rate เพียงตัวเดียว
ก่อนขอราคา Air Freight ต้องเตรียมข้อมูลอะไร?
ข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่
- ชื่อสินค้า
- Product Description
- รูปภาพสินค้า
- จำนวน Package
- Dimension หลัง Packing
- Gross Weight ต่อ Package
- Total Weight
- ประเภท Packaging
- Stackable / Non-Stackable
- ประเทศและเมืองต้นทาง
- Pickup Address
- ประเทศและเมืองปลายทาง
- Delivery Address
- Incoterms
- Ready Date
- สินค้ามี Battery หรือไม่
- เป็น Liquid หรือไม่
- เป็น Chemical หรือไม่
- Dangerous Goods หรือไม่
- Temperature Requirement
- Commercial Invoice
- Packing List
ข้อมูลยิ่งครบ Forwarder ก็ยิ่งสามารถเลือก Flight และประเมิน Freight ได้ใกล้เคียงกับ Shipment จริง
Checklist ก่อนส่งสินค้าทางเครื่องบิน
ก่อน Booking ควรตรวจ
- สินค้าเหมาะกับ Air Freight หรือไม่
- Product Regulation
- HS Code
- Permit
- Dangerous Goods Status
- Battery / Liquid / Chemical
- Dimension หลัง Packing
- Gross Weight
- Chargeable Weight
- Origin และ Destination Airport
- Flight Schedule
- Customs Documents
- Commercial Invoice
- Packing List
- Cargo Insurance ตามความเหมาะสม
- Service Scope
- Estimated Transit Time
- Final Freight Quote
การตรวจครบตั้งแต่ก่อนสินค้าเข้า Airport ช่วยลดปัญหาสินค้าถูก Hold หรือไม่ผ่าน Cargo Acceptance
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน (FAQ)
Air Freight เหมาะกับสินค้าน้ำหนักมากหรือไม่?
สามารถส่งได้ แต่ต้องตรวจ Weight และ Dimension ต่อ Package รวมถึง Aircraft Limitation หากสินค้า Heavy หรือ Oversize อาจต้องใช้ Route หรือ Aircraft เฉพาะ และควรเปรียบเทียบกับ Sea Freight ก่อน
Air Freight คิดจากน้ำหนักจริงอย่างเดียวหรือไม่?
ไม่ใช่ โดยทั่วไปมีการเปรียบเทียบ Actual Weight กับ Volumetric Weight และใช้ค่าที่สูงกว่าเป็น Chargeable Weight ตามเงื่อนไขของบริการ
สินค้ามี Battery ส่งทางเครื่องบินได้ไหม?
บางประเภทส่งได้ แต่ต้องตรวจ Battery Specification, Packaging, Documentation และ Airline Acceptance ก่อน Booking
Air Freight ใช้เวลากี่วัน?
ไม่มีระยะเวลาตายตัว ขึ้นอยู่กับ Route, Flight Schedule, Transshipment, Customs, Handling และ Service Scope จึงควรขอ Estimated Transit Time ของ Shipment จริง
Air Freight เป็น Door to Door ทุกครั้งหรือไม่?
ไม่ใช่ สามารถเป็น Airport to Airport, Door to Airport, Airport to Door หรือ Door to Door ได้ตามบริการที่เลือก
Air Freight กับ Air Courier แบบไหนถูกกว่า?
ไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ขนาด Route ประเภทสินค้า และ Service Scope จึงควรเปรียบเทียบ Total Cost ของ Shipment เดียวกัน
บริการขนส่งสินค้าทางเครื่องบินกับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ พร้อมบริการ Pickup, Packing, Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment
หากต้องการประเมิน Air Freight สามารถเตรียมชื่อสินค้า รูปภาพ จำนวน Package ขนาดหลัง Packing น้ำหนัก ต้นทาง–ปลายทาง Ready Date และ Requirement พิเศษของสินค้า เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจ Route และรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมก่อน Booking
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
บทความอื่น ๆ
- No Image
- No Image
- No Image