Cargo Insurance คืออะไร? ประกันสินค้าระหว่างประเทศคุ้มครองอะไรบ้าง
20 ตุลาคม 2569
Key Takeaways
- Cargo Insurance คือประกันภัยสำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียของสินค้าระหว่างการขนส่งตามขอบเขตที่ระบุในกรมธรรม์
- การใช้ Freight Forwarder, Airline, Shipping Line หรือ Courier ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะได้รับการชดเชยเต็มมูลค่าเมื่อเกิดความเสียหาย เพราะ Carrier Liability กับ Cargo Insurance เป็นคนละเรื่อง
- Institute Cargo Clauses หรือ ICC มีระดับความคุ้มครองที่แตกต่างกัน โดย ICC(A) ให้ความคุ้มครองกว้างกว่า ICC(B) และ ICC(C) แต่ทุกแบบยังมีข้อยกเว้น
- CIF และ CIP ภายใต้ Incoterms 2020 มีข้อกำหนดเรื่องการจัด Insurance แต่ระดับความคุ้มครองของทั้งสอง Rules แตกต่างกัน
- ก่อนซื้อประกันควรแจ้งข้อมูลสินค้า มูลค่า Packaging Route และความเสี่ยงให้ถูกต้อง พร้อมตรวจ Policy Wording, Deductible และ Exclusion ก่อน Shipment
Cargo Insurance คืออะไร?
Cargo Insurance คือประกันภัยที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสินค้าในกรณีเกิดความสูญเสียหรือความเสียหายระหว่างการขนส่ง ภายใต้เงื่อนไขและขอบเขตที่ระบุในกรมธรรม์
สามารถใช้กับการขนส่งหลายรูปแบบ เช่น
- Air Freight
- Sea Freight
- Road Freight
- Cross-border Transportation
- Multimodal Transport
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับความคุ้มครองตาม Policy เช่น
- สินค้าเสียหายจากอุบัติเหตุ
- Cargo สูญหาย
- ไฟไหม้
- เรือประสบอุบัติเหตุ
- รถขนส่งเกิดอุบัติเหตุ
- ความเสียหายระหว่าง Handling
- น้ำเข้าหรือความเสียหายจากเหตุภายนอกบางประเภท
- General Average ในการขนส่งทางทะเลตามเงื่อนไข
แต่คำว่า Cargo Insurance ไม่ได้หมายความว่าเกิดความเสียหายทุกประเภทแล้วบริษัทประกันจะจ่ายทั้งหมด
ต้องดู
- Coverage
- Exclusion
- Deductible
- Policy Period
- Insured Value
- Packing Condition
ของกรมธรรม์จริง
ทำไมขนส่งสินค้าระหว่างประเทศควรพิจารณาทำประกัน?
International Shipment สามารถผ่านหลายขั้นตอนก่อนถึงปลายทาง เช่น
Pickup → Warehouse → Terminal → Loading → Main Transport → Transshipment → Customs → Delivery
ยิ่ง Journey ยาวและมี Handling หลายครั้ง ยิ่งมี Exposure ต่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างความเสี่ยง ได้แก่
- Carton ถูกกดทับ
- Pallet ล้ม
- สินค้าตกจากอุปกรณ์ Handling
- Container ได้รับความเสียหาย
- Cargo เปียกน้ำ
- รถเกิดอุบัติเหตุ
- Shipment สูญหายบางส่วน
- Vessel Incident
- Fire
- Theft ตามเงื่อนไข
- Natural Hazard ตามความคุ้มครอง
หากสินค้าเสียหายโดยไม่มี Insurance ธุรกิจอาจต้องรับต้นทุนทั้งหมดเอง หรือเรียกร้องจาก Carrier ได้เพียงตาม Liability ที่กฎหมายหรือ Contract กำหนด
Cargo Insurance กับความรับผิดของบริษัทขนส่งเหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน
นี่เป็นจุดที่ผู้นำเข้า–ส่งออกควรเข้าใจให้ชัด
Carrier Liability
คือความรับผิดของ Carrier ต่อ Cargo ตาม
- กฎหมาย
- Convention
- Transport Contract
- Terms and Conditions
และอาจมี Limit of Liability
ดังนั้นแม้สินค้าเสียหายมูลค่า 500,000 บาท ไม่ได้หมายความว่า Carrier จะต้องชำระ 500,000 บาทเสมอ
Cargo Insurance
เป็นสัญญาประกันที่แยกออกมา
หากเหตุการณ์อยู่ภายใต้ Coverage ผู้เอาประกันสามารถดำเนินการ Claim ตาม
- Insured Value
- Policy Terms
- Deductible
- Evidence
ที่กำหนด
จึงไม่ควรคิดว่า
“ใช้บริษัทขนส่งแล้ว ของเสียบริษัทขนส่งต้องจ่ายเต็มราคา”
โดยอัตโนมัติ
Cargo Insurance ใช้กับการขนส่งทางไหนได้บ้าง?
สามารถจัดความคุ้มครองได้หลาย Mode ตามกรมธรรม์
ประกันสินค้า Air Freight
เหมาะกับ Shipment เช่น
- Electronics
- Spare Parts
- Fashion
- High-value Goods
- Machinery Parts
- Commercial Cargo
Air Freight มี Transit Time ค่อนข้างสั้น แต่สินค้าอาจผ่าน
- Warehouse
- Cargo Terminal
- Loading
- Unloading
- Connection Flight
- Truck Delivery
จึงยังมี Handling Risk
ประกันสินค้า Sea Freight
Sea Freight มี Journey ยาวและสินค้าสามารถอยู่ใน Transportation Chain เป็นเวลานาน
ความเสี่ยงสามารถเกี่ยวข้องกับ
- Container Handling
- Moisture
- Accident
- Vessel Incident
- Fire
- General Average
- Loading / Discharge
ตาม Coverage
จึงเป็น Mode ที่ Cargo Insurance มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ Shipment มูลค่าสูง
ประกันสินค้า Road Freight
Road Shipment สามารถมีความเสี่ยงจาก
- Vehicle Accident
- Cargo Movement
- Collision
- Theft ตามเงื่อนไข
- Loading / Unloading
สำหรับ Cross-border Shipment ยังอาจมี
- Border Handling
- Vehicle Change
- Transloading
ตาม Route
Internal Link แนะนำ: Air Freight, Sea Freight และ Road Freight ต่างกันอย่างไร? เลือกขนส่งแบบไหนให้เหมาะกับสินค้า
Marine Cargo Insurance หมายถึงประกันทางเรือเท่านั้นหรือไม่?
ไม่จำเป็น
แม้จะใช้คำว่า Marine Cargo Insurance แต่กรมธรรม์ Cargo Insurance ในทางปฏิบัติสามารถถูกจัดให้รองรับ Transportation Chain ที่มีทั้ง
- Sea
- Air
- Road
ตาม Policy
จึงควรดูขอบเขตความคุ้มครองจริง มากกว่าตัดสินจากชื่อกรมธรรม์เพียงอย่างเดียว
Institute Cargo Clauses คืออะไร?
Institute Cargo Clauses หรือ ICC เป็นชุดข้อกำหนดความคุ้มครองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายใน Cargo Insurance
กลุ่มหลักที่พบได้บ่อย ได้แก่
- Institute Cargo Clauses (A)
- Institute Cargo Clauses (B)
- Institute Cargo Clauses (C)
แต่ละระดับมี Scope แตกต่างกัน
ICC(A) คืออะไร?
ICC(A) ให้ความคุ้มครองในลักษณะที่กว้างที่สุดใน 3 Clauses หลัก
มักอธิบายในตลาดว่าเป็น
All Risks
แต่คำว่า All Risks ไม่ได้หมายถึง
“คุ้มครองทุกอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้น”
ICC(A) ยังคงมี Exclusion และเงื่อนไขที่ต้องตรวจ
ตัวอย่างประเด็นที่อาจถูกยกเว้นตาม Policy เช่น
- การกระทำโดยเจตนา
- Packing ไม่เพียงพอในบางเงื่อนไข
- Inherent Vice
- Ordinary Leakage / Wear and Tear
- Delay
- Insolvency บางกรณี
- War
- Strike
เว้นแต่จัดความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ICC(A) เหมาะกับสินค้าแบบไหน?
มักนำมาพิจารณากับสินค้า เช่น
- Electronics
- Machinery
- High-value Goods
- Finished Products
- Fragile Cargo
- Commercial Goods ที่ต้องการ Coverage กว้างขึ้น
แต่บริษัทประกันยังต้องพิจารณา
- Commodity
- Packaging
- Route
- Value
- Loss History
ก่อนรับประกัน
ICC(B) คืออะไร?
ICC(B) ให้ความคุ้มครองแคบกว่า ICC(A)
โดยมุ่งคุ้มครองความเสียหายจาก Perils ที่ระบุไว้ตาม Clause
สามารถมีความคุ้มครองในเหตุการณ์บางประเภทมากกว่า ICC(C) แต่ไม่ได้กว้างเท่า ICC(A)
จึงเหมาะกับ Shipment ที่ต้องการระดับ Coverage ระหว่าง
Basic Coverage
กับ
Broad Coverage
การเลือกต้องดู Policy Wording ของบริษัทประกันจริง
ICC(C) คืออะไร?
ICC(C) เป็นระดับที่ให้ความคุ้มครองพื้นฐานกว่า ICC(A) และ ICC(B)
มุ่งคุ้มครองความเสียหายจากเหตุการณ์สำคัญที่ระบุใน Clause เช่นเหตุร้ายแรงบางประเภทที่เกิดกับพาหนะหรือ Cargo
จึงไม่ควรเข้าใจว่า
ซื้อ ICC(C) แล้วสินค้าบุบ แตก ร้าว หรือเสียหายทุกกรณีจะเคลมได้
ต้องตรวจว่า Cause of Loss อยู่ภายใน Covered Peril หรือไม่
ICC(A), ICC(B) และ ICC(C) เลือกแบบไหนดี?
ไม่ควรเลือกจาก Premium อย่างเดียว
ควรดู
- Cargo Value
- Fragility
- Commodity
- Packaging
- Mode
- Route
- Transit Time
- Handling
- Risk Tolerance
ตัวอย่าง
สินค้า Machinery มูลค่าสูงและมีความเสี่ยงด้าน Handling อาจพิจารณา Coverage ที่กว้างขึ้น
ส่วน Commodity บางประเภทที่มี Risk Profile แตกต่างกัน อาจใช้ Coverage อีกรูปแบบตามที่ Insurer รับได้
All Risks แปลว่าคุ้มครองทุกอย่างหรือไม่?
ไม่
คำว่า All Risks หมายถึงรูปแบบ Coverage ที่กว้าง แต่ยังมี
- Exclusions
- Conditions
- Deductible
- Warranty
อยู่
ตัวอย่างที่มักต้องตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่
- Poor Packing
- Inherent Vice
- Delay
- Temperature Variation
- Rust
- Moisture
- Theft
- Shortage
- War
- Strike
การเห็นคำว่า
All Risks
จึงไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจซื้อ Policy
ประกันคุ้มครองสินค้าแตกหรือบุบหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับ
- Cause of Damage
- Policy Coverage
- Packing
- Exclusion
สมมติสินค้ากระจกแตก
ต้องพิจารณาว่าเกิดจาก
- Accident
- Impact
- Handling
- Poor Packaging
- Inherent Characteristic
อย่างใด
หากความเสียหายเกิดจาก Packing ที่ไม่เหมาะสม Policy อาจมีข้อจำกัดหรือข้อยกเว้น
ดังนั้น Packing และ Insurance ต้องวางแผนร่วมกัน
Internal Link แนะนำ: แพ็กสินค้าไปต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย? 5 วิธีลดความเสียหายระหว่างขนส่ง
สินค้าเปียกน้ำประกันคุ้มครองหรือไม่?
ไม่สามารถตอบว่าได้ทุกกรณี
ต้องตรวจ
- Coverage Clause
- สาเหตุที่น้ำเข้าสินค้า
- Container Condition
- Packaging
- Moisture Source
ตัวอย่าง
ความเสียหายจากเหตุภายนอกกับความเสียหายจากความชื้นที่เกิดจากธรรมชาติของสินค้าเองอาจได้รับการพิจารณาต่างกัน
จึงต้องมี Survey และ Evidence เพื่อหาสาเหตุของ Damage
ความเสียหายจากความชื้นและ Container Rain เคลมได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับ Cause และ Policy
สินค้าบางประเภทมีความเสี่ยงสูงจาก
- Condensation
- Humidity
- Temperature Change
หากเกิดจากธรรมชาติของสินค้า Packaging หรือการเตรียม Cargo ที่ไม่เหมาะสม อาจมีปัญหาในการ Claim
ผู้ส่งควรป้องกันล่วงหน้าด้วย
- Moisture Control
- Desiccant
- Suitable Packaging
- Dry Pallet
- Container Inspection
ตามสินค้า
สินค้าหายบางส่วนเคลมได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับ Coverage และ Evidence
กรณี Partial Loss ควรมีหลักฐาน เช่น
- Packing List
- Package Count
- Delivery Record
- Survey
- Carrier Exception
- Photos
หากเป็น Shipment หลาย Cartons การทำ Shipping Marks และ Package Number อย่างชัดเจนช่วยพิสูจน์ว่า Package ใดหาย
Internal Link แนะนำ: Shipping Marks คืออะไร? สำคัญอย่างไรกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
General Average คืออะไร?
General Average หรือ GA เป็นหลักการสำคัญในการขนส่งทางทะเล
หากเกิดสถานการณ์ที่มีการเสียสละหรือค่าใช้จ่ายพิเศษเพื่อรักษา
- Vessel
- Cargo
- Voyage
จากอันตรายร่วมกัน เจ้าของ Cargo ที่เกี่ยวข้องสามารถถูกเรียกให้ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามหลัก General Average
ตัวอย่างเชิงแนวคิด
เกิดเหตุร้ายแรงบนเรือ และมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อรักษาเรือและสินค้าส่วนที่เหลือ
แม้ Cargo ของธุรกิจจะไม่ได้เสียหายโดยตรง เจ้าของ Cargo ก็อาจต้องเกี่ยวข้องกับ General Average Contribution
Cargo Insurance ช่วยเรื่อง General Average ได้หรือไม่?
Cargo Insurance สามารถมี Coverage สำหรับ General Average ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้ส่ง Sea Freight ควรพิจารณา Insurance แม้สินค้า
- ไม่แตกง่าย
- อยู่ใน Container
- Packing แข็งแรง
เพราะ Risk ไม่ได้มีเพียง Physical Damage ของสินค้าตัวเอง
Cargo Insurance คุ้มครอง Delay หรือไม่?
โดยทั่วไป Cargo Insurance มาตรฐานไม่ได้ออกแบบมาเพื่อชดเชย Business Loss จาก Delay ทุกประเภท
ตัวอย่าง
สินค้าไม่เสียหาย แต่ถึงช้า 10 วันจน
- พลาด Promotion
- โรงงานหยุด
- Buyer Cancel Order
ความเสียหายทางธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะ Claim จาก Cargo Insurance ได้อัตโนมัติ
ต้องดู Policy และ Coverage เฉพาะ
ดังนั้นธุรกิจที่มี Time-sensitive Cargo ยังต้องบริหาร
- Lead Time
- Route
- Buffer
- Inventory
แยกจาก Insurance
Cargo Insurance คุ้มครองกำไรที่หายไปหรือไม่?
ไม่ควรสมมติว่าคุ้มครอง
กรมธรรม์มาตรฐานมักอ้างอิง Insured Value ของ Cargo ตามเงื่อนไขที่ตกลง
Business Interruption หรือ Loss of Profit เป็นความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่ง
หากธุรกิจต้องการ Coverage เพิ่มเติมต้องตรวจผลิตภัณฑ์ประกันที่เหมาะสมโดยเฉพาะ
Packing ไม่ดีมีผลต่อการเคลมหรือไม่?
มีผลอย่างมาก
หาก Packing ไม่เหมาะสมกับสินค้าและ Journey อาจเกิดปัญหาทั้ง
- Damage
- Claim
ตัวอย่าง
เครื่องจักรหนักวางบน Pallet ที่รับน้ำหนักไม่เพียงพอ
หรือ
สินค้ากระจกไม่มี Internal Cushioning
หาก Damage เกิดจาก Insufficient Packing อาจเข้าข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขของ Policy
จึงควรถ่ายรูป
- สินค้าก่อน Pack
- ระหว่าง Packing
- หลัง Pack
เก็บไว้เป็น Evidence ด้วย
ใครควรเป็นคนทำ Cargo Insurance?
ขึ้นอยู่กับ Incoterms และ Commercial Agreement
Buyer และ Seller ควรตกลงว่า
ใครถือ Risk และใครจัด Insurance
ให้ชัด
CIF ใครเป็นคนทำประกัน?
ภายใต้ Incoterms 2020 แบบ CIF หรือ Cost, Insurance and Freight
Seller ต้องจัด Insurance ตาม Minimum Requirement ของ Rule เพื่อประโยชน์ของ Buyer
โดยหลัก CIF กำหนดระดับขั้นต่ำที่สอดคล้องกับ Institute Cargo Clauses (C) หรือความคุ้มครองที่ใกล้เคียง เว้นแต่คู่ค้าตกลงระดับอื่น
แต่ CIF ใช้สำหรับ
Sea และ Inland Waterway Transport
ไม่ใช่ Air Freight
CIP ใครเป็นคนทำประกัน?
CIP หรือ Carriage and Insurance Paid To กำหนดให้ Seller จัด Insurance เช่นกัน
ภายใต้ Incoterms 2020 ระดับ Insurance Requirement ของ CIP โดยหลักสูงกว่า CIF และอ้างอิงความคุ้มครองที่สอดคล้องกับ Institute Cargo Clauses (A) หรือความคุ้มครองที่ใกล้เคียง ตาม Rule เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น
CIP สามารถใช้กับ Transportation หลาย Mode เช่น
- Air
- Road
- Sea
- Multimodal
CIF กับ CIP ต่างกันเรื่องประกันอย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญคือ
CIF
- ใช้กับ Sea / Inland Waterway
- Minimum Insurance Requirement ต่ำกว่า CIP ตาม Incoterms 2020
CIP
- ใช้ได้กับหลาย Mode
- กำหนดระดับ Insurance ที่กว้างกว่าโดยหลัก
แต่ทั้งสอง Rule ยังต้องตรวจ
- Policy
- Insured Value
- Coverage
- Exclusion
จริง
Internal Link แนะนำ: Incoterms คืออะไร? รู้จัก EXW, FOB, CIF, DAP และ DDP ก่อนนำเข้า–ส่งออก
ซื้อสินค้าแบบ FOB แล้วทำประกันได้หรือไม่?
ได้
FOB ไม่ได้กำหนดให้ Seller เป็นผู้จัด Cargo Insurance
Buyer สามารถจัด Insurance ตั้งแต่จุดที่ Risk โอนมาให้ตนตาม Incoterms
โดยเฉพาะ Importer ที่ซื้อ FOB เป็นประจำสามารถพิจารณา
- Insurance per Shipment
- Open Cover / Annual Arrangement
ตามปริมาณการนำเข้าและเงื่อนไขของบริษัทประกัน
ซื้อแบบ EXW ควรเริ่มประกันตั้งแต่ตรงไหน?
EXW ทำให้ Buyer รับ Responsibility ตั้งแต่ต้นทางค่อนข้างเร็ว
จึงต้องตรวจว่ากรมธรรม์เริ่ม Coverage ตั้งแต่
- Supplier Warehouse
- Pickup
- Inland Transportation
หรือจุดใด
ไม่ควรซื้อ Policy ที่เริ่ม Coverage เฉพาะเมื่อ Cargo ขึ้นเรือ หาก Risk ของ Buyer เริ่มตั้งแต่ก่อนหน้านั้น
Door to Door หมายความว่ามีประกันแล้วหรือไม่?
ไม่
Door to Door เป็น Logistics Service Scope
ส่วน Cargo Insurance เป็น Insurance Contract
Shipment สามารถเป็น Door to Door แต่ไม่มี Cargo Insurance แยกได้
จึงควรถาม Provider ให้ชัดว่า Quote
- รวม Cargo Insurance
- ไม่รวม Cargo Insurance
- มีเพียง Carrier Liability
แบบใด
Warehouse to Warehouse คืออะไร?
Cargo Policy บางรูปแบบใช้แนวคิด Coverage ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางตามเงื่อนไข Transit Clause
แต่คำว่า
Warehouse to Warehouse
ไม่ได้หมายความว่า Cover จะเริ่มและจบที่ Warehouse ใดก็ได้ตามความเข้าใจของผู้เอาประกัน
ต้องดู Policy Wording ว่า
- เริ่ม Coverage เมื่อใด
- Transit สิ้นสุดเมื่อใด
- Storage ระหว่างทาง Cover หรือไม่
- Delay หรือ Diversion มีผลอย่างไร
จึงควรแจ้ง Route จริงให้ Insurer ตั้งแต่ก่อนออก Policy
Insured Value คิดจากอะไร?
ขึ้นอยู่กับ Policy และข้อตกลงกับบริษัทประกัน
ใน Commercial Cargo มักพิจารณาจากมูลค่าที่มีส่วนประกอบ เช่น
- Invoice Value
- Freight
- Insurance
- Uplift ตามเงื่อนไข
บาง Policy อาจกำหนด Insured Value ในรูป
CIF Value + Percentage เพิ่มเติม
แต่ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกับทุกบริษัทหรือทุก Shipment
ต้องตรวจ Basis of Valuation ใน Policy จริง
ทำประกันต่ำกว่ามูลค่าสินค้าได้หรือไม่?
ควรระวังเรื่อง Underinsurance
หาก Insured Value ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรประกัน อาจมีผลต่อจำนวน Claim ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
สำหรับ Shipment มูลค่าสูงควรให้บริษัทประกันหรือ Broker ช่วยกำหนด Sum Insured ให้เหมาะสม
ไม่ควรลด Insured Value เพียงเพื่อให้ Premium ถูกลง
Premium Cargo Insurance คิดจากอะไร?
เบี้ยประกันสามารถขึ้นอยู่กับ
- Insured Value
- Commodity
- Coverage
- Route
- Mode of Transport
- Packaging
- Loss History
- Vessel / Carrier ตามกรณี
- Deductible
- Special Risk
สินค้าเดียวกันแต่ Route ต่างกันจึงสามารถมี Premium ต่างกันได้
Deductible คืออะไร?
Deductible คือจำนวนเงินหรือสัดส่วนความเสียหายที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองก่อน Insurance Coverage จะทำงานตาม Policy
ตัวอย่างเชิงแนวคิด
Damage = 100,000 บาท
Deductible = 10,000 บาท
จำนวน Claim ที่พิจารณาจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขหลังหัก Deductible และข้อกำหนดอื่น
ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับกรมธรรม์
ก่อนซื้อจึงควรถามว่า
Deductible เท่าไร?
ไม่ควรดู Premium อย่างเดียว
Cargo Insurance แบบรายเที่ยวกับแบบรายปีต่างกันอย่างไร?
Single Shipment / Voyage Policy
เหมาะกับธุรกิจที่
- ส่งสินค้าไม่บ่อย
- Shipment เป็นครั้งคราว
- Route เปลี่ยนมาก
ซื้อ Coverage เป็นราย Shipment
Open Cover / Annual Arrangement
เหมาะกับธุรกิจที่มี Shipment ต่อเนื่อง
สามารถกำหนดกรอบความคุ้มครองสำหรับ Shipment ที่เข้าเงื่อนไขตลอดระยะเวลาที่กำหนด
ช่วยลดการจัด Policy ใหม่ทีละเที่ยว แต่ต้อง Declare Shipment ตามเงื่อนไขของสัญญา
สินค้าอะไรควรพิจารณาทำ Cargo Insurance?
ควรพิจารณาเป็นพิเศษหากสินค้า
- มูลค่าสูง
- แตกง่าย
- เสียหายจากความชื้นได้
- เป็น Machinery
- เป็น Electronics
- มี Packaging ซับซ้อน
- ใช้ Route ยาว
- มี Transshipment
- มี Handling หลายครั้ง
- หากเสียหายแล้วกระทบธุรกิจสูง
แต่สินค้ามูลค่าต่ำก็สามารถทำประกันได้ตาม Risk และ Policy
สินค้า Oversize ควรทำประกันหรือไม่?
ควรพิจารณาอย่างมาก เพราะ Oversize Cargo มี Handling Complexity สูง
ตัวอย่าง
- Machinery
- Industrial Equipment
- Project Cargo
อาจต้องใช้
- Crane
- Flat Rack
- Open Top
- Special Truck
- Lashing
ความเสียหายเพียงครั้งเดียวสามารถมีมูลค่าสูง
Insurer อาจขอ
- Packing Detail
- Lifting Plan
- Survey
- Route Survey
ตาม Risk
Used Machinery ทำประกันได้หรือไม่?
อาจทำได้ แต่ Coverage สามารถแตกต่างจากสินค้าใหม่
Insurer อาจต้องการ
- Machine Age
- Condition
- Invoice Value
- Survey
- Packing
- Photos
และอาจมีข้อจำกัดเรื่อง
- Rust
- Wear and Tear
- Mechanical Breakdown
- Pre-existing Damage
จึงควรแจ้งว่าเป็น Used Cargo ตั้งแต่ต้น
ประกันสินค้า Temperature-controlled ต้องดูอะไรเพิ่ม?
สินค้าควบคุมอุณหภูมิ เช่น
- Food
- Pharmaceutical
- Chemical
ต้องตรวจว่ากรมธรรม์ Cover
- Temperature Variation
- Refrigeration Breakdown
- Delay
- Power Failure
หรือไม่
Cargo Insurance ปกติไม่ควรถูกสมมติว่าครอบคลุม Temperature Excursion ทั้งหมด
หากสินค้าเสี่ยงต่ออุณหภูมิ ต้องซื้อ Coverage ที่ออกแบบรองรับ Risk นี้โดยเฉพาะ
ประกัน Dangerous Goods ได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับ
- Commodity
- Hazard Class
- Packaging
- Route
- Carrier
- Insurer
สินค้าบางประเภทสามารถทำประกันได้ แต่ต้อง Declare ว่าเป็น Dangerous Goods อย่างถูกต้อง
การไม่เปิดเผย Hazardous Nature ของสินค้าอาจกระทบ Insurance Coverage
ต้องทำประกันก่อนหรือหลังสินค้าออก?
ควรจัด Insurance ให้เรียบร้อย ก่อน Risk Period ที่ต้องการคุ้มครองเริ่มขึ้น
ไม่ควรรอจน
- สินค้าเกิด Damage
- Vessel Departed
- Cargo สูญหาย
แล้วจึงซื้อย้อนหลัง
Timing ของ Insurance มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะ EXW / FCA Shipment ที่ Buyer เริ่มรับ Risk ตั้งแต่ Origin
เอกสารประกันสินค้ามีอะไรบ้าง?
สามารถพบเอกสาร เช่น
- Insurance Policy
- Insurance Certificate
- Declaration
- Endorsement
ตามรูปแบบ Insurance Arrangement
เอกสารควรตรวจข้อมูล เช่น
- Insured
- Voyage
- Commodity
- Sum Insured
- Coverage
- Policy Number
- Date
- Origin
- Destination
ก่อน Shipment
Insurance Certificate ใช้กับ Letter of Credit ได้หรือไม่?
หาก Transaction ใช้ Letter of Credit ต้องตรวจว่า L/C กำหนดเอกสารประกันแบบใด
เช่น
- Insurance Policy
- Insurance Certificate
- Coverage
- Amount
- Currency
- Date
- Endorsement
เอกสารต้องตรงกับ L/C Requirement
แม้ Cargo ได้รับความคุ้มครองจริง แต่หาก Insurance Document ไม่ตรงกับ Credit ก็สามารถเกิด Document Discrepancy ได้
Internal Link แนะนำ: Letter of Credit (L/C) คืออะไร? วิธีชำระเงินที่ผู้นำเข้า–ส่งออกควรรู้
หากสินค้าเสียหายต้องทำอย่างไร?
เมื่อพบ Damage ควรดำเนินการโดยเร็วตาม Policy และ Procedure
แนวทางทั่วไป ได้แก่
1. อย่ารีบทิ้ง Packaging
ควรเก็บ
- Carton
- Pallet
- Wooden Crate
- Wrapping
- Damaged Product
ไว้สำหรับ Inspection ตามความเหมาะสม
2. ถ่ายรูปทันที
ถ่าย
- Package
- Damage
- Container
- Seal
- Label
- Cargo Position
ให้ครบ
3. บันทึกความผิดปกติตอนรับสินค้า
หากพบ
- กล่องบุบ
- กล่องเปียก
- Package Missing
- Seal ผิดปกติ
ควรบันทึกข้อยกเว้นใน Delivery Document ตาม Procedure
ไม่ควรเซ็นรับแบบ
Received in Good Condition
หากเห็นความเสียหายชัดเจน
4. แจ้ง Carrier / Forwarder / Insurer
ต้องแจ้งภายในเวลาตาม Policy และ Transport Contract
5. รวบรวมเอกสาร
เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- B/L หรือ AWB
- Insurance Certificate
- Claim Form
- Survey Report
- Photos
- Damage Report
- Repair Quotation
- Delivery Record
ตามที่ Insurer ขอ
ทำไมต้องแจ้ง Carrier แม้มี Cargo Insurance?
เพราะ Insurer อาจมีสิทธิไล่เบี้ย หรือ Subrogation ต่อผู้ที่รับผิดชอบหลังชำระ Claim
หากผู้รับสินค้าไม่รักษาสิทธิเรียกร้องกับ Carrier อาจกระทบ Claim
จึงควรแจ้ง Damage และสงวนสิทธิ์ตาม Procedure ที่เกี่ยวข้อง
Hidden Damage คืออะไร?
Hidden หรือ Concealed Damage คือความเสียหายที่ไม่สามารถเห็นได้จาก Packaging ภายนอกตอนรับสินค้า
ตัวอย่าง
กล่องด้านนอกปกติ
แต่เปิดออกมาแล้ว
- สินค้าแตก
- Machine Part งอ
- Electronics เสียหาย
ในกรณีนี้ควร
- หยุดการใช้งานหากจำเป็น
- ถ่ายรูป Packaging ทุกชั้น
- เก็บวัสดุ Packing
- แจ้ง Provider / Insurer ทันที
เพราะหลักฐานด้าน Packaging มีความสำคัญต่อการตรวจ Cause of Loss
เคลมสินค้าเสียหายต้องใช้ Commercial Invoice หรือไม่?
มักมีความสำคัญ เพราะช่วยแสดง
- Product
- Quantity
- Value
แต่บริษัทประกันสามารถขอเอกสารอื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน Loss Amount
เช่น
- Purchase Invoice
- Repair Cost
- Replacement Cost
- Survey Report
ขึ้นอยู่กับ Claim
Invoice Value กับ Claim Value เท่ากันเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอ
Claim Settlement ต้องเป็นไปตาม
- Sum Insured
- Basis of Valuation
- Actual Loss
- Deductible
- Salvage
- Underinsurance
- Policy Terms
ดังนั้นไม่ควรสมมติว่า
Invoice 1 ล้านบาท = เคลมได้ 1 ล้านบาทแน่นอน
Surveyor คือใคร?
Surveyor เป็นผู้ตรวจสอบความเสียหายและข้อเท็จจริงของ Claim
สามารถตรวจ
- Cargo Condition
- Packaging
- Cause
- Extent of Damage
- Salvage
- Evidence
Shipment มูลค่าสูงหรือ Damage Significant อาจต้องมี Survey ก่อนเคลื่อนย้ายหรือซ่อมสินค้า
จึงควรติดต่อ Insurer ก่อนดำเนินการที่อาจทำให้ Evidence เปลี่ยนไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cargo Insurance
- คิดว่า Freight รวม Insurance แล้ว
- คิดว่า Carrier จ่ายเต็มมูลค่าหากของเสีย
- ซื้อ Insurance หลัง Risk เริ่มแล้ว
- แจ้ง Commodity ไม่ตรง
- Declare Value ต่ำกว่าจริง
- ไม่อ่าน Exclusion
- ไม่ตรวจ Deductible
- เข้าใจว่า All Risks = คุ้มครองทุกอย่าง
- Packing ไม่เหมาะสม
- ไม่มีรูปก่อน Shipment
- ไม่มี Shipping Marks
- ทิ้ง Packaging หลังเกิด Damage
- เซ็นรับ Good Condition ทั้งที่กล่องเสียหาย
- แจ้ง Claim ช้า
- คิดว่า CIF = ICC(A) โดยอัตโนมัติ
- คิดว่า Door to Door รวม Insurance เสมอ
Checklist ก่อนซื้อ Cargo Insurance
ควรเตรียมข้อมูล
- Product Name
- Commodity
- Cargo Value
- Commercial Invoice
- Number of Packages
- Gross Weight
- Dimension
- Packing Type
- New / Used Cargo
- Origin
- Destination
- Mode of Transport
- Route
- Transshipment
- Incoterms
- Carrier
- Container Type ตามกรณี
- Dangerous Goods Status
- Temperature Requirement
- Required Coverage
และควรถาม Insurer หรือ Broker ให้ชัดว่า
- ใช้ ICC ใด
- Cover เริ่มเมื่อไร
- Cover สิ้นสุดเมื่อไร
- Deductible เท่าไร
- Exclusion มีอะไร
- Insured Value เท่าไร
- War / Strike Cover หรือไม่
- General Average Cover หรือไม่
- Claim Procedure เป็นอย่างไร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cargo Insurance (FAQ)
Cargo Insurance คืออะไร?
Cargo Insurance คือประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายของสินค้าระหว่าง Transportation ตาม Coverage และเงื่อนไขของกรมธรรม์
ส่งสินค้ากับ Freight Forwarder มีประกันให้อัตโนมัติไหม?
ไม่ควรสมมติว่ามี Freight Service และ Cargo Insurance เป็นคนละส่วน ต้องตรวจ Quote หรือ Service Agreement ว่ารวม Insurance หรือไม่
ICC(A) คุ้มครองทุกอย่างหรือไม่?
ไม่ แม้ ICC(A) ให้ Coverage กว้าง แต่ยังมี Exclusion และเงื่อนไขตาม Policy
ICC(A), ICC(B) และ ICC(C) แบบไหนคุ้มครองมากที่สุด?
โดยทั่วไป ICC(A) มี Scope กว้างที่สุด ตามด้วย ICC(B) และ ICC(C) แต่ควรอ่าน Policy Wording จริงก่อนเลือก
CIF ต้องมีประกันหรือไม่?
ภายใต้ Incoterms 2020 Seller มีหน้าที่จัด Insurance ตาม Minimum Requirement ของ CIF แต่ระดับความคุ้มครองโดยหลักไม่กว้างเท่าข้อกำหนด Insurance ของ CIP
Cargo Insurance คุ้มครองของแตกไหม?
ขึ้นอยู่กับ Cause of Damage, Coverage และ Packing หาก Damage เกิดจาก Insufficient Packing อาจมีข้อจำกัดหรือข้อยกเว้น
ของถึงช้าเคลม Cargo Insurance ได้ไหม?
Delay โดยตัวมันเองไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความคุ้มครองจาก Cargo Insurance มาตรฐาน ต้องตรวจ Policy โดยเฉพาะ
Cargo Insurance คุ้มครอง General Average ไหม?
กรมธรรม์ Cargo Insurance สามารถมี Coverage สำหรับ General Average ตามเงื่อนไขของ Policy จึงควรตรวจก่อน Shipment ทางทะเล
สินค้ามูลค่าไม่สูงต้องทำประกันไหม?
ไม่มีกฎว่าต้องทำทุก Shipment ควรเปรียบเทียบ Cargo Value, Risk, Premium และผลกระทบหากสินค้าเสียหายก่อนตัดสินใจ
ต้องทำประกันตอนไหน?
ควรจัด Insurance ก่อนช่วงเวลาที่ Risk ที่ต้องการคุ้มครองเริ่มขึ้น ไม่ควรรอให้สินค้าเกิดความเสียหายแล้วจึงจัด Policy
บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศกับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้ง
- Air Courier
- Air Cargo
- Sea Freight
- Road Freight
- Cross-border Transportation
พร้อมบริการที่เกี่ยวข้องกับ
- Packing
- Shipping Documents
- Warehousing
- Customs Clearance
- Delivery
ตาม Service Scope ของแต่ละ Shipment
สำหรับ Shipment ที่มีมูลค่าสูง แตกง่าย หรือมีความเสี่ยงระหว่างการขนส่ง ควรพิจารณา Cargo Insurance ให้เหมาะกับสินค้า Route และ Incoterms ก่อนสินค้าออกจากต้นทาง
สามารถเตรียมข้อมูล
- ชื่อสินค้าและรูปภาพ
- มูลค่าสินค้า
- จำนวน Package
- Dimension
- Gross Weight
- Packing Type
- ต้นทาง–ปลายทาง
- Freight Mode
- Incoterms
- Cargo Ready Date
- Special Requirement
เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยประเมินรูปแบบการขนส่งและประสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อน Booking
รายละเอียดความคุ้มครอง Insurance, Premium, Deductible และ Claim ต้องเป็นไปตามกรมธรรม์และเงื่อนไขของบริษัทประกันที่ใช้จริง จึงควรตรวจ Policy Wording ก่อนยืนยันทุก Shipment
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
บทความอื่น ๆ
- No Image
- No Image
- No Image