ตู้คอนเทนเนอร์มีกี่ประเภท? รู้จัก 20’, 40’, 40’HC และตู้พิเศษก่อนส่งสินค้า
20 ตุลาคม 2569
Key Takeaways
- ตู้ที่พบได้บ่อยในการขนส่งทางเรือ ได้แก่ 20’ Dry, 40’ Dry และ 40’ High Cube โดย 40’ HC มีความสูงภายในมากกว่า 40’ Standard จึงเหมาะกับสินค้าที่ใช้พื้นที่มาก
- ความจุเชิงปริมาตรของตู้ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบรรจุสินค้าได้เต็ม CBM ตาม Specification ทุกครั้ง เพราะต้องเผื่อพื้นที่ Packing, Pallet, การจัดเรียง และข้อจำกัดด้านน้ำหนัก
- Cargo ที่สูง ใหญ่ หรือไม่สามารถใส่ผ่านประตูตู้มาตรฐานได้ อาจต้องใช้ Open Top, Flat Rack หรือ Special Equipment
- สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิใช้ Reefer Container ซึ่งมีพื้นที่ภายในน้อยกว่า Dry Container เนื่องจากมีระบบทำความเย็นและโครงสร้างเฉพาะ
- ขนาด น้ำหนักตู้ และ Payload แตกต่างกันได้ตามผู้ผลิตและ Equipment ของแต่ละ Shipping Line จึงควรตรวจ Specification ของตู้จริงก่อน Loading โดยเฉพาะสินค้าที่ใกล้ Limit
ตู้คอนเทนเนอร์คืออะไร?
Container คืออุปกรณ์สำหรับบรรจุและขนส่งสินค้าที่ออกแบบให้สามารถเคลื่อนย้ายระหว่าง
- Truck
- Port
- Vessel
- Rail
- Container Yard
ได้โดยไม่ต้องขนสินค้าออกจากบรรจุภัณฑ์หลักทุกครั้งที่เปลี่ยนพาหนะ
จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการขนส่งแบบ Intermodal และ Sea Freight ทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งที่ควรรู้ไม่ใช่เพียงว่า
“สินค้าใช้ตู้ 20 ฟุตหรือ 40 ฟุต?”
แต่ควรรู้ด้วยว่า
- สินค้าหนักเท่าไร
- ใช้พื้นที่กี่ CBM
- ขนาด Package เท่าไร
- Pallet ขนาดเท่าไร
- Stackable หรือไม่
- มีสินค้า Oversize หรือไม่
- ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือไม่
- วิธี Loading เป็นอย่างไร
เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่า Container Type ใดเหมาะสมจริง
ตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐานมีขนาดอะไรบ้าง?
ตู้ Dry Container ที่พบได้บ่อยในการนำเข้า–ส่งออก ได้แก่
- 20’ Dry Container
- 40’ Dry Container
- 40’ High Cube Container
บาง Shipping Line ยังมี Equipment อื่น เช่น 45’ High Cube แต่สำหรับ Shipment ทั่วไป 3 ขนาดข้างต้นเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการพบได้บ่อยที่สุด
ขนาดที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นค่าประมาณของ Container มาตรฐาน
Container จริงอาจแตกต่างเล็กน้อยตาม
- Manufacturer
- Year
- Shipping Line
- Container Series
- Equipment Design
หาก Cargo ใกล้ขีดจำกัด Dimension หรือ Weight ต้องตรวจ Specification ของตู้จริงก่อน Loading
ตู้ 20 ฟุต หรือ 20’ Dry Container คืออะไร?
20’ Dry Container หรือ 20’ General Purpose Container เป็นตู้มาตรฐานที่นิยมใช้กับ General Cargo
ขนาดภายในโดยประมาณอยู่ที่
- ความยาวประมาณ 5.9 เมตร
- ความกว้างประมาณ 2.35 เมตร
- ความสูงประมาณ 2.39 เมตร
- ความจุเชิงปริมาตรประมาณ 33 CBM
ตัวเลขเหล่านี้เป็น Internal Dimension โดยประมาณ ไม่ใช่ขนาดภายนอกตู้
ตู้ 20 ฟุตเหมาะกับสินค้าแบบไหน?
เหมาะกับสินค้า เช่น
- Machinery Parts
- Metal Products
- Industrial Parts
- Raw Materials
- Tiles
- Hardware
- สินค้าที่มี Density สูง
- Shipment ที่มี Volume ไม่มากแต่มีน้ำหนักสูง
เหตุผลคือแม้พื้นที่ตู้จะน้อยกว่า 40’ แต่สามารถรองรับ Cargo ที่มีน้ำหนักค่อนข้างสูงได้ตาม Payload ของ Equipment
อย่างไรก็ตามต้องตรวจทั้ง
- Container Payload
- Road Weight Limit
- Port Regulation
- Axle Load
- Weight Distribution
ร่วมกัน
ไม่ควรดูเพียง Maximum Payload ที่ระบุบน Container แล้วสรุปว่าสามารถบรรทุกสินค้าน้ำหนักนั้นบนถนนได้ทุก Route
ตู้ 20 ฟุตใส่สินค้าได้ 33 CBM จริงหรือไม่?
33 CBM เป็นความจุเชิงเรขาคณิตโดยประมาณของภายในตู้
แต่ Cargo จริงมักใช้พื้นที่ได้ต่ำกว่านั้น
เพราะต้องมี
- Carton
- Pallet
- Packaging
- ช่องว่างระหว่างสินค้า
- พื้นที่สำหรับ Loading
- รูปทรงของสินค้า
ตัวอย่าง
Container Capacity = ประมาณ 33 CBM
ไม่ได้หมายความว่า Cargo จำนวน 33 CBM จะสามารถ Stuff เข้าไปได้เสมอ
หากสินค้าเป็น Pallet หรือมีรูปทรงไม่สามารถจัดเรียงเต็มพื้นที่ การใช้ Capacity จริงจะลดลง
ตู้ 40 ฟุต หรือ 40’ Dry Container คืออะไร?
40’ Dry Container มีความยาวประมาณสองเท่าของตู้ 20’
Internal Dimension โดยประมาณอยู่ที่
- ความยาวประมาณ 12.0 เมตร
- ความกว้างประมาณ 2.35 เมตร
- ความสูงประมาณ 2.39 เมตร
- ความจุเชิงปริมาตรประมาณ 67 CBM
จึงเหมาะกับสินค้าที่มี Volume สูงขึ้น
ตู้ 40 ฟุตเหมาะกับสินค้าแบบไหน?
ตัวอย่าง เช่น
- Furniture
- Consumer Goods
- Home Decoration
- Textile
- Finished Products
- Packaging
- Plastic Products
- สินค้าจำนวนมากที่น้ำหนักต่อ CBM ไม่สูงมาก
ตู้ 40’ เหมาะเมื่อ Shipment ต้องการพื้นที่มากกว่าตู้ 20’
แต่ไม่ได้หมายความว่ารับน้ำหนักสินค้าได้เป็นสองเท่าของตู้ 20’
แม้ Volume เพิ่มเกือบสองเท่า แต่ Maximum Gross Weight ของ Container ไม่ได้เพิ่มเป็นสองเท่าตามพื้นที่
ดังนั้นสินค้าที่มี Density สูงมากอาจถึง Weight Limit ก่อนใช้พื้นที่เต็ม
ตู้ 40 ฟุต High Cube หรือ 40’ HC คืออะไร?
40’ High Cube หรือที่พบการเขียนว่า
- 40’ HC
- 40’ HQ
เป็น Container ที่มีความยาวใกล้เคียงกับ 40’ Standard แต่มีความสูงมากกว่า
Internal Dimension โดยประมาณอยู่ที่
- ความยาวประมาณ 12.0 เมตร
- ความกว้างประมาณ 2.35 เมตร
- ความสูงประมาณ 2.69 เมตร
- ความจุเชิงปริมาตรประมาณ 76 CBM
จุดต่างหลักจึงอยู่ที่ ความสูง
40’ HC ต่างจาก 40’ Standard เท่าไร?
40’ Standard มีความสูงภายนอกโดยทั่วไปประมาณ 8’6”
40’ High Cube สูงประมาณ 9’6”
ต่างกันประมาณ
1 ฟุต หรือราว 30 เซนติเมตร
พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นช่วยให้ High Cube รองรับสินค้าที่มี Volume สูงได้มากขึ้น
40’ HC เหมาะกับสินค้าแบบไหน?
เหมาะกับสินค้าที่
- Volume สูง
- Density ต่ำ
- Carton จำนวนมาก
- Furniture
- Plastic Products
- Consumer Goods
- Textile
- Foam
- สินค้าที่ต้องการความสูงเพิ่ม
หากสินค้าใหญ่แต่ไม่หนักมาก 40’ HC สามารถใช้พื้นที่ได้คุ้มกว่า 40’ Standard
40’ Standard กับ 40’ HC ควรเลือกแบบไหนดี?
ให้ดูทั้ง
- Cargo Height
- Total CBM
- Weight
- Pallet
- Freight Rate
- Equipment Availability
หาก Cargo ใช้พื้นที่ประมาณ 55–60 CBM และไม่สูงมาก 40’ Standard อาจเพียงพอ
แต่หาก Cargo มี Volume สูงขึ้นหรือ Carton สูง 40’ HC สามารถให้พื้นที่เพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตามไม่ควรเลือกจาก CBM เพียงอย่างเดียว
ต้องลองทำ
Loading Plan
เพื่อดูว่าสินค้าแต่ละ Package สามารถจัดเรียงจริงอย่างไร
CBM กับ Container Capacity ต่างกันอย่างไร?
CBM คือปริมาตรของ Cargo
สูตรเมื่อ Dimension เป็นเมตรคือ
กว้าง × ยาว × สูง = CBM
ตัวอย่าง
Carton ขนาด
0.5 × 0.4 × 0.3 เมตร
เท่ากับ
0.06 CBM
หากมี 500 Cartons
Total Volume =
30 CBM
แต่การที่สินค้า Total 30 CBM ไม่ได้หมายความว่าจะใช้พื้นที่ตู้เพียง 30 CBM แบบไม่มี Loss
เพราะการจัดวางจริงขึ้นอยู่กับ Dimension ของ Carton และ Container
ทำไม Cargo 30 CBM อาจใส่ตู้ 20’ ไม่ได้?
แม้ตู้ 20’ จะมี Internal Capacity ประมาณ 33 CBM แต่พื้นที่นั้นเป็นปริมาตรเชิงเรขาคณิต
สมมติ Carton มีรูปทรงที่
- วางซ้อนได้ไม่เต็ม
- มี Pallet
- มีสินค้ายื่น
- มี Void Space
- Non-stackable
Cargo 30 CBM อาจไม่สามารถ Stuff เข้า Container ได้ทั้งหมด
จึงควรแยกคำว่า
Theoretical Capacity
ออกจาก
Usable Cargo Capacity
Pallet มีผลต่อจำนวนสินค้าที่ใส่ Container หรือไม่?
มีผลมาก
เมื่อสินค้าอยู่บน Pallet จะมีพื้นที่ที่เสียไปจาก
- ตัว Pallet
- ช่องว่างระหว่าง Pallet
- Container Wall
- Loading Clearance
จำนวน Pallet ที่บรรจุได้ยังขึ้นกับ Pallet Standard เช่น
- Euro Pallet
- Standard Pallet
- Pallet ขนาดเฉพาะของสินค้า
ก่อน Booking FCL จึงควรแจ้ง
- Pallet Dimension
- Pallet Height
- Gross Weight per Pallet
- Stackable / Non-stackable
ไม่ควรแจ้งเพียง Total CBM
Container Payload คืออะไร?
Payload คือ Maximum Cargo Weight ที่ Container ถูกออกแบบให้รองรับตาม Specification
แนวคิดพื้นฐานคือ
Maximum Gross Weight - Tare Weight = Maximum Payload
ตัวอย่างเชิงแนวคิด
Maximum Gross Weight = 30,480 kg
Tare Weight = 2,300 kg
Maximum Payload = ประมาณ
28,180 kg
แต่ตัวเลขจริงของ Container แต่ละใบสามารถแตกต่างกันได้
ควรตรวจจาก
- Container Door
- CSC Plate
- Equipment Specification
ก่อน Loading
Tare Weight คืออะไร?
Tare Weight คือน้ำหนักของ Container เปล่า
ตัวอย่าง
ตู้ 20’ Dry อาจมี Tare Weight ประมาณ 2.2–2.4 ตัน
ตู้ 40’ หรือ Special Equipment สามารถหนักกว่านั้น
หากต้องคำนวณ Gross Mass ของ Container ต้องรวม
Tare Weight + Cargo + Packing / Securing Material
Maximum Gross Weight คืออะไร?
Maximum Gross Weight คือ Maximum Weight ของ
Container + Cargo
ตามข้อกำหนดของ Equipment
แต่ยังต้องแยกออกจากข้อจำกัดของ
- รถบรรทุก
- ถนน
- ท่าเรือ
- ประเทศ
- Route
ดังนั้นแม้ Container จะรองรับ Payload สูง ตัว Truck ที่นำตู้ไปส่งอาจไม่สามารถบรรทุกได้ถึงค่านั้นตามกฎหมายท้องถิ่น
VGM คืออะไร?
VGM ย่อมาจาก
Verified Gross Mass
สำหรับ Packed Container ที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด SOLAS ต้องมีการยืนยันน้ำหนักรวมของตู้ก่อน Load ขึ้น Vessel ตามกฎที่เกี่ยวข้อง
VGM รวม
- Cargo
- Packaging
- Securing Material
- Container Tare Weight
ผู้ส่งสินค้าจึงควรมีข้อมูลน้ำหนักจริงที่ถูกต้อง
ไม่ควรประมาณ Container Weight แบบคร่าว ๆ แล้วใช้เป็น Final VGM
นอกจาก Dry Container มีตู้ประเภทอะไรอีก?
สินค้าไม่ได้มีเพียง General Cargo
จึงมี Special Container สำหรับลักษณะ Cargo ที่แตกต่างกัน เช่น
- Reefer Container
- Open Top Container
- Flat Rack Container
- Platform Container
- Tank Container
- Ventilated Container
- Special Equipment อื่น
การเลือกต้องดู Cargo Requirement เป็นหลัก
Reefer Container คืออะไร?
Reefer Container หรือ Refrigerated Container เป็นตู้สำหรับสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ
ตัวอย่างสินค้า เช่น
- Frozen Food
- Chilled Food
- Fruit
- Meat
- Seafood
- Pharmaceutical บางประเภท
- Temperature-sensitive Cargo
ตู้ Reefer มีระบบทำความเย็นและ Air Circulation ภายใน
จึงมีพื้นที่ใช้สอยและน้ำหนักตู้แตกต่างจาก Dry Container
Reefer มีขนาดอะไรบ้าง?
ที่พบได้บ่อย ได้แก่
- 20’ Reefer
- 40’ High Cube Reefer
Dimension และ Capacity แตกต่างตาม Shipping Line และ Equipment
ไม่ควรใช้ Dimension ของ Dry Container ไปวาง Loading Plan สำหรับ Reefer
เพราะภายในมี
- Refrigeration Machinery
- T-floor
- Airflow Requirement
ซึ่งทำให้ Usable Space แตกต่าง
ใส่สินค้าจนเต็มผนัง Reefer ได้หรือไม่?
ไม่ควร
Reefer ต้องมี Air Circulation ตามหลักการใช้งานของ Equipment
การ Stuff สินค้าต้องคำนึงถึง
- Load Line
- Airflow
- Temperature Setting
- Ventilation
- Product Requirement
การใช้พื้นที่เต็มทุกช่องอาจทำให้การควบคุมอุณหภูมิไม่มีประสิทธิภาพ
Open Top Container คืออะไร?
Open Top Container มีโครงสร้างคล้าย Dry Container แต่หลังคาสามารถเปิดได้
เหมาะสำหรับ Cargo ที่
- สูงเกินประตู Container
- ต้อง Load จากด้านบน
- ใช้ Crane Loading
- มี Dimension ที่ไม่เหมาะกับประตูตู้ปกติ
ตัวอย่าง เช่น
- Machinery
- Industrial Equipment
- Heavy Parts
- Project Cargo
หลัง Loading สามารถใช้ Cover ตามรูปแบบ Equipment เพื่อป้องกัน Cargo
Open Top เหมาะกับสินค้าสูงเกินตู้หรือไม่?
เหมาะในหลายกรณี
หาก Cargo สูงเกิน Container Height อาจเป็น Over-height Cargo
แต่ต้องตรวจ
- Cargo Height
- Lashing
- Port Handling
- Vessel Stowage
- Route
- Special Surcharge
ก่อน Booking
เพราะ Over-height Cargo ไม่สามารถวาง Container อื่นซ้อนด้านบนได้เหมือน General Container
จึงมีผลต่อ Space และ Freight Cost
Flat Rack Container คืออะไร?
Flat Rack เป็น Equipment ที่มีพื้นและ End Wall แต่ไม่มี Side Wall แบบตู้ Dry ทั่วไป
เหมาะกับสินค้า
- Oversize
- Heavy Machinery
- Construction Equipment
- Vehicles บางประเภท
- Industrial Equipment
- Project Cargo
Cargo สามารถยื่นออกด้าน
- Width
- Height
ตามรูปแบบ Shipment และการอนุมัติของ Carrier
Flat Rack มีขนาดอะไรบ้าง?
พบได้ เช่น
- 20’ Flat Rack
- 40’ Flat Rack
- 40’ High Cube Flat Rack บาง Equipment
Dimension และ Payload แตกต่างกันมากตาม Equipment
ก่อน Quote ควรมี Cargo Dimension และ Weight ที่แม่นยำ
Flat Rack แบบ Collapsible คืออะไร?
Flat Rack บางประเภทสามารถพับ End Wall ลงได้
เรียกว่า
Collapsible Flat Rack
ช่วยให้ Equipment เปล่าสามารถบริหารพื้นที่ได้สะดวกขึ้น
แต่สำหรับ Shipper สิ่งสำคัญคือยังต้องตรวจ
- Cargo Footprint
- Center of Gravity
- Lashing Point
- Weight Distribution
- Over-width
- Over-height
ก่อน Loading
Platform Container คืออะไร?
Platform Container มีลักษณะเป็นพื้น Platform โดยไม่มี Side Wall และ End Wall ในรูปแบบเดียวกับ Container ปกติ
เหมาะกับ
- Heavy Cargo
- Oversize Cargo
- Project Cargo
ที่ไม่สามารถบรรจุใน Dry Container หรือ Flat Rack บางรูปแบบได้
การใช้ Platform ต้องมี Engineering และ Cargo Securing ที่เหมาะสม
ไม่ควรใช้เพียงเพราะสินค้า “ใหญ่”
โดยไม่ประเมิน Lifting และ Lashing Plan
Tank Container คืออะไร?
Tank Container เป็น Tank ที่ติดตั้งอยู่ภายในโครงมาตรฐาน Container
ใช้กับสินค้า Bulk Liquid หรือ Gas บางประเภท เช่น
- Chemical
- Food-grade Liquid
- Liquid Raw Material
ตาม Specification ของ Tank
สินค้าแต่ละประเภทต้องตรวจ
- Compatibility
- Dangerous Goods Classification
- Cleaning Requirement
- Tank Specification
- Permit
จึงเป็น Specialized Equipment มากกว่าการใช้แทน Drum ใน Container ธรรมดาโดยอัตโนมัติ
Dry Container ใช้กับสินค้าประเภทไหน?
Dry Container หรือ General Purpose Container เหมาะกับ General Cargo ที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือใช้ Equipment พิเศษ
เช่น
- Carton
- Bag
- Pallet
- Furniture
- Electronics ตามเงื่อนไข
- Machinery Parts
- Consumer Goods
- Textile
- Finished Products
แต่คำว่า Dry Container ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะไม่สัมผัสความชื้นเลย
ระหว่าง Sea Transport สามารถเกิด
- Humidity
- Condensation
- Container Rain
ได้
สินค้าที่ไวต่อความชื้นจึงยังต้องมี Packaging และ Moisture Protection ที่เหมาะสม
Container Rain คืออะไร?
ระหว่างเดินเรือ อุณหภูมิภายใน Container สามารถเปลี่ยนตามสภาพอากาศ
ความชื้นที่อยู่ใน
- Air
- Cargo
- Wooden Pallet
- Packaging
สามารถ Condense บริเวณผนังหรือหลังคาตู้ แล้วหยดลงบนสินค้า
จึงเรียกกันว่า
Container Rain
สินค้า เช่น
- Metal
- Paper
- Textile
- Food Ingredient
- Electronics
ควรวางแผน Moisture Control ตามความเหมาะสม
ใช้ลังไม้หรือ Pallet ไม้ใน Container ต้องตรวจอะไร?
Wood Packaging ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของ ISPM 15 อาจต้องผ่าน Treatment และมี Mark ตามข้อกำหนดสำหรับ International Trade
ตัวอย่าง
- Wooden Pallet
- Wooden Crate
- Dunnage
ก่อนส่งควรตรวจ
- ประเภทไม้
- ISPM 15 Requirement
- IPPC Mark
- ประเทศปลายทาง
ไม่ควรตีลังไม้เสร็จแล้วค่อยตรวจ Requirement หลังจากนั้น
Container Door Opening สำคัญอย่างไร?
หลายคนดูเพียง Internal Dimension ของ Container แต่ลืมดู Door Opening
ตัวอย่าง
ภายใน Container อาจมีความสูงเพียงพอสำหรับ Cargo
แต่ถ้า Cargo สูงหรือกว้างกว่าช่องประตู ก็ไม่สามารถ Load ผ่านประตูเข้าไปได้
ก่อนวาง Shipment ใหญ่จึงควรตรวจทั้ง
- Internal Length
- Internal Width
- Internal Height
- Door Width
- Door Height
โดยเฉพาะ Machinery และ Wooden Crate
สินค้าพอดีประตูแบบเหลือไม่กี่เซนติเมตร ควรโหลดไหม?
ไม่ควรออกแบบให้ Dimension พอดีกับ Maximum Door Opening เกินไป
ควรเผื่อ
- Forklift Movement
- Packing Tolerance
- Container Variation
- Floor Condition
- Loading Angle
- Crate Dimension Variation
เพราะ Container แต่ละใบสามารถมี Dimension แตกต่างเล็กน้อย
หาก Clearance น้อยมาก ควรตรวจ Equipment จริงหรือพิจารณา Special Container
Heavy Cargo ควรใช้ตู้ 20’ หรือ 40’?
Cargo ที่มี Density สูงมักพิจารณาตู้ 20’ เพราะใช้พื้นที่ไม่มากแต่มีน้ำหนักสูง
ตัวอย่าง
- Metal
- Stone
- Machinery
- Industrial Raw Material
แต่ไม่สามารถสรุปว่า Heavy Cargo ต้องใช้ 20’ เสมอ
ต้องดู
- Total Weight
- Weight Distribution
- Cargo Length
- Loading Method
- Road Limit
ร่วมกัน
Cargo ยาวเกิน 20’ อาจต้องใช้ 40’ แม้จะหนักมาก
สินค้าเบาแต่ Volume สูงควรใช้ 40’ HC หรือไม่?
มักเป็น Option ที่ควรนำมาเปรียบเทียบ
ตัวอย่างสินค้า
- Furniture
- Foam
- Plastic Products
- Garment
- Consumer Goods
- Packaging
เพราะสินค้าเหล่านี้มักเต็มพื้นที่ก่อนถึง Weight Limit
High Cube จึงช่วยเพิ่ม Cubic Capacity ได้
LCL กับ FCL เกี่ยวข้องกับ Container อย่างไร?
LCL
Shipment ของหลาย Shipper ถูก Consolidate อยู่ใน Container เดียวกัน
ผู้ส่งจ่ายตาม
- Volume
- Weight / Measurement
- Tariff
ตาม Service
FCL
Container ใช้สำหรับ Shipment ของ Shipper รายเดียวเป็นหลัก
สามารถเลือก Equipment เช่น
- 20’ Dry
- 40’ Dry
- 40’ HC
- Reefer
- Special Container
ตามสินค้า
Internal Link แนะนำ: Sea Freight LCL คืออะไร? ขนส่งทางเรือแบบไม่เต็มตู้ เหมาะกับสินค้าแบบไหน
สินค้ากี่ CBM ควรเปลี่ยนจาก LCL เป็น FCL?
ไม่มีตัวเลขตายตัว
เพราะ Break-even ขึ้นอยู่กับ
- Route
- Freight Rate
- Origin Charge
- Destination Charge
- Weight
- Commodity
- Container Rate
เมื่อ Volume เพิ่มขึ้น ควรเริ่ม Quote ทั้ง
LCL และ FCL
เพื่อดู Total Cost จริง
แม้ Cargo ยังไม่เต็มตู้ การใช้ FCL ก็อาจคุ้มกว่า LCL ได้
เลือก 20’ หรือ 40’ จากราคาตู้ได้เลยไหม?
ไม่ควร
สมมติ Freight ของ 40’ สูงกว่า 20’ ไม่มาก
ไม่ได้หมายความว่าควรเลือก 40’ เสมอ
หากสินค้า Heavy Cargo การใช้ 40’ อาจไม่ช่วยเพิ่ม Weight Capacity ตามที่ต้องการ
ในทางกลับกัน Cargo Volume สูงแต่เบา 40’ หรือ 40’ HC สามารถลด Cost per Unit ได้
จึงต้องเปรียบเทียบ
Cost + Volume + Weight + Loading
พร้อมกัน
Container Loading Plan คืออะไร?
Loading Plan คือการวางแผนตำแหน่งสินค้าใน Container ก่อน Stuffing
ช่วยตรวจ
- ใช้พื้นที่ได้กี่ %
- Pallet ใส่ได้กี่ตัว
- Cargo สูงเกินหรือไม่
- น้ำหนักกระจายเหมาะสมหรือไม่
- Load / Unload ได้อย่างไร
- ต้องใช้ Forklift หรือ Crane หรือไม่
- Cargo ต้อง Lashing จุดไหน
สำหรับ Shipment ใหญ่หรือ Machinery การทำ Loading Plan ล่วงหน้าช่วยลดปัญหาหน้างานได้มาก
Weight Distribution สำคัญอย่างไร?
ไม่ควรนำ Heavy Cargo ไปรวมอยู่ด้านหนึ่งของ Container โดยไม่มีการวางแผน
น้ำหนักควรถูกกระจายให้เหมาะสมบน Container Floor และสัมพันธ์กับ
- Center of Gravity
- Axle Load
- Lashing
- Handling
การกระจายน้ำหนักไม่เหมาะสมสามารถเพิ่มความเสี่ยงระหว่าง
- Trucking
- Lifting
- Vessel Transport
โดยเฉพาะ Machinery และ Metal Cargo
Cargo Securing และ Lashing คืออะไร?
Lashing คือการยึด Cargo ไม่ให้เคลื่อนที่ระหว่าง Transportation
สามารถใช้
- Strap
- Chain
- Wire
- Blocking
- Bracing
- Dunnage
ตามลักษณะสินค้า
แม้ Cargo จะใส่ Container ได้ ไม่ได้หมายความว่าสามารถปล่อยวางโดยไม่ยึดได้
ระหว่างเรือเดินทาง Container สามารถรับแรงจาก
- Pitch
- Roll
- Vibration
- Acceleration
Cargo จึงต้อง Securing ให้เหมาะสม
ตู้คอนเทนเนอร์เก็บสินค้าได้มากแค่ไหน?
ไม่ควรตอบจาก CBM อย่างเดียว
ต้องพิจารณาอย่างน้อย
- Container Internal Dimension
- Door Opening
- Maximum Gross
- Tare Weight
- Payload
- Cargo CBM
- Cargo Weight
- Pallet
- Stackability
- Packaging
- Loading Method
ตัวอย่าง
Cargo A = 60 CBM แต่หนัก 8 Tons
อาจเหมาะกับ 40’ หรือ 40’ HC
Cargo B = 25 CBM แต่หนัก 25 Tons
แม้ Volume น้อยกว่า แต่ Weight อาจเป็นข้อจำกัดหลัก
ขนาด Container จากแต่ละ Shipping Line เท่ากันหรือไม่?
ใกล้เคียงกันตามมาตรฐาน Equipment แต่ไม่ได้หมายความว่า Dimension และ Weight Specification จะเหมือนกันทุกใบ
ความแตกต่างสามารถเกิดจาก
- Manufacturer
- Container Series
- Equipment Type
- Shipping Line
ดังนั้นตัวเลขในบทความควรใช้เพื่อ วางแผนเบื้องต้น
หากสินค้าใกล้ Limit ต้องตรวจ Container Specification ของ Carrier ที่ Booking จริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือก Container
- ดูเฉพาะ CBM แต่ไม่ดู Weight
- คิดว่า 40’ รับน้ำหนักได้สองเท่าของ 20’
- ใช้ Internal Dimension แต่ไม่ดู Door Opening
- แจ้งขนาดสินค้าก่อน Packing
- ลืมรวม Pallet และ Wooden Crate
- คิดว่า Container Capacity เท่ากับ Usable Cargo Capacity
- ไม่ตรวจ Stackable / Non-stackable
- ไม่ทำ Loading Plan
- ไม่ตรวจ Weight Distribution
- ใช้ Dry Container กับสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ
- ใช้ตู้มาตรฐานกับ Oversize Cargo โดยไม่ตรวจ Dimension
- ไม่ตรวจ Payload ของ Equipment จริง
- ไม่ตรวจ Road Weight Limit
- ไม่ตรวจ ISPM 15 สำหรับ Wood Packaging
- ไม่เผื่อ Loading Clearance
Checklist ก่อนเลือกตู้คอนเทนเนอร์
ก่อน Booking ควรเตรียม
- Product Name
- จำนวน Package
- Dimension หลัง Packing
- Gross Weight
- Total CBM
- Pallet Dimension
- Wooden Crate Dimension
- Stackable / Non-stackable
- Temperature Requirement
- Dangerous Goods Status
- Over-width / Over-height
- Loading Method
- Unloading Method
- Pickup Location
- Destination
- Equipment Requirement
จากนั้นจึงเปรียบเทียบว่าเหมาะกับ
- 20’ Dry
- 40’ Dry
- 40’ HC
- Reefer
- Open Top
- Flat Rack
- Special Equipment
แบบใด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์ (FAQ)
ตู้ 20 ฟุตจุได้กี่ CBM?
Internal Capacity โดยประมาณอยู่ที่ประมาณ 33 CBM แต่ Cargo จริงอาจใส่ได้น้อยกว่านั้นจาก Packaging, Pallet และรูปแบบการจัดเรียง
ตู้ 40 ฟุตจุได้กี่ CBM?
40’ Standard มี Internal Capacity โดยประมาณราว 67 CBM แต่ Usable Capacity จริงขึ้นอยู่กับสินค้าและ Loading Pattern
40’ High Cube จุได้กี่ CBM?
40’ HC มี Internal Capacity โดยประมาณราว 76 CBM และมีความสูงภายในมากกว่า 40’ Standard
40’ กับ 40’ HC ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักคือความสูง 40’ HC สูงกว่า Standard ประมาณ 1 ฟุต จึงมี Cubic Capacity มากกว่า
สินค้าหนักควรใช้ตู้ 20 ฟุตหรือ 40 ฟุต?
ขึ้นอยู่กับ Dimension และ Weight Distribution แต่ Heavy Cargo ที่มี Volume ไม่มากมักนำตู้ 20’ มาเปรียบเทียบ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้
Cargo 30 CBM ใส่ตู้ 20’ ได้ไหม?
ไม่สามารถตัดสินจาก CBM อย่างเดียว แม้ตู้มีความจุเชิงปริมาตรราว 33 CBM แต่ต้องดู Package Dimension, Pallet และ Loading Pattern ด้วย
Reefer กับ Dry Container ขนาดภายในเท่ากันหรือไม่?
ไม่เท่ากัน ระบบทำความเย็นและโครงสร้างภายในทำให้ Reefer มี Usable Space แตกต่างจาก Dry Container
สินค้าสูงเกินตู้มาตรฐานควรใช้อะไร?
อาจพิจารณา Open Top หรือ Flat Rack ขึ้นอยู่กับ Height, Width, Weight และวิธี Loading
ขนาดตู้ทุก Shipping Line เหมือนกันไหม?
ใกล้เคียงกันตามมาตรฐาน แต่ Specification สามารถแตกต่างเล็กน้อยตาม Manufacturer และ Equipment จึงควรตรวจตู้จริงหาก Cargo ใกล้ Limit
บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์กับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทาง Sea Freight พร้อมรูปแบบ
- LCL
- FCL
และสามารถประสาน Transportation สำหรับสินค้า General Cargo รวมถึง Shipment ที่ต้องตรวจ Equipment ตามลักษณะสินค้า
ก่อนขอราคา Container สามารถเตรียมข้อมูล
- ชื่อสินค้าและรูปภาพ
- จำนวน Package
- Dimension หลัง Packing
- Gross Weight
- Total CBM
- Pallet / Wooden Crate
- Stackable / Non-stackable
- Origin
- Destination
- Cargo Ready Date
- Temperature Requirement
- Oversize Dimension ตามกรณี
เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยประเมินว่าควรใช้ 20’, 40’, 40’ HC หรือ Equipment รูปแบบอื่นตาม Shipment
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
บทความอื่น ๆ
- No Image
- No Image
- No Image