blog image

    ราคาศุลกากร (CIF) คืออะไร? พร้อม 4 ขั้นตอนคำนวณภาษีนำเข้าสินค้า

    19 ตุลาคม 2569

    Key Takeaways

    • ราคาศุลกากรเป็นฐานสำคัญที่ใช้ในการคำนวณอากรขาเข้าสำหรับสินค้านำเข้า
    • ในการประเมินต้นทุนเบื้องต้น มักพบแนวคิด CIF ซึ่งประกอบด้วย Cost + Insurance + Freight
    • อัตราอากรไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจ HS Code และสิทธิพิเศษทางภาษีด้วย
    • หลังคำนวณอากรขาเข้าแล้ว อาจยังมี VAT ภาษีสรรพสามิต หรือภาษีอื่นตามประเภทสินค้า
    • ราคาที่อยู่บน Commercial Invoice ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Customs Value สุดท้ายในทุกกรณี

    เวลานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการมักเริ่มคำนวณต้นทุนจากราคาที่ Supplier เสนอมา แต่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อสินค้าถึงประเทศไทย

    นอกจาก Freight, Insurance, Handling และค่าใช้จ่ายด้าน Logistics แล้ว ยังมี อากรขาเข้าและภาษี ที่ต้องนำมารวมในการคำนวณ Landed Cost ด้วย

    หนึ่งในคำที่มักพบในขั้นตอนนี้คือ ราคาศุลกากร หรือ Customs Value ซึ่งหลายคนคุ้นเคยในรูปของราคา CIF

    การเข้าใจวิธีคำนวณตั้งแต่ก่อนสั่งสินค้า ช่วยให้ธุรกิจประเมินต้นทุนจริงได้แม่นยำขึ้น และลดปัญหาซื้อสินค้าเข้ามาแล้วพบว่าต้นทุนหลังผ่านศุลกากรสูงกว่าที่วางแผนไว้

    ราคาศุลกากร คืออะไร?

    ราคาศุลกากร หรือ Customs Value คือมูลค่าที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณอากรของสินค้านำเข้า โดยต้องกำหนดตามหลักเกณฑ์การประเมินราคาศุลกากร

    สำหรับการนำเข้าสินค้า ไม่ควรเข้าใจว่าราคาที่ Supplier ระบุใน Invoice จะถูกนำมาใช้งานโดยตรงทุกกรณี เพราะอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบหรือรายการปรับมูลค่าอื่นตามกฎการประเมินราคาศุลกากร

    ข้อมูลที่เกี่ยวข้องสามารถรวมถึง

    • ราคาสินค้า
    • Freight
    • Insurance
    • Incoterms
    • Currency
    • Commission บางประเภท
    • Packing Cost
    • Royalty หรือ License Fee ในบางกรณี
    • ค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องนำมาปรับตามหลักเกณฑ์

    ดังนั้น Customs Value จึงควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงของ Transaction ไม่ใช่กำหนดตัวเลขขึ้นมาเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง

    CIF คืออะไร?

    CIF ย่อมาจาก

    • C – Cost = ราคาสินค้า
    • I – Insurance = ค่าประกันภัย
    • F – Freight = ค่าขนส่ง

    ในรูปแบบง่ายสามารถเขียนได้ว่า

    CIF = Cost + Insurance + Freight

    ตัวอย่าง

    ราคาสินค้า = 100,000 บาท
    Insurance = 2,000 บาท
    Freight = 10,000 บาท

    ดังนั้น

    CIF = 100,000 + 2,000 + 10,000

    CIF = 112,000 บาท

    ตัวเลขนี้สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจฐานภาษีนำเข้าได้ แต่ในการทำ Customs Declaration จริงยังต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ Customs Valuation และข้อมูลของ Transaction นั้นด้วย

    CIF ใน Incoterms กับ CIF สำหรับราคาศุลกากรเหมือนกันหรือไม่?

    เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด

    CIF ใน Incoterms

    CIF หรือ Cost, Insurance and Freight เป็น Incoterm ที่ใช้กำหนดหน้าที่ ต้นทุน และความเสี่ยงระหว่าง Seller กับ Buyer สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศ

    CIF ในบริบท Customs Value

    เป็นแนวคิดด้านมูลค่าที่รวม Cost, Insurance และ Freight เพื่อใช้ประกอบการประเมินมูลค่าสินค้านำเข้า

    ดังนั้น Invoice ที่ซื้อขายด้วย Incoterm CIF อาจมี Cost, Insurance และ Freight รวมอยู่แล้ว แต่หากซื้อขายด้วย EXW, FOB หรือ Incoterm อื่น อาจต้องนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาเพิ่มเติมในการหาฐาน Customs Value

    Internal Link แนะนำ: Incoterms คืออะไร? รู้จักเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศก่อนนำเข้า–ส่งออก

    ทำไมต้องรู้ราคาศุลกากรก่อนนำเข้าสินค้า?

    เพราะ Customs Value มีผลต่อ Import Duty และต้นทุนรวมของสินค้า

    ตัวอย่างเช่น Supplier เสนอสินค้าในราคา 100,000 บาท

    หากผู้ประกอบการคิดเพียง

    ราคาสินค้า + Freight

    แต่ไม่ได้เผื่อ

    • Import Duty
    • VAT
    • Customs Clearance
    • Destination Handling
    • Delivery
    • Permit
    • Warehouse

    เมื่อนำสินค้าเข้าจริง ต้นทุนต่อ Unit อาจสูงกว่าที่ใช้ตั้งราคาขายไว้

    จึงควรประเมิน Landed Cost ก่อนออก Purchase Order โดยเฉพาะ Commercial Shipment

    4 ขั้นตอนคำนวณภาษีนำเข้าสินค้า

    การคำนวณแบบเบื้องต้นสามารถแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน

    ขั้นตอนที่ 1 คำนวณ Customs Value หรือ CIF

    เริ่มจากหามูลค่าที่ใช้เป็นฐานภาษี

    ตัวอย่าง

    • Cost = 100,000 บาท
    • Insurance = 2,000 บาท
    • Freight = 10,000 บาท

    ดังนั้น

    CIF = 112,000 บาท

    ใน Shipment จริง หาก Invoice เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ต้องแปลงค่าเงินตามหลักเกณฑ์และอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้สำหรับการดำเนินพิธีการศุลกากร

    ไม่ควรเลือก Exchange Rate จากธนาคารหรือ Google มาใช้แทนโดยอัตโนมัติในการทำใบขนสินค้า

    ขั้นตอนที่ 2 ตรวจ HS Code และอัตราอากรขาเข้า

    เมื่อทราบ Customs Value แล้ว ต้องตรวจว่าเป็นสินค้า HS Code อะไร

    เพราะ HS Code เป็นตัวกำหนดข้อมูลสำคัญ เช่น

    • Import Duty Rate
    • Permit
    • มาตรการนำเข้า
    • FTA
    • ภาษีหรือข้อกำหนดเฉพาะสินค้า

    สมมติสินค้าในตัวอย่างมีอัตราอากรขาเข้า 10%

    คำนวณได้ว่า

    Import Duty = CIF × Duty Rate

    112,000 × 10% = 11,200 บาท

    ดังนั้นอากรขาเข้าเท่ากับ

    11,200 บาท

    อัตรา 10% ในตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตราของสินค้าทุกประเภท

    Internal Link แนะนำ: HS CODE สำคัญอย่างไร

    ขั้นตอนที่ 3 ตรวจภาษีหรืออากรอื่นของสินค้า

    สินค้าบางประเภทอาจไม่ได้มีเพียงอากรขาเข้าและ VAT

    อาจมีภาษีหรือค่าใช้จ่ายด้านภาษีอื่นตามกฎหมาย เช่น

    • Excise Tax
    • ภาษีเพื่อมหาดไทยตามกรณี
    • Anti-Dumping Duty
    • Safeguard Measure
    • มาตรการทางการค้าอื่น

    ตัวอย่างสินค้าที่มีระบบภาษีเฉพาะจึงไม่ควรใช้สูตร CIF + Import Duty + VAT แบบทั่วไปแล้วสรุปว่าเป็นภาษีทั้งหมดทันที

    ก่อนนำเข้าควรตรวจ Classification และมาตรการของ HS Code นั้นให้ครบ

    ขั้นตอนที่ 4 คำนวณ VAT

    หลังคำนวณ Import Duty และภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงคำนวณ VAT จากฐานที่กฎหมายกำหนด

    สำหรับตัวอย่างแบบง่ายที่

    • CIF = 112,000 บาท
    • Import Duty = 11,200 บาท
    • ไม่มี Excise Tax หรือภาษีอื่น

    ฐาน VAT จะเป็น

    112,000 + 11,200 = 123,200 บาท

    หากใช้อัตรา VAT 7% ในตัวอย่าง

    VAT = 123,200 × 7%

    VAT = 8,624 บาท

    ดังนั้นภาษีรวมในตัวอย่างคือ

    Import Duty = 11,200 บาท
    VAT = 8,624 บาท

    รวม = 19,824 บาท

    จึงเห็นได้ว่าราคาสินค้า 100,000 บาทไม่ได้หมายความว่าต้นทุนเมื่อสินค้าถึง Warehouse จะอยู่ที่ 100,000 บาท

    ตัวอย่างคำนวณภาษีนำเข้าแบบครบ 4 ขั้นตอน

    สมมตินำเข้าสินค้าหนึ่ง Shipment โดยมีข้อมูล

    Cost: 100,000 บาท
    Insurance: 2,000 บาท
    Freight: 10,000 บาท
    Import Duty Rate: 10%
    VAT: 7%
    ไม่มีภาษีอื่นในตัวอย่าง

    1. คำนวณ CIF

    100,000 + 2,000 + 10,000

    = 112,000 บาท

    2. คำนวณ Import Duty

    112,000 × 10%

    = 11,200 บาท

    3. ตรวจภาษีอื่น

    ตัวอย่างนี้สมมติไม่มี Excise Tax หรือภาษีอื่น

    = 0 บาท

    4. คำนวณ VAT

    (112,000 + 11,200) × 7%

    = 8,624 บาท

    ดังนั้น

    Import Duty + VAT = 19,824 บาท

    และเมื่อรวมราคาสินค้า Freight, Insurance และภาษี

    112,000 + 19,824 = 131,824 บาท

    แต่จำนวนนี้ยังไม่ใช่ Landed Cost สุดท้าย หากยังมีค่าใช้จ่ายด้าน Logistics อื่นเพิ่มเติม

    Landed Cost ต่างจาก CIF อย่างไร?

    CIF และ Landed Cost ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน

    CIF

    มองหลัก ๆ ที่

    Cost + Insurance + Freight

    Landed Cost

    เป็นต้นทุนรวมที่ธุรกิจต้องใช้เพื่อให้สินค้ามาถึงจุดที่สามารถนำไปจำหน่ายหรือใช้งานได้จริง

    อาจประกอบด้วย

    • Product Cost
    • Freight
    • Insurance
    • Import Duty
    • VAT
    • Excise Tax ตามกรณี
    • Origin Charge
    • Destination Charge
    • Customs Clearance
    • Permit
    • Warehouse
    • Delivery
    • Bank Fee
    • ค่าใช้จ่ายอื่น

    ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการตั้งราคาขายควรใช้ Landed Cost มากกว่าดูเฉพาะ CIF

    Commercial Invoice ระบุ CIF แล้ว ใช้เป็นราคาศุลกากรได้เลยหรือไม่?

    ไม่ควรสรุปเช่นนั้นทุกกรณี

    แม้ Invoice จะระบุ Incoterm CIF และมี Invoice Value ชัดเจน แต่ศุลกากรยังพิจารณาการประเมินมูลค่าตามหลัก Customs Valuation

    อาจต้องตรวจข้อมูล เช่น

    • Buyer และ Seller มีความสัมพันธ์กันหรือไม่
    • มีค่าใช้จ่ายที่ต้องบวกเพิ่มหรือไม่
    • มี Royalty หรือ License Fee หรือไม่
    • มี Assist หรือ Value อื่นที่ Buyer จัดหาให้หรือไม่
    • ราคาที่สำแดงเป็นราคาซื้อขายจริงหรือไม่
    • เงื่อนไขของ Transaction เป็นอย่างไร

    ดังนั้น Invoice เป็นเอกสารสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขบน Invoice จะได้รับการยอมรับเป็น Customs Value โดยอัตโนมัติในทุกกรณี

    Customs Valuation มีวิธีประเมินกี่วิธี?

    หลักการประเมินราคาศุลกากรมีวิธีหลักหลายลำดับ โดยเริ่มจากการพิจารณาราคาซื้อขายจริงก่อน หากไม่สามารถใช้ได้จึงพิจารณาวิธีอื่นตามหลักเกณฑ์

    วิธีหลักประกอบด้วย

    1. Transaction Value

    ใช้ราคาซื้อขายของสินค้าที่นำเข้า โดยมีการปรับมูลค่าตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

    2. Transaction Value of Identical Goods

    ใช้ราคาซื้อขายของสินค้าที่เหมือนกันเป็นฐานเปรียบเทียบ

    3. Transaction Value of Similar Goods

    ใช้ราคาซื้อขายของสินค้าที่คล้ายกัน

    4. Deductive Value

    ประเมินย้อนจากราคาขายภายในประเทศ โดยหักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์

    5. Computed Value

    คำนวณจากต้นทุนการผลิต กำไร และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

    6. Fallback Method

    ใช้แนวทางที่เหมาะสมตามหลักการของ Customs Valuation เมื่อไม่สามารถใช้วิธีก่อนหน้าได้

    ดังนั้น Customs Value ไม่ใช่ตัวเลขที่ผู้นำเข้าสามารถกำหนดเองได้ตามต้องการ

    ทำไมราคาที่ศุลกากรใช้จึงอาจต่างจากราคาที่ซื้อ?

    อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

    • Incoterms ต่างกัน
    • Freight ยังไม่ได้รวมใน Invoice
    • Insurance ยังไม่ได้รวม
    • มีค่า Packing หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องปรับ
    • มี Royalty
    • Buyer และ Seller มี Relationship
    • Invoice เป็น Proforma ไม่ใช่ Final Commercial Invoice
    • เป็น Free of Charge Shipment
    • เป็น Sample
    • เป็นสินค้ามือสอง
    • เป็นสินค้าที่ไม่มีการซื้อขายตามปกติ

    กรณีเหล่านี้อาจต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติมในการประเมิน Customs Value

    ของฟรี Sample หรือสินค้าที่ Supplier ให้มา ไม่เสียภาษีใช่หรือไม่?

    ไม่ควรสรุปว่าไม่เสียภาษีจากคำว่า Free of Charge

    แม้ Buyer ไม่ได้ชำระเงินให้ Supplier แต่สินค้ายังสามารถมี Customs Value สำหรับการนำเข้าได้

    ตัวอย่างเช่น

    • Free Sample
    • Warranty Replacement
    • Promotional Goods
    • Spare Part ที่ให้ฟรี
    • Gift สำหรับธุรกิจ

    จึงยังต้องสำแดงรายละเอียดและมูลค่าตามหลักเกณฑ์ศุลกากร

    คำว่า “ไม่มีราคาขาย” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีมูลค่าศุลกากร”

    FTA ช่วยลด Import Duty ได้อย่างไร?

    หากประเทศไทยมี FTA กับประเทศต้นกำเนิดสินค้า และสินค้าผ่าน Rules of Origin อาจสามารถใช้อัตรา Preferential Tariff ที่ต่ำกว่าอัตราปกติได้

    ตัวอย่างสมมติ

    CIF = 112,000 บาท

    อัตราปกติ = 10%

    แต่หาก FTA ที่เกี่ยวข้องกำหนดอัตรา = 0%

    Import Duty อาจลดจาก

    11,200 บาท → 0 บาท

    แต่ยังต้องตรวจ VAT และภาษีอื่นตามกฎหมาย

    การใช้ FTA ต้องตรวจ

    • HS Code
    • Country of Origin
    • Rules of Origin
    • Tariff Rate
    • Proof of Origin

    ไม่ใช่เพียงดูว่า Supplier อยู่ประเทศอะไร

    Internal Link แนะนำ: Certificate of Origin คืออะไร? รู้จักประเภท C/O และเอกสารที่ต้องใช้

    มี Certificate of Origin แล้ว ภาษีนำเข้าเป็น 0% เลยหรือไม่?

    ไม่เสมอ

    Certificate of Origin มีหน้าที่พิสูจน์ Origin ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง แต่ Import Duty Rate ต้องดู Tariff Schedule ของสินค้าอีกครั้ง

    สถานการณ์สามารถเป็นได้ทั้ง

    • จาก 20% ลดเหลือ 0%
    • จาก 10% ลดเหลือ 5%
    • อัตราเดิมเป็น 0% อยู่แล้ว
    • สินค้าไม่ได้รับสิทธิ
    • สินค้าไม่ผ่าน Rules of Origin

    ดังนั้นการมี C/O ไม่ควรถูกตีความว่า “ไม่เสียภาษี”

    Import Duty 0% หมายความว่าไม่เสียภาษีทั้งหมดหรือไม่?

    ไม่ใช่

    Duty 0% หมายถึง อากรขาเข้าของรายการนั้นอาจเป็น 0% ตามเงื่อนไขที่ใช้

    แต่ Shipment ยังอาจมี

    • VAT
    • Excise Tax
    • ภาษีอื่น
    • Customs Clearance
    • Handling
    • Logistics Cost

    ดังนั้นคำว่า “สินค้านี้ Duty 0%” กับ “นำเข้าไม่เสียค่าใช้จ่าย” เป็นคนละเรื่องกัน

    HS Code ผิด ส่งผลต่อภาษีอย่างไร?

    HS Code มีผลโดยตรงต่อการคำนวณภาษี

    ถ้าจำแนกผิด อาจทำให้

    • Duty Rate ผิด
    • ใช้ FTA ผิด
    • Permit ผิด
    • มาตรการนำเข้าไม่ตรง
    • คำนวณต้นทุนผิด
    • ต้องแก้ Customs Declaration

    ตัวอย่างเช่นสินค้าสองชนิดมีราคาสินค้าเท่ากัน แต่ HS Code หนึ่งมี Duty 0% อีก Code มี Duty 10% ต้นทุนนำเข้าก็แตกต่างกันทันที

    จึงควรตรวจ HS Code ก่อนทำ Landed Cost

    Exchange Rate ใช้อัตราไหนในการคำนวณภาษี?

    หาก Invoice เป็น USD, EUR, JPY, CNY หรือสกุลเงินอื่น ต้องแปลงเป็นเงินบาทสำหรับการดำเนินพิธีการตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในงานศุลกากร

    ดังนั้นตัวเลขที่ใช้ใน Customs Declaration อาจไม่เท่ากับ Exchange Rate ที่เห็นใน

    • Google
    • Mobile Banking
    • Credit Card
    • Exchange Booth

    ผู้ประกอบการที่คำนวณต้นทุนล่วงหน้าควรเผื่อความผันผวนของ Exchange Rate ไว้ด้วย

    Incoterms มีผลต่อการคำนวณ CIF อย่างไร?

    Incoterms มีผลต่อการดูว่าราคา Invoice รวมค่าใช้จ่ายอะไรมาแล้ว

    ตัวอย่างเช่น

    EXW

    ราคา Supplier อาจยังไม่รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่รับสินค้าจากโรงงาน จึงต้องตรวจ Freight และค่าใช้จ่ายต้นทางเพิ่ม

    FOB

    Seller ดูแลสินค้าตาม Scope ของ FOB ขณะที่ Freight และ Insurance ไปประเทศไทยอาจยังต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม

    CIF

    Invoice มักรวม Cost, Insurance และ Freight ตาม Scope ของ Incoterm แล้ว แต่ยังต้องตรวจ Customs Valuation อีกครั้ง

    จึงไม่ควรใช้สูตรเดียวโดยไม่ดู Incoterms ของ Transaction

    ภาษีนำเข้ากับค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายเดียวกันหรือไม่?

    ไม่ใช่

    Freight คือค่าใช้บริการ Transportation

    ส่วน Import Duty และ Tax เป็นค่าใช้จ่ายด้านภาษีที่เกิดจากการนำเข้าสินค้า

    นอกจากสองส่วนนี้ ยังอาจมี

    • Customs Clearance Fee
    • Handling
    • Terminal Charge
    • Delivery Order
    • Storage
    • Truck Delivery
    • Remote Area
    • Permit

    ก่อนเปรียบเทียบ Freight Quote ควรตรวจให้ชัดว่าราคาที่ได้รับรวมค่าใช้จ่ายอะไรแล้ว

    Door to Door รวมภาษีนำเข้าแล้วหรือไม่?

    ไม่จำเป็น

    คำว่า Door to Door บอก Service Scope ว่าขนส่งจาก Address ต้นทางไปยัง Address ปลายทาง แต่ไม่ได้หมายความว่า Import Duty และ VAT จะรวมในราคาเสมอไป

    ควรตรวจ Quote ว่า

    • Duty Included หรือไม่
    • Tax Included หรือไม่
    • Import Customs Included หรือไม่
    • Destination Charge Included หรือไม่

    อย่าใช้คำว่า Door to Door เป็นหลักฐานว่าราคาเป็น All Inclusive โดยอัตโนมัติ

    Internal Link แนะนำ: Door to Door, Door to Port และ Port to Port ต่างกันอย่างไร?

    คำนวณภาษีได้แล้ว เท่ากับรู้ต้นทุนจริงหรือยัง?

    ยังไม่ทั้งหมด

    หากธุรกิจต้องการรู้ต้นทุนเพื่อใช้ตั้งราคาขาย ควรคำนวณ Landed Cost ต่อ

    ตัวอย่าง

    **ราคาสินค้า

    • Origin Cost
    • Freight
    • Insurance
    • Import Duty
    • VAT
    • Customs Clearance
    • Handling
    • Warehouse
    • Delivery
      = Landed Cost**

    จากนั้นจึงหารด้วยจำนวนสินค้าที่สามารถขายได้จริงเพื่อหา Cost per Unit

    วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจประเมิน Margin ได้แม่นยำกว่าการใช้ราคาซื้อจาก Supplier เพียงอย่างเดียว

    ก่อนนำเข้า ควรเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อคำนวณภาษี?

    ควรมีข้อมูลอย่างน้อย

    • Product Description
    • รูปสินค้า
    • Material
    • Function / Usage
    • Product Specification
    • Country of Origin
    • Country of Export
    • HS Code หากตรวจแล้ว
    • Product Value
    • Currency
    • Quantity
    • Incoterms
    • Freight
    • Insurance
    • Certificate of Origin ตามกรณี
    • Permit ตามประเภทสินค้า

    ข้อมูลสินค้ายิ่งละเอียด การตรวจ HS Code และประมาณ Duty ยิ่งทำได้แม่นยำขึ้น

    ไม่ควรแจ้งเพียงคำกว้าง ๆ เช่น

    “อะไหล่”

    “เครื่องจักร”

    “อุปกรณ์ไฟฟ้า”

    เพราะสินค้าในกลุ่มเดียวกันสามารถอยู่คนละ HS Code และมีอัตราภาษีต่างกันได้

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาศุลกากร CIF (FAQ)

    CIF คือราคาสินค้ารวมค่าขนส่งใช่หรือไม่?

    CIF ประกอบด้วย Cost, Insurance และ Freight จึงไม่ได้มีเพียงราคาสินค้ากับค่าขนส่ง แต่รวม Insurance ตามองค์ประกอบของ CIF ด้วย

    ศุลกากรคิดภาษีจากราคาบน Invoice เลยหรือไม่?

    ไม่จำเป็นทุกกรณี Invoice เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ Customs Value ต้องเป็นไปตามหลัก Customs Valuation และอาจมีรายการที่ต้องปรับเพิ่มหรือพิจารณาเพิ่มเติม

    สินค้าภาษี 0% ต้องเสีย VAT หรือไม่?

    อัตราอากรขาเข้า 0% ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้น VAT โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจภาษีที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้นแยกกัน

    มี Form E หรือ Form D แล้วไม่ต้องเสียภาษีใช่หรือไม่?

    ไม่เสมอ ต้องตรวจ HS Code, Tariff Rate และ Rules of Origin ภายใต้ FTA ก่อนว่าได้รับสิทธิในอัตราใด

    ค่าขนส่งมีผลต่อภาษีนำเข้าหรือไม่?

    มี เนื่องจาก Freight เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการหามูลค่า CIF สำหรับการประเมินต้นทุนเบื้องต้นของสินค้านำเข้า

    ทำไม Freight Forwarder ต้องขอ Invoice ก่อนประเมินภาษี?

    เพราะ Invoice แสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ราคา Currency, Seller, Buyer, Product และ Incoterms ซึ่งใช้ร่วมกับข้อมูลสินค้า HS Code, Freight และ Origin ในการประเมินต้นทุนและเตรียม Customs Clearance

    บริการนำเข้าและพิธีการศุลกากรกับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการ Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment

    หากต้องการประเมินต้นทุนนำเข้า สามารถเตรียมชื่อสินค้า รูปภาพ Product Specification, Commercial Invoice, Packing List, HS Code หากมี Country of Origin, Incoterms, ขนาด น้ำหนัก และต้นทาง–ปลายทาง เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อน Booking

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
    LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ