FTA คืออะไร? ช่วยลดภาษีนำเข้า–ส่งออกได้อย่างไร
21 ตุลาคม 2569
Key Takeaways
- FTA หรือ Free Trade Agreement คือข้อตกลงระหว่างประเทศที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้า โดยหนึ่งในประโยชน์สำคัญคือการลดหรือยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข
- การส่งสินค้าจากประเทศสมาชิก FTA ไม่ได้หมายความว่าจะได้ภาษี 0% อัตโนมัติ ต้องตรวจ HS Code, Tariff Schedule และ Rules of Origin ของข้อตกลงนั้นก่อน
- Country of Origin ไม่ได้ตัดสินจากประเทศที่ส่งสินค้าออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าผลิตหรือแปรรูปตามเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าหรือไม่
- การใช้สิทธิ FTA อาจต้องมี Proof of Origin เช่น Certificate of Origin หรือ Declaration ตามรูปแบบที่ข้อตกลงกำหนด
- ก่อนนำเข้า–ส่งออกควรเปรียบเทียบอัตราภาษีปกติกับอัตราภายใต้ FTA เพราะบางพิกัดมีอากรปกติ 0% อยู่แล้ว การทำเอกสาร FTA จึงอาจไม่ได้สร้างประโยชน์เพิ่มเติมในทุก Shipment
การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศไม่ได้มีเพียง
ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง
แต่ยังมีต้นทุนที่สำคัญอย่าง อากรนำเข้า
สินค้าบางประเภทอาจมีอัตราอากรหลายเปอร์เซ็นต์ของ Customs Value ทำให้ต้นทุน Landed Cost เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในวิธีที่ธุรกิจสามารถลดต้นทุนส่วนนี้ได้อย่างถูกต้อง คือการใช้สิทธิภายใต้ FTA
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการมักเข้าใจผิดคือ
“ซื้อของจากประเทศที่มี FTA กับไทย = ไม่เสียภาษี”
ในความจริงยังต้องตรวจอีกหลายเงื่อนไขก่อนจะใช้สิทธิได้
FTA คืออะไร?
FTA ย่อมาจาก
Free Trade Agreement
หรือข้อตกลงการค้าเสรี
เป็นข้อตกลงระหว่าง
- 2 ประเทศ
- กลุ่มประเทศ
- หรือหลายประเทศ
เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิก
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการลดหรือยกเว้น
Customs Duty
สำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข
FTA บางฉบับยังครอบคลุมด้านอื่น เช่น
- การค้าบริการ
- การลงทุน
- Customs Facilitation
- Intellectual Property
- E-commerce
- Government Procurement
- Technical Standards
ตามขอบเขตของแต่ละข้อตกลง
FTA ช่วยลดต้นทุนนำเข้าได้อย่างไร?
สมมติสินค้าหนึ่งรายการมี
อัตราอากรปกติ 10%
แต่หากสินค้าเข้าเงื่อนไข FTA อาจมี Preferential Rate เหลือ
5%
หรือ
0%
ตาม Tariff Schedule ของข้อตกลงนั้น
หาก Customs Value เท่ากับ
1,000,000 บาท
อากรปกติ 10%
=
100,000 บาท
หากใช้สิทธิ FTA แล้วอัตราเหลือ 0%
สามารถลดต้นทุนอากรในส่วนนี้ได้ถึง
100,000 บาท
ก่อนพิจารณาภาษีหรือค่าใช้จ่ายรายการอื่น
จึงเห็นได้ว่า FTA สามารถมีผลโดยตรงต่อ Landed Cost ของธุรกิจ
FTA หมายความว่าสินค้าทุกชนิดภาษี 0% หรือไม่?
ไม่
นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด
แม้สองประเทศจะมี FTA ร่วมกัน สินค้าแต่ละ HS Code สามารถมี
- อัตรา 0%
- อัตราลดลงบางส่วน
- ระยะเวลาทยอยลดภาษี
- Quota
- Special Safeguard
- Exclusion
แตกต่างกัน
จึงต้องตรวจ Tariff Schedule ของพิกัดสินค้า
ไม่ควรใช้คำว่า
“ประเทศนี้มี FTA กับไทย เพราะฉะนั้นไม่เสียอากร”
เป็นข้อสรุป
ใช้ FTA ต้องดูอะไรบ้าง?
ก่อนใช้สิทธิ ควรตรวจอย่างน้อย 4 เรื่อง
- ประเทศต้นทางและปลายทางมี FTA ที่ใช้กับ Transaction นี้หรือไม่
- HS Code ของสินค้าคืออะไร
- สินค้าเข้า Rules of Origin หรือไม่
- มี Proof of Origin ที่ถูกต้องหรือไม่
หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง อาจไม่สามารถใช้ Preferential Tariff ได้
ประเทศที่ส่งสินค้ามา กับประเทศกำเนิดสินค้าเหมือนกันไหม?
ไม่จำเป็น
ตัวอย่าง
บริษัทไทยซื้อสินค้าใน Singapore
แต่สินค้านั้นผลิตใน China แล้วนำไปเก็บใน Warehouse ที่ Singapore
จากนั้นส่งต่อเข้าไทย
กรณีนี้
Country of Export = Singapore
แต่
Country of Origin อาจยังเป็น China
การส่งสินค้าออกจากประเทศสมาชิก FTA จึงไม่ได้ทำให้ Origin เปลี่ยนโดยอัตโนมัติ
Rules of Origin คืออะไร?
Rules of Origin หรือกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า คือหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าสินค้า
มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิก FTA จริงหรือไม่
เพราะหากไม่มี Rules of Origin
สินค้าอาจถูกผลิตจากประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แล้วเพียงนำมาผ่านประเทศสมาชิกเพื่อขอสิทธิภาษี
FTA จึงกำหนดเกณฑ์เพื่อป้องกันกรณีดังกล่าว
สินค้าที่ผลิตทั้งหมดในประเทศเดียว ใช้ FTA ได้ง่ายกว่าไหม?
สินค้าบางประเภทสามารถเข้าเกณฑ์
Wholly Obtained หรือ Wholly Produced
เมื่อได้มาหรือผลิตทั้งหมดภายในประเทศสมาชิกตามเงื่อนไขของข้อตกลง
ตัวอย่างที่อาจพบในแนวคิดนี้ เช่น
- พืชที่ปลูกและเก็บเกี่ยวในประเทศนั้น
- สัตว์ที่เกิดและเลี้ยงในประเทศนั้น
- แร่ที่สกัดในประเทศนั้น
แต่รายละเอียดของแต่ละ FTA ต้องดู Rules of Origin ของข้อตกลงนั้นโดยตรง
ถ้าใช้วัตถุดิบจากหลายประเทศ ยังใช้ FTA ได้หรือไม่?
อาจได้
สินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมากไม่ได้ใช้วัตถุดิบจากประเทศเดียว
FTA จึงมีกฎสำหรับสินค้าที่ใช้
Non-originating Materials
โดยอาจใช้เกณฑ์ เช่น
- Regional Value Content
- Change in Tariff Classification
- Specific Manufacturing Process
หรือเกณฑ์ผสม
ขึ้นอยู่กับ Product Specific Rules ของแต่ละ HS Code
Regional Value Content หรือ RVC คืออะไร?
RVC เป็นเกณฑ์ที่ใช้ดูสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศหรือภูมิภาคสมาชิก FTA
โดยทั่วไปจะพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง
- มูลค่าสินค้า
- วัตถุดิบที่มี Origin
- วัตถุดิบที่ไม่มี Origin
- ต้นทุนการผลิต
แต่สูตรและเกณฑ์ขั้นต่ำสามารถแตกต่างกันตามแต่ละ Agreement
จึงไม่ควรใช้ตัวเลข RVC ของ FTA หนึ่งไปกับอีก FTA หนึ่งโดยอัตโนมัติ
Change in Tariff Classification คืออะไร?
เป็นการดูว่าวัตถุดิบที่ไม่มี Origin ได้ผ่านกระบวนการผลิตจนเปลี่ยน Classification ทางศุลกากรตามระดับที่กำหนดหรือไม่
เช่น
- Change in Chapter
- Change in Tariff Heading
- Change in Tariff Subheading
ขึ้นอยู่กับ Product Specific Rule
แนวคิดคือหากการผลิตมีความสำคัญมากพอจนสินค้า Final Product เปลี่ยนพิกัดตามเกณฑ์ ก็สามารถได้รับ Origin ตาม Agreement ได้ในบางกรณี
HS Code สำคัญกับ FTA อย่างไร?
สำคัญมาก เพราะ HS Code ใช้เชื่อมกับ
- Tariff Rate
- Product Specific Rules
- Origin Criteria
- Import Regulation
หาก Classification ผิด อาจทำให้
- ใช้อัตราภาษีผิด
- ใช้ Rules of Origin ผิด
- ขอ Certificate of Origin ผิด
- ถูกเรียกเก็บอากรย้อนหลัง
จึงควรตรวจ HS Code ก่อนทำเอกสาร FTA
ไม่ควรเริ่มจากขอ Form ก่อนแล้วค่อยหาพิกัดสินค้า
Internal Link แนะนำ: HS Code คืออะไร? วิธีดูพิกัดศุลกากรและทำไมสำคัญต่อภาษีนำเข้า–ส่งออก
Certificate of Origin คืออะไร?
Certificate of Origin หรือ C/O เป็นหลักฐานเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า
แต่ C/O ไม่ได้มีเพียงประเภทเดียว
สามารถแบ่งเชิงหลักการเป็น
Non-Preferential Certificate of Origin
ใช้รับรอง Country of Origin แต่ไม่ได้ใช้ลดอากรภายใต้ FTA
Preferential Proof of Origin
ใช้เพื่อขอสิทธิภาษีภายใต้ข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง
เอกสารหรือรูปแบบ Proof of Origin สามารถแตกต่างตาม FTA
Internal Link แนะนำ: Certificate of Origin คืออะไร? รู้จักเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับนำเข้า–ส่งออก
Form D คืออะไร?
Form D เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิภายใต้การค้าสินค้าของ ASEAN
ใช้เพื่อแสดง Origin ของสินค้าที่เข้าเงื่อนไขระหว่างประเทศสมาชิก ASEAN ตามกฎที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบันการดำเนินการระหว่างประเทศสมาชิกจำนวนมากใช้ระบบ Electronic Form D
แต่ Requirement และวิธี Claim ต้องตรวจตามประเทศปลายทางและระบบที่มีผลใช้ใน Shipment จริง
Form E คืออะไร?
Form E เป็น Proof of Origin ที่เกี่ยวข้องกับความตกลงการค้าเสรี ASEAN–China
สามารถใช้เพื่อขอ Preferential Tariff สำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข Origin ของ Agreement
แต่การที่สินค้า
ส่งจาก China
ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ Form E ได้ทุกสินค้า
ต้องตรวจ Product Specific Rule ก่อน
ซื้อสินค้าจากจีน มี Form E แล้วภาษี 0% ทุกอย่างไหม?
ไม่
Form E ไม่ได้ทำให้ทุก HS Code เป็น 0%
ต้องตรวจ 2 เรื่องแยกกัน
สินค้าเข้า Origin Rule หรือไม่
และ
Preferential Rate ของ HS Code นั้นเท่าไร
บางพิกัดอาจเป็น 0%
บางพิกัดอาจยังมีอัตราอากร
หรือมีเงื่อนไขเฉพาะ
จึงควรตรวจก่อน Order สินค้า ไม่ใช่รอให้ Cargo ถึงไทยแล้วค่อยถามว่าใช้ Form E ได้หรือไม่
RCEP คืออะไร?
RCEP ย่อมาจาก
Regional Comprehensive Economic Partnership
เป็นข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่มีไทยเป็นสมาชิก
RCEP เชื่อมประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหลายประเทศเข้าด้วยกัน
ผู้ประกอบการสามารถต้องพิจารณาว่า Shipment หนึ่งควรใช้
- ASEAN Agreement
- ASEAN+1 FTA
- RCEP
- Bilateral FTA
ฉบับใด
เพราะอัตราภาษีและ Rules of Origin อาจต่างกัน
ถ้ามี FTA หลายฉบับ ควรใช้ฉบับไหน?
ไม่จำเป็นต้องเลือก Agreement ที่ใหม่ที่สุด
ควรเปรียบเทียบ
- Preferential Tariff Rate
- Rules of Origin
- Documentation
- Supplier Capability
- Cumulation
- Operational Cost
ตัวอย่าง
สินค้าเดียวกันอาจใช้สิทธิได้ทั้ง
FTA A
และ
FTA B
แต่ FTA A ให้อัตรา 0% ขณะที่ FTA B ให้ 3%
หรือ FTA B อาจมี Rules of Origin ที่ Supplier ทำได้ง่ายกว่า
จึงต้องดูทั้ง
Tax Benefit + Compliance Cost
FTA กับ RCEP ต่างกันอย่างไร?
RCEP เองก็เป็น FTA รูปแบบหนึ่ง
คำว่า FTA เป็นคำกว้างสำหรับ Free Trade Agreement
ส่วน RCEP คือชื่อ Agreement เฉพาะ
เหมือนกับข้อตกลงอื่นที่มีชื่อและ Rules ของตัวเอง
จึงไม่ควรพูดว่า
“จะใช้ FTA หรือ RCEP”
เหมือนเป็นคนละประเภทโดยสิ้นเชิง
ควรพูดว่า
“จะใช้สิทธิภายใต้ FTA ฉบับใด เช่น RCEP หรือ Agreement อื่น”
ประเทศไทยมี FTA กับทุกประเทศหรือไม่?
ไม่มี
ก่อนนำเข้าหรือส่งออกต้องตรวจว่า
Thailand + Trading Partner
มี Agreement ที่มีผลใช้แล้วหรือไม่
ตัวอย่างประเทศหรือกลุ่มที่ไทยมีกรอบ FTA ใช้งาน ได้แก่ความตกลงภายใน ASEAN และความตกลงกับคู่ค้าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก
แต่บางตลาดสำคัญไม่ได้มี FTA ที่มีผลใช้กับไทยในปัจจุบัน หรืออาจอยู่ระหว่างการเจรจา
จึงไม่ควรสมมติจาก Geography เพียงอย่างเดียว
FTA ไทย–EU ใช้ลดภาษีได้แล้วหรือยัง?
ไม่ควรใช้สิทธิจากการคาดการณ์หรือจากข่าวเจรจา
หาก Agreement ยังไม่เข้าสู่สถานะมีผลใช้จริง ก็ยังไม่สามารถ Claim Preferential Tariff ภายใต้ข้อตกลงนั้นได้
ธุรกิจที่นำเข้า–ส่งออกกับ EU จึงควรตรวจ Current Agreement Status ก่อนทุกครั้งที่วาง Costing ระยะยาว
ไทยมี FTA กับ USA หรือไม่?
ไม่ควรถือว่าสินค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ สามารถใช้ FTA สองประเทศเพื่อลด Duty ได้โดยอัตโนมัติ
การคำนวณภาษีของ USA ต้องตรวจจาก
- HTSUS
- Country of Origin
- Trade Program
- Product-specific Measure
ตามกฎที่มีผลใช้
Internal Link แนะนำ: นำเข้า–ส่งออก USA ต้องรู้อะไรบ้าง? ขนส่ง ภาษี เอกสาร และข้อควรระวัง
FTA ลด VAT ได้ด้วยไหม?
โดยทั่วไปประโยชน์ด้านภาษีของ FTA ที่ผู้ประกอบการพูดถึงหลัก ๆ คือ
Customs Duty
ไม่ได้หมายความว่า VAT หายไปโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างการนำเข้าไทย
แม้อากรภายใต้ FTA = 0%
ยังสามารถมี
Import VAT
ตามกฎหมายไทย
จึงควรแยก
- Customs Duty
- VAT
- Excise Tax
- Other Tax
ออกจากกัน
Internal Link แนะนำ: ภาษีนำเข้าคิดอย่างไร? รู้จักอากรขาเข้า VAT และค่าใช้จ่ายก่อนนำเข้าสินค้า
ถ้าอากรปกติ 0% อยู่แล้ว ต้องใช้ FTA ไหม?
อาจไม่จำเป็นในแง่การลด Customs Duty
ตัวอย่าง
Normal Duty = 0%
FTA Duty = 0%
การขอ Proof of Origin อาจไม่ได้ลดอากรเพิ่ม
ธุรกิจควรเปรียบเทียบก่อนว่า
FTA ช่วยประหยัดเงินจริงหรือไม่
เพื่อไม่ให้ Supplier หรือทีมเอกสารทำงานเพิ่มโดยไม่มีประโยชน์ด้านภาษี
อย่างไรก็ตาม Origin Documentation อาจยังมีเหตุผลอื่นตาม Transaction หรือ Regulation จึงต้องดูกรณีจริง
ถ้า FTA ลดจาก 5% เหลือ 0% คุ้มไหม?
ขึ้นอยู่กับมูลค่าสินค้าและต้นทุนในการจัดทำเอกสาร
ตัวอย่าง
Customs Value = 2,000,000 บาท
Normal Duty = 5%
อากรปกติ = 100,000 บาท
FTA = 0%
Potential Duty Saving = 100,000 บาท
ในกรณีนี้การเตรียม Origin Documentation มี Impact ต่อต้นทุนอย่างชัดเจน
แต่ถ้า Shipment มูลค่าต่ำมากและ Duty Difference ต่ำ ธุรกิจอาจต้องเปรียบเทียบ Administrative Cost เพิ่มด้วย
Proof of Origin ต้องมีทุก Shipment หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับ
- FTA
- Shipment
- Import Procedure
- Value
- Origin System
บาง Agreement ใช้
- Certificate of Origin
- Electronic Certificate
- Declaration of Origin
- Origin Declaration by Approved / Certified Exporter
ตามกฎของ Agreement
จึงไม่ควรสรุปว่า FTA ทุกฉบับต้องมี “Form” กระดาษแบบเดียวกัน
Self-Certification คืออะไร?
FTA บางฉบับเปิดให้ผู้ประกอบการที่เข้าเงื่อนไขสามารถรับรอง Origin ด้วย Declaration ตามระบบที่กำหนด แทนการขอ Certificate จากหน่วยงานทุก Shipment
เรียกในภาพรวมว่า
Self-Certification
แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งออกทุกคนสามารถเขียนข้อความรับรองเองได้ทันที
ต้องตรวจ
- Eligibility
- Registration
- Required Statement
- Supporting Records
ตาม Agreement
Supplier บอกว่า “Made in China” แปลว่าใช้ Form E ได้ไหม?
ยังสรุปไม่ได้
Made in China บน Product หรือ Package เป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลเกี่ยวกับ Origin
แต่การใช้ Preferential Tariff ต้องพิสูจน์ตาม Rules of Origin ของ Agreement
จึงควรให้ Supplier ตรวจ
- HS Code
- Product Specific Rule
- Manufacturing Process
- Raw Material Origin
ก่อนออก Proof of Origin
ซื้อผ่าน Trading Company ใช้ FTA ได้ไหม?
อาจได้
แต่โครงสร้าง Transaction ต้องรองรับเงื่อนไขของ Agreement
ต้องตรวจ
- Manufacturer
- Exporter
- Invoice
- Origin Document
- Third-party Invoicing
- Direct Consignment / Transport Rule
ตามข้อตกลง
การมี Trading Company อยู่ระหว่าง Manufacturer กับ Importer ไม่ได้ตัดสิทธิ FTA ทุกกรณี แต่ต้องจัดเอกสารให้ตรง Requirement
Third-party Invoice คืออะไร?
เป็นกรณีที่ Invoice ทางการค้าออกโดยบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในประเทศผู้ผลิตโดยตรง เช่น
สินค้า Origin China
แต่ Invoice ออกโดย Trading Company ใน Singapore
Agreement บางฉบับอนุญาต Third-party Invoicing ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
จึงควรแจ้งโครงสร้าง Invoice ให้ Supplier และ Customs Broker ทราบตั้งแต่ก่อนออก C/O
Direct Consignment สำคัญอย่างไร?
FTA บางฉบับมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าจากประเทศ Origin ไปยังประเทศนำเข้า
หากสินค้า Transit ผ่านประเทศที่สาม อาจต้องพิสูจน์ว่า
- สินค้าไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง
- อยู่ภายใต้ Customs Control ตามกรณี
- มี Transport Document รองรับ
ตามกฎของ Agreement
ดังนั้น Route มีผลต่อ FTA Documentation ได้ ไม่ใช่ดูเฉพาะโรงงานผลิต
เปลี่ยนเส้นทางขนส่งแล้ว FTA หายไหม?
ไม่จำเป็น
การ Transshipment ผ่านประเทศที่สามสามารถเกิดขึ้นได้ในการขนส่งระหว่างประเทศ
แต่ต้องดูเงื่อนไขด้าน
- Transport
- Non-manipulation
- Customs Control
- Documentation
ของ FTA นั้น
จึงควรแจ้ง Route จริงให้ผู้จัดทำ Origin Document ทราบ
Certificate of Origin ออกหลัง Shipment ได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับ Agreement
บางข้อตกลงมี Process สำหรับ
- Issued Retroactively
- Retrospective Issuance
ภายใต้เงื่อนไข
แต่ไม่ควรวางแผนให้ Supplier ออกย้อนหลังเป็นปกติ
วิธีที่เหมาะสมคือเตรียมข้อมูลก่อน Shipment เพื่อให้เอกสารพร้อมกับ Customs Clearance
ถ้าเอกสาร FTA ผิดจะเกิดอะไรขึ้น?
อาจทำให้ Customs
- ไม่อนุมัติ Preferential Rate
- เรียกเก็บอากรปกติ
- ขอเอกสารเพิ่มเติม
- Verify Origin
- เรียกเก็บภาษีย้อนหลังตามกรณี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น
- HS Code ไม่ตรง
- Invoice Number ผิด
- Product Description ไม่ตรง
- Origin Criteria ผิด
- Quantity ไม่ตรง
- Country Information ผิด
จึงควรตรวจเอกสารก่อน Cargo Arrival
Customs สามารถตรวจย้อนหลังเรื่อง FTA ได้ไหม?
สามารถมีการตรวจ Verification of Origin ตามระบบของแต่ละ Agreement และกฎหมายศุลกากร
Importer จึงควรเก็บเอกสารสนับสนุน เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- C/O หรือ Proof of Origin
- Import Declaration
- Supplier Information
- Supporting Origin Records ตามหน้าที่
ไม่ควรมอง FTA ว่าเป็นเพียงเอกสารที่ใช้ผ่านด่านครั้งเดียวแล้วจบ
FTA กับ Certificate of Origin ต่างกันอย่างไร?
FTA คือ
ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ
Certificate of Origin คือ
หลักฐานเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า
ดังนั้น C/O เป็นเครื่องมือหนึ่งที่อาจใช้ Claim สิทธิภายใต้ FTA
แต่สองคำนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
Form D, Form E และ C/O ใช้แทนกันได้ไหม?
ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ
เพราะแต่ละเอกสารเกี่ยวข้องกับ Agreement หรือ Purpose ต่างกัน
ตัวอย่าง
- Form D → ASEAN
- Form E → ASEAN–China
- C/O ทั่วไป → อาจเป็น Non-preferential
- Proof of Origin ภายใต้ RCEP → ต้องเป็นไปตาม RCEP Rules
ต้องดูว่ากำลัง Claim สิทธิภายใต้ Agreement ใด
Internal Link แนะนำ: Form A, Form D และ Form E คืออะไร? ใช้สิทธิภาษีนำเข้า–ส่งออกอย่างไร
FTA สำคัญกับ Exporter อย่างไร?
Exporter ที่เข้าใจ FTA สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้
ตัวอย่าง
Exporter ไทยขายสินค้าไปประเทศคู่ค้า
หากสินค้าไทยมีสิทธิ Preferential Duty
Buyer อาจมี Import Cost ต่ำกว่าสินค้าจากประเทศที่ไม่มีสิทธิ
จึงสามารถใช้ FTA เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบทางการค้าได้
แต่ต้องวิเคราะห์ร่วมกับ
- Product Price
- Freight
- Lead Time
- Product Quality
- Market Regulation
ไม่ใช่ใช้ภาษีเพียงตัวเดียว
FTA สำคัญกับ Importer อย่างไร?
Importer สามารถใช้ FTA เพื่อลด Landed Cost ได้หากสินค้ามีสิทธิ
ก่อนสั่งซื้อจึงควรถาม Supplier ตั้งแต่ต้นว่า
- สินค้ามี Origin ประเทศใด
- ใช้ FTA ได้หรือไม่
- Supplier ออก Proof of Origin ได้หรือไม่
- มีค่าใช้จ่ายในการออกเอกสารหรือไม่
- Lead Time เอกสารเท่าไร
อย่ารอสินค้าออกจากประเทศต้นทางแล้วค่อยขอ C/O เพราะอาจทำให้ Process ยุ่งยากขึ้น
ขั้นตอนตรวจว่าสินค้าใช้ FTA ได้หรือไม่
ขั้นตอนที่ 1 หา HS Code
ต้อง Classification สินค้าให้ถูกต้องก่อน
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจคู่ประเทศ
ดูว่าประเทศต้นทางและประเทศปลายทางมี FTA ที่มีผลใช้ร่วมกันหรือไม่
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจ Normal Duty
ดูอัตราอากรปกติก่อน
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจ Preferential Duty
ดูว่า FTA ลดอัตราเหลือเท่าไร
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจ Rules of Origin
ดู Product Specific Rule ของ HS Code
ขั้นตอนที่ 6 ตรวจ Supplier
ถามว่า Supplier สามารถพิสูจน์ Origin ได้หรือไม่
ขั้นตอนที่ 7 เลือก Proof of Origin
ตรวจว่าต้องใช้
- Certificate
- Electronic Certificate
- Declaration
แบบใด
ขั้นตอนที่ 8 ตรวจเอกสารก่อน Shipment
ข้อมูลต้องตรงกับ Commercial Documents
ขั้นตอนที่ 9 Claim สิทธิตอนนำเข้า
ดำเนิน Import Declaration โดยใช้ Preferential Tariff ตาม Procedure
ขั้นตอนที่ 10 เก็บเอกสาร
สำหรับ Verification หรือ Audit ตามระยะเวลาที่กฎหมายและ Agreement กำหนด
ตัวอย่างที่ 1 นำเข้าสินค้าจากจีน
บริษัทไทยซื้อสินค้า Origin China
ควรตรวจ
- HS Code
- Normal Duty
- ASEAN–China FTA
- RCEP
- Rules of Origin
จากนั้นเปรียบเทียบว่าข้อตกลงใดให้ Benefit และ Supplier สามารถออก Proof of Origin ใดได้
ไม่ควรสั่ง Supplier ว่า
“ขอ Form E ทุก Shipment”
โดยไม่ตรวจ Tariff ก่อน
ตัวอย่างที่ 2 นำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น
สินค้า Origin Japan สามารถมี FTA ที่เกี่ยวข้องกับไทยมากกว่าหนึ่งกรอบ
Importer ควรเปรียบเทียบ
- Tariff
- Origin Rule
- Documentation
เพื่อเลือก Agreement ที่เหมาะกับ Product
ไม่จำเป็นต้องใช้ Agreement เดียวกับทุกสินค้า
ตัวอย่างที่ 3 นำเข้าจาก Singapore แต่สินค้า Origin China
หากสินค้าเพียงถูก
- เก็บ
- Repack
- Re-export
จาก Singapore
Origin อาจยังเป็น China
จึงต้องพิจารณาสิทธิจาก Origin จริง ไม่ใช่ Country of Export เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างที่ 4 สินค้าจากประเทศ FTA แต่อากรปกติเป็น 0%
หาก Normal Rate = 0%
และ FTA Rate = 0%
การทำ FTA Document อาจไม่ได้ประหยัด Customs Duty เพิ่ม
ธุรกิจจึงควรตรวจ Benefit ก่อนเพิ่มขั้นตอนเอกสาร
ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนตรวจ FTA
ควรมี
- Product Name
- Product Description
- HS Code
- Material
- Composition
- Function
- Country of Origin
- Manufacturer
- Exporting Country
- Importing Country
- Product Value
- Invoice Structure
- Manufacturing Information
- Supplier Confirmation
หากเป็นสินค้าที่ผลิตจากหลายวัตถุดิบ อาจต้องมีข้อมูล BOM หรือ Cost Structure ตาม Origin Rule
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ FTA
- คิดว่ามี FTA แล้วสินค้าทุกชนิด Duty 0%
- ดูประเทศที่ส่งออกแทน Country of Origin
- หา Form ก่อนหา HS Code
- ใช้ HS Code ผิด
- ไม่ตรวจ Product Specific Rule
- Supplier ระบุ Made in ประเทศสมาชิกแล้วคิดว่าใช้ FTA ได้ทันที
- ใช้ Form D, Form E และ C/O สลับกัน
- ไม่ตรวจ Normal Duty ก่อนทำ FTA
- ไม่ตรวจ Route / Transit Requirement
- ขอเอกสารหลังสินค้าออกแล้ว
- ข้อมูล Invoice กับ C/O ไม่ตรง
- คิดว่า FTA ยกเว้น VAT ด้วย
- ไม่เก็บเอกสารหลัง Import Clearance
- ใช้ข้อมูลอัตราภาษีจากปีเก่าโดยไม่ตรวจ Current Tariff
Checklist ก่อนใช้สิทธิ FTA
ก่อน Shipment ควรตรวจ
- HS Code ถูกต้องหรือไม่
- Country of Origin คือประเทศใด
- คู่ประเทศมี FTA หรือไม่
- Agreement มีผลใช้แล้วหรือยัง
- Normal Duty เท่าไร
- FTA Duty เท่าไร
- ประหยัดอากรได้เท่าไร
- Product Specific Rule คืออะไร
- Supplier ทำ Origin Requirement ได้หรือไม่
- Proof of Origin ใช้แบบใด
- Invoice Structure ถูกต้องหรือไม่
- Route มีประเทศ Transit หรือไม่
- เอกสารตรงกันหรือไม่
- Importer พร้อม Claim สิทธิหรือไม่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FTA (FAQ)
FTA คืออะไร?
FTA หรือ Free Trade Agreement คือข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศหรือกลุ่มประเทศที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงการลดหรือยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข
มี FTA แล้วภาษีนำเข้าเป็น 0% ทุกสินค้าหรือไม่?
ไม่ ต้องตรวจ HS Code, Tariff Schedule และ Rules of Origin ของสินค้านั้นก่อน อัตรา FTA ของแต่ละพิกัดสามารถแตกต่างกัน
Form E ใช้กับสินค้าจากจีนทุกประเภทได้ไหม?
ไม่ สินค้าต้องมี Origin ตามกฎ ASEAN–China FTA และต้องตรวจ Preferential Tariff ของ HS Code ก่อน
FTA ลด VAT ได้ไหม?
โดยทั่วไป FTA เน้นสิทธิด้าน Customs Duty ไม่ได้ทำให้ Import VAT หายไปโดยอัตโนมัติ
มี Certificate of Origin แล้วใช้ FTA ได้แน่นอนหรือไม่?
ไม่เสมอ ต้องตรวจว่าเป็น Proof of Origin ที่ถูกต้องสำหรับ Agreement นั้น ข้อมูลตรงกับ Shipment และสินค้าผ่าน Rules of Origin จริง
บริการนำเข้า–ส่งออกและพิธีการศุลกากรกับ CPL INTER
CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้ง
- Air Cargo
- Air Courier
- Sea Freight LCL
- Sea Freight FCL
- Road Freight
- Cross-border Transportation
พร้อมบริการที่เกี่ยวข้องกับ
- Pickup
- Packing
- Shipping Documents
- Customs Clearance
- Warehousing
- Delivery
ตาม Service Scope ของแต่ละ Shipment
สำหรับ Shipment ที่ต้องการตรวจสิทธิ FTA ควรเตรียมข้อมูลตั้งแต่ก่อน Booking เช่น
- ชื่อสินค้า
- HS Code หากมี
- Product Specification
- Country of Origin
- ประเทศต้นทาง
- ประเทศปลายทาง
- Manufacturer
- Supplier
- มูลค่าสินค้า
- Invoice
- Proof of Origin ที่ Supplier สามารถจัดทำได้
เพื่อให้สามารถประเมินร่วมกันว่า FTA มีผลต่อ Import Cost ของ Shipment หรือไม่ และควรเตรียมเอกสารอะไรเพิ่มเติมก่อนสินค้าเดินทาง
อัตราภาษี รายชื่อข้อตกลง Rules of Origin และรูปแบบ Proof of Origin สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมายและข้อตกลงที่มีผลใช้ จึงควรตรวจข้อมูลปัจจุบันของ HS Code และ FTA ที่เกี่ยวข้องก่อน Claim สิทธิทุกครั้ง
โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
LINE: @cplinter
เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
บทความอื่น ๆ
- No Image
- No Image
- No Image