blog image

    รวม 4 ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรรู้ นำเข้าอาหารต้องขอ อย. อย่างไร?

    19 ตุลาคม 2569

    อาหารจากต่างประเทศเป็นสินค้าที่มีโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นขนม เครื่องดื่ม อาหารแปรรูป ซอส วัตถุดิบ อาหารเสริม หรือสินค้าเฉพาะจากประเทศต่าง ๆ

    แต่การนำเข้ามา เพื่อจำหน่าย แตกต่างจากการซื้อสินค้ามาใช้ส่วนตัว เพราะอาหารอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. และยังเกี่ยวข้องกับพิธีการศุลกากร

    ผู้ประกอบการจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามเพียงว่า “ค่าขนส่งเท่าไร” แต่ควรตรวจตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อว่า สินค้าคืออาหารประเภทใด ต้องมีใบอนุญาตอะไร ต้องขอเลขผลิตภัณฑ์หรือไม่ ฉลากต้องเตรียมอย่างไร และเอกสารพร้อมสำหรับนำเข้าหรือยัง

    นำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ต้องขอ อย. หรือไม่?

    หากนำเข้าอาหารเข้ามาในประเทศไทยเพื่อจำหน่าย ต้องดำเนินการตามกฎหมายอาหารและหลักเกณฑ์ของ อย. ที่เกี่ยวข้อง

    คำว่า “ขอ อย.” ที่ผู้ประกอบการใช้กันทั่วไปจึงไม่ได้หมายถึงการขอเลขเพียงหมายเลขเดียว แต่สามารถเกี่ยวข้องกับหลายส่วน เช่น

    • ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
    • สถานที่นำเข้าอาหาร
    • การจำแนกประเภทอาหาร
    • การขอเลขสารบบอาหารหรือเลขเสมือนตามประเภท
    • มาตรฐานสถานที่ผลิตของต่างประเทศตามกรณี
    • ฉลาก
    • License per Invoice หรือ LPI
    • การตรวจสินค้าที่ด่านอาหารและยา

    ดังนั้นควรดูเป็น กระบวนการนำเข้าอาหารทั้งระบบ มากกว่ามองเพียงการมีเลข อย. บน Packaging

    นำเข้าอาหารเพื่อขาย กับนำเข้าใช้เองต่างกันอย่างไร?

    ต่างกันในวัตถุประสงค์และขั้นตอนที่ใช้

    บทความนี้กล่าวถึง การนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ เช่น

    • นำเข้ามาขายบน Marketplace
    • ขายในร้านค้า
    • ขายส่ง
    • กระจายผ่าน Distributor
    • ใช้เป็นสินค้าในธุรกิจอาหาร
    • นำเข้ามาจำหน่ายภายใต้ Brand

    ส่วนการนำเข้าเพื่อใช้เฉพาะตัวหรือวัตถุประสงค์อื่นมีหลักเกณฑ์แยกต่างหาก

    จึงไม่ควรใช้เงื่อนไขของ Personal Use มาอ้างอิงกับ Commercial Shipment เพื่อจำหน่าย

    ก่อนเริ่ม 4 ขั้นตอน ควรตรวจว่าสินค้าคืออาหารประเภทไหน

    นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะคำว่า “อาหาร” ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท

    ตัวอย่างเช่น

    • ขนม
    • เครื่องดื่ม
    • อาหารกระป๋อง
    • อาหารแช่แข็ง
    • อาหารเสริม
    • ซอส
    • เครื่องปรุง
    • วัตถุดิบอาหาร
    • ชา
    • กาแฟ
    • ผลิตภัณฑ์นม
    • อาหารสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะ
    • อาหารทั่วไป

    แม้สินค้า 2 รายการจะดูคล้ายกัน แต่ส่วนประกอบ วิธีผลิต หรือ Claim อาจทำให้ถูกจัดอยู่คนละประเภท และมี Requirement แตกต่างกัน

    ก่อนสั่งซื้อจึงควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย

    • Product Name
    • รูปสินค้า
    • Ingredient List
    • Product Specification
    • Nutrition Information
    • Manufacturer
    • Country of Origin
    • รูปฉลากทุกด้าน
    • Package Size
    • Intended Use

    ยิ่งข้อมูลครบ การตรวจ Requirement ก่อนนำเข้าก็ยิ่งแม่นยำขึ้น

    4 ขั้นตอนนำเข้าอาหารและขอ อย. สำหรับผู้ประกอบการ

    ภาพรวมสามารถแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลักดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 ขอใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร

    ก่อนนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่าย ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมในฐานะผู้นำเข้าอาหาร รวมถึงสถานที่นำเข้าที่เกี่ยวข้อง

    กระบวนการของ อย. มีการยื่นคำขอสำหรับสถานที่นำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร และเมื่อผ่านการอนุญาตจะได้รับ ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร หรือแบบ อ.7

    สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ

    ใบอนุญาตของผู้นำเข้า ≠ การอนุญาตตัวผลิตภัณฑ์

    การมีใบอนุญาตนำเข้าแล้วไม่ได้หมายความว่าสามารถนำอาหารทุกชนิดเข้ามาจำหน่ายได้ทันที เพราะยังต้องตรวจ Product Requirement ในขั้นต่อไป

    สถานที่นำเข้าอาหารสำคัญอย่างไร?

    การขอใบอนุญาตไม่ได้พิจารณาเพียงชื่อบริษัท แต่เกี่ยวข้องกับสถานที่ที่ใช้สำหรับกิจการนำเข้าอาหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

    ผู้ประกอบการควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ

    • สถานประกอบการ
    • สถานที่นำเข้า
    • การจัดเก็บสินค้า
    • เอกสารประกอบของผู้ประกอบการ
    • ข้อมูลผู้รับผิดชอบ
    • ระบบและสิทธิการยื่นคำขอตามขั้นตอนของ อย.

    ไม่ควรตีความว่าสินค้าอาหารทุกประเภทจำเป็นต้องใช้ Cold Storage เพราะ Storage Condition ต้องพิจารณาจากลักษณะของอาหารจริง

    อาหารแห้งกับอาหารแช่แข็งย่อมมี Requirement การจัดเก็บแตกต่างกัน

    ขั้นตอนที่ 2 จำแนกประเภทอาหาร และขอเลขสารบบอาหารหรือเลขเสมือน

    หลังจากผู้นำเข้ามีความพร้อมแล้ว ต้องตรวจต่อว่า อาหารที่จะนำเข้าจัดอยู่ในประเภทใด

    นี่เป็นขั้นตอนที่ไม่ควรข้าม เพราะจะมีผลต่อว่าต้องดำเนินการ Product Authorization รูปแบบใด

    อาหารบางประเภทต้องขอ เลขสารบบอาหาร

    ส่วนอาหารทั่วไปตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอาจใช้ เลขเสมือน

    จึงไม่ควรสรุปว่าอาหารนำเข้าทุกชนิดต้องขอเลข อย. แบบเดียวกัน

    ทำไมต้องจำแนกเป็นรายสินค้า?

    สมมติ Importer ต้องการนำเข้าจากญี่ปุ่น 4 SKU ได้แก่

    • ชาเขียว
    • เครื่องดื่มวิตามิน
    • ขนม
    • อาหารเสริม

    แม้ทั้งหมดจะมาจาก Supplier เดียวกัน แต่ Regulatory Requirement สามารถแตกต่างกันได้

    จึงควรทำ Product List แยกเป็นราย SKU แล้วตรวจว่าแต่ละรายการ

    • เป็นอาหารประเภทใด
    • ต้องขอเลขสารบบหรือไม่
    • ใช้เลขเสมือนได้หรือไม่
    • มี Ingredient ที่มีเงื่อนไขหรือไม่
    • ต้องมีเอกสาร Manufacturer เพิ่มหรือไม่
    • มีข้อกำหนดเฉพาะด้านฉลากหรือไม่

    วิธีนี้ลดความเสี่ยงจากการสั่งสินค้าหลายรายการเข้ามาพร้อมกันแล้วพบภายหลังว่าบาง SKU ยังไม่พร้อมนำเข้า

    เลขสารบบอาหารคืออะไร?

    เลขสารบบอาหารเป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาหารตามประเภทและกระบวนการอนุญาตที่กำหนด

    ผู้บริโภคมักเรียกรวม ๆ ว่า เลข อย.

    แต่สำหรับผู้ประกอบการควรแยกให้ชัดว่าผลิตภัณฑ์ของตนอยู่ในประเภทใด เพราะวิธีดำเนินการไม่เหมือนกันทั้งหมด

    ไม่ควรนำเลขสารบบของสินค้า SKU หนึ่งไปใช้กับอีกสินค้าโดยอัตโนมัติ แม้จะ

    • Brand เดียวกัน
    • Manufacturer เดียวกัน
    • Package คล้ายกัน

    หากสูตรหรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน ต้องตรวจ Product Authorization ของแต่ละรายการ

    เลขเสมือนคืออะไร?

    อาหารทั่วไปบางกลุ่มสามารถใช้เลขเสมือนสำหรับเชื่อมโยงข้อมูลผลิตภัณฑ์กับกระบวนการนำเข้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

    ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการพบว่าสินค้าไม่มีเลขสารบบอาหาร ไม่ควรสรุปทันทีว่า

    “สินค้าไม่ต้องดำเนินการกับ อย.”

    ควรตรวจก่อนว่าสินค้านั้นอยู่ในประเภทใดและต้องใช้เลขหรือข้อมูลรูปแบบไหนสำหรับการนำเข้า

    มาตรฐานโรงงานต่างประเทศต้องตรวจด้วยหรือไม่?

    ควรตรวจตามประเภทอาหาร

    ผลิตภัณฑ์บางกลุ่มอาจต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการผลิตหรือเอกสารจากโรงงานตามประกาศที่เกี่ยวข้อง

    จึงควรขอข้อมูลจาก Supplier ตั้งแต่ก่อน Purchase Order เช่น

    • Manufacturer Name
    • Manufacturer Address
    • Manufacturing License ตามกรณี
    • Certificate ด้านระบบการผลิต
    • Product Specification
    • Production Process
    • Ingredient

    ไม่ควรรอจนสินค้าพร้อมขึ้นเครื่องหรือขึ้นเรือแล้วจึงเริ่มขอเอกสารจากโรงงาน เพราะ Supplier บางรายอาจใช้เวลาจัดเตรียมเอกสาร

    ขั้นตอนที่ 3 เตรียมฉลาก เอกสารสินค้า และขอ License per Invoice (LPI)

    เมื่อ Product Requirement พร้อมแล้ว ก่อนนำเข้าแต่ละ Shipment ยังต้องเตรียมข้อมูลสำหรับการนำเข้าสินค้าจริง

    หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือ License per Invoice หรือ LPI

    LPI เป็นข้อมูลสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพในแต่ละ Shipment และต้องเชื่อมโยงกับรายละเอียดสินค้าที่กำลังนำเข้า

    ดังนั้นการมีใบอนุญาตนำเข้าและเลขผลิตภัณฑ์พร้อมแล้ว ไม่ได้หมายความว่าส่งสินค้าเข้าไทยได้โดยไม่ต้องดำเนินการต่อ

    License per Invoice หรือ LPI คืออะไร?

    LPI สามารถเข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นข้อมูลการอนุญาตที่ผูกกับการนำเข้าสินค้าในแต่ละครั้ง

    ข้อมูลจึงต้องสัมพันธ์กับ Shipment เช่น

    • Importer
    • Product
    • Quantity
    • Invoice
    • Product Authorization
    • รายละเอียดการนำเข้า

    เมื่อสินค้าเดินทางเข้าประเทศ ข้อมูลดังกล่าวถูกใช้ร่วมกับเอกสารในกระบวนการนำเข้าและพิธีการศุลกากร

    จึงควรทำ LPI ก่อน Shipment เข้าสู่กระบวนการ Clearance ไม่ควรรอให้สินค้ามาถึงแล้วจึงเริ่มตรวจข้อมูล

    ฉลากภาษาไทยต้องเตรียมอย่างไร?

    อาหารที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยต้องตรวจข้อกำหนดด้านฉลากของอาหารประเภทนั้น

    ข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น

    • ชื่ออาหาร
    • เลขสารบบอาหารตามกรณี
    • ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต
    • ชื่อและที่ตั้งผู้นำเข้า
    • ส่วนประกอบ
    • ปริมาณสุทธิ
    • ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้
    • วันผลิต / วันหมดอายุ ตามเงื่อนไข
    • วิธีเก็บรักษา
    • วิธีใช้
    • Nutrition Information
    • คำเตือน
    • ข้อมูลอื่นตามประเภทอาหาร

    ไม่ได้หมายความว่าอาหารทุกชนิดต้องมีข้อมูลทุกหัวข้อเหมือนกัน จึงควรอ้างอิงข้อกำหนดของ Product Category นั้นโดยตรง

    ใช้ฉลากต่างประเทศเดิมขายในไทยเลยได้หรือไม่?

    ไม่ควรสรุปว่าได้

    ฉลากของสินค้าที่ขายในประเทศต้นทางถูกจัดทำตาม Regulation ของประเทศนั้น ซึ่งอาจแตกต่างจากประเทศไทย

    ตัวอย่างเช่นสินค้าเกาหลี ญี่ปุ่น จีน หรือยุโรป อาจมีข้อความในภาษาท้องถิ่นและ Format ที่ไม่ตรงกับข้อกำหนดของไทย

    ก่อนนำมาจำหน่ายจึงควรตรวจ

    • ภาษา
    • Product Name
    • Ingredient
    • Allergen
    • Nutrition
    • Importer
    • Warning
    • Date Marking
    • Product Claim

    ให้ตรงกับข้อกำหนดที่ใช้กับสินค้าในประเทศไทย

    Claim บนอาหารต้องตรวจด้วยหรือไม่?

    ต้องตรวจ

    การนำข้อความจาก Package หรือโฆษณาต่างประเทศมาแปลใช้ในไทยโดยตรงอาจมีความเสี่ยง โดยเฉพาะข้อความที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

    ตัวอย่างเช่น

    • รักษาโรค
    • ป้องกันโรค
    • ลดอาการ
    • ลดน้ำหนัก
    • เผาผลาญไขมัน
    • Detox
    • เพิ่มภูมิคุ้มกันในลักษณะที่เกินข้อกำหนด
    • Claim ทางโภชนาการหรือสุขภาพ

    การตรวจ Compliance จึงควรครอบคลุมทั้ง ตัวสินค้า + ฉลาก + Marketing Claim

    Internal Link แนะนำ: วิตามิน DHC ญี่ปุ่น นำเข้าอย่างไรให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงติดด่านศุลกากร

    ขั้นตอนที่ 4 ทำใบขนสินค้าขาเข้า และผ่านการตรวจที่ด่านอาหารและยา

    เมื่อ Shipment เดินทางเข้าประเทศ จะเข้าสู่ขั้นตอนพิธีการนำเข้า

    ข้อมูลและเอกสารสำคัญสามารถเกี่ยวข้องกับ

    • ใบขนสินค้าขาเข้า
    • Commercial Invoice
    • Transport Document
    • LPI
    • Product Information
    • เอกสารมาตรฐานการผลิตตามกรณี
    • เอกสารเฉพาะของอาหารแต่ละประเภท

    เจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยาอาจตรวจเอกสารและสินค้าเพื่อพิจารณาว่าสินค้าที่นำเข้าเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่

    เมื่อผ่านขั้นตอนที่เกี่ยวข้องแล้วจึงสามารถดำเนินการ Customs Clearance และนำสินค้าออกไปตาม Process ต่อได้

    Internal Link แนะนำ: ใบขนสินค้าขาเข้า–ขาออก คืออะไร? ขั้นตอนและเอกสารที่ผู้นำเข้า–ส่งออกควรรู้

    Commercial Invoice สำหรับอาหารนำเข้าควรระบุอะไร?

    Invoice ควรมีข้อมูลชัดเจนเพียงพอให้เชื่อมโยงกับสินค้าและเอกสารนำเข้า เช่น

    • Seller
    • Buyer / Importer
    • Product Name
    • Quantity
    • Unit
    • Unit Price
    • Total Value
    • Currency
    • Invoice Number
    • Invoice Date
    • Incoterms ตามการซื้อขาย
    • Country Information ตามความเหมาะสม

    ไม่ควรระบุเพียงคำกว้าง ๆ เช่น

    Food

    หรือ

    Snack

    หากสามารถใส่ Product Description ที่ชัดเจนกว่านั้นได้

    รายละเอียดที่ชัดช่วยให้ตรวจ HS Code, Regulation และ Customs Declaration ได้ง่ายขึ้น

    Packing List สำคัญอย่างไรกับอาหารนำเข้า?

    Packing List ใช้แสดงโครงสร้างของ Shipment เช่น

    • จำนวน Carton
    • จำนวนสินค้าต่อ Carton
    • Gross Weight
    • Net Weight
    • Dimension
    • Package Number
    • Product Lot ตามระบบที่ใช้
    • Shipping Marks

    หากอาหารมีหลาย SKU หรือหลาย Lot ควรจัดข้อมูลให้สามารถ Trace ได้ง่าย โดยเฉพาะสินค้าที่มี Expiry Date

    HS Code ต้องตรวจก่อนนำเข้าอาหารหรือไม่?

    ควรตรวจ

    HS Code มีผลต่อ

    • Import Duty
    • Customs Declaration
    • มาตรการนำเข้า
    • FTA
    • เอกสารและข้อกำหนดบางประเภท

    อาหารที่ดูคล้ายกันสามารถใช้ HS Code แตกต่างกันตาม

    • ส่วนประกอบ
    • วิธีผลิต
    • ลักษณะสินค้า
    • การบรรจุ
    • การใช้งาน

    จึงไม่ควรเลือก HS Code จากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว

    Internal Link แนะนำ: HS CODE สำคัญอย่างไร

    นำเข้าอาหารต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

    ขึ้นอยู่กับ HS Code และประเภทสินค้า

    ต้นทุนนำเข้าสามารถประกอบด้วย

    • Product Cost
    • Freight
    • Insurance
    • Import Duty
    • VAT
    • ภาษีอื่นตามประเภทสินค้า
    • Customs Clearance
    • FDA / Compliance Cost
    • Handling
    • Warehouse
    • Delivery

    หากสินค้าเข้าเงื่อนไข FTA อาจสามารถใช้สิทธิทางภาษีเพื่อลด Import Duty ได้ แต่ต้องตรวจ Country of Origin และ Proof of Origin ให้ถูกต้อง

    ก่อนสั่ง Commercial Lot จึงควรคำนวณ Landed Cost ให้ครบก่อนตั้งราคาขาย

    Internal Link แนะนำ: ราคาศุลกากร (CIF) คืออะไร? พร้อม 4 ขั้นตอนคำนวณภาษีนำเข้าสินค้า

    อาหารจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป ใช้ขั้นตอนเดียวกันหรือไม่?

    หลักการนำเข้าในประเทศไทยมีแกนเดียวกัน แต่ Product Requirement และเอกสารจากประเทศต้นทางสามารถแตกต่างกัน

    สิ่งที่ต้องตรวจเป็นหลักคือ

    • Product Category
    • Ingredient
    • Manufacturer
    • Manufacturing Standard
    • Country of Origin
    • Label
    • Product Claim
    • HS Code
    • FTA
    • Shipping Route

    ดังนั้นไม่ควรคิดว่าอาหารจากประเทศหนึ่ง “นำเข้าง่ายกว่า” อีกประเทศเพียงเพราะ Route สั้นกว่า

    Regulation ของสินค้าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาแยกจาก Transportation

    อาหารแห้งนำเข้าง่ายกว่าอาหารสดหรือไม่?

    ในด้าน Logistics อาหารแห้งอาจมีข้อได้เปรียบเรื่อง Storage และ Temperature Requirement ในหลายกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีข้อกำหนดด้าน อย.

    ยังต้องตรวจ

    • Ingredient
    • Product Category
    • Label
    • Manufacturing Standard
    • Shelf Life
    • Import Requirement

    เช่นเดียวกัน

    อาหารสด สินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์อาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจาก อย.

    จึงต้องตรวจ Product ก่อนเลือก Route

    Shelf Life สำคัญกับอาหารนำเข้าอย่างไร?

    สำคัญมาก เพราะระยะเวลาที่สินค้าเหลือก่อนหมดอายุส่งผลต่อความสามารถในการจำหน่าย

    ก่อน Purchase Order ควรตรวจ

    • Manufacturing Date
    • Expiry Date
    • Remaining Shelf Life
    • Production Lead Time
    • Shipping Lead Time
    • Customs Clearance Time
    • Warehouse Period
    • Sales Cycle

    ตัวอย่างเช่น Supplier เสนอสินค้าราคาถูกมาก แต่เหลือ Shelf Life เพียงระยะสั้น เมื่อรวม Shipping + Clearance + Distribution แล้ว อาจเหลือเวลาขายน้อยจน Inventory Risk สูง

    จึงควรดูทั้ง Purchase Price และ Remaining Shelf Life

    นำเข้าอาหารควรเลือก Air Freight หรือ Sea Freight?

    ขึ้นอยู่กับสินค้าและ Business Requirement

    Air Freight เหมาะเมื่อ

    • สินค้าเร่งด่วน
    • Volume ไม่มาก
    • Sample
    • Product Launch
    • Shelf Life จำกัด
    • ต้องการเติม Stock เร็ว

    Sea Freight เหมาะเมื่อ

    • Volume มาก
    • สามารถวางแผน Lead Time
    • Commercial Lot
    • สินค้าไม่เร่งด่วน
    • ต้องการบริหาร Freight ต่อ Unit

    สำหรับอาหารแช่เย็นหรือแช่แข็ง ต้องพิจารณา Cold Chain เพิ่มเติม ไม่ควรเลือก Mode จาก Freight เพียงอย่างเดียว

    การขนส่งอาหารแบบควบคุมอุณหภูมิต้องดูอะไร?

    หากสินค้าใช้ Temperature-Controlled Logistics ต้องรู้ Requirement ของ Product ให้ชัด เช่น

    • Ambient
    • Chilled
    • Frozen
    • Required Temperature Range
    • Maximum Transit Time
    • Packaging
    • Reefer Requirement
    • Data Logger ตามกรณี

    Cold Chain ต้องต่อเนื่องตลอด Process ตั้งแต่ Supplier, Warehouse, International Transport จนถึง Delivery

    เพียงใช้รถเย็นช่วงสุดท้ายไม่เพียงพอ หากสินค้าต้องควบคุมอุณหภูมิตลอด Supply Chain

    สาเหตุที่อาหารนำเข้าติดด่านหรือ Clearance ล่าช้ามีอะไรบ้าง?

    ปัญหาที่พบสามารถเกิดจาก

    • ไม่ได้ตรวจ Product Category ก่อนส่ง
    • ใบอนุญาตของ Importer ยังไม่พร้อม
    • Product Authorization ยังไม่ครบ
    • เลขสารบบหรือเลขเสมือนไม่สัมพันธ์กับสินค้า
    • LPI ไม่พร้อม
    • Invoice ระบุสินค้าไม่ชัด
    • Quantity ไม่ตรง
    • Manufacturer Information ไม่ตรง
    • Certificate ไม่พร้อม
    • ฉลากมีประเด็น
    • HS Code ต้องตรวจเพิ่มเติม
    • Shipment ถูกตรวจสินค้า
    • เอกสารจาก Supplier ไม่ครบ

    วิธีลดความเสี่ยงคือทำ Pre-Check ก่อนสินค้าออกจากประเทศต้นทาง

    ไม่ควรสั่งสินค้าแล้วค่อยขอ อย. ทีหลัง เพราะอะไร?

    เพราะเมื่อ Purchase Order ถูกผลิตและส่งสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการแก้ปัญหาน้อยลง

    หากพบว่า

    • Ingredient มีข้อจำกัด
    • โรงงานไม่มีเอกสารที่ต้องใช้
    • Product ต้องขออนุญาตเพิ่มเติม
    • Label ต้องแก้
    • Shelf Life เหลือน้อย
    • สินค้าไม่ตรงกับ Specification

    สินค้าอาจต้องหยุดรออยู่ที่ต้นทางหรือปลายทางและเกิดค่าใช้จ่าย

    ดังนั้นสำหรับสินค้าใหม่ควรใช้ลำดับ

    ตรวจสินค้า → ตรวจ Regulation → เตรียม Permit → Confirm Purchase → Booking Shipping

    ไม่ใช่

    ซื้อสินค้า → ส่งมาไทย → ค่อยตรวจ Regulation

    ข้อมูลที่ควรขอจาก Supplier ก่อนสั่งอาหารเข้ามาขาย

    ควรเตรียมอย่างน้อย

    • Product Name
    • Product Photo
    • Ingredient List
    • Product Specification
    • Nutrition Information
    • Manufacturer Name
    • Manufacturer Address
    • Country of Origin
    • รูป Label ทุกด้าน
    • Certificate โรงงานตามกรณี
    • Shelf Life
    • Manufacturing Date / Expiry Format
    • Package Size
    • Carton Size
    • Gross Weight
    • MOQ
    • Production Lead Time
    • Commercial Invoice
    • Packing List

    หาก Supplier ไม่สามารถให้ Ingredient, Manufacturer หรือ Product Specification ได้ ควรตรวจความพร้อมให้ชัดก่อนสั่ง Commercial Quantity

    Checklist 4 ขั้นตอนนำเข้าอาหารก่อน Booking

    1. เตรียม Importer

    • ตรวจสถานที่นำเข้า
    • ขอใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
    • ตรวจความพร้อมของสถานประกอบการ

    2. เตรียม Product

    • จำแนกประเภทอาหาร
    • ตรวจ Ingredient
    • ขอเลขสารบบหรือเลขเสมือนตามกรณี
    • ตรวจมาตรฐานโรงงานและเอกสารผลิตภัณฑ์

    3. เตรียม Shipment

    • ตรวจฉลาก
    • Commercial Invoice
    • Packing List
    • LPI
    • HS Code
    • Freight Document

    4. ดำเนินพิธีการนำเข้า

    • จัดทำใบขนสินค้าขาเข้า
    • ตรวจเอกสารกับด่านอาหารและยา
    • ดำเนิน Customs Clearance
    • รับสินค้าและ Delivery

    หากทั้ง 4 ส่วนพร้อมก่อนสินค้าออกจากต้นทาง ความเสี่ยงจาก Documentation Delay จะลดลงอย่างมาก

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนำเข้าอาหารและขอ อย. (FAQ)

    นำเข้าอาหารทุกชนิดต้องมีเลข อย. หรือไม่?

    ไม่ควรสรุปว่าอาหารทุกชนิดใช้เลขสารบบอาหารแบบเดียวกัน ต้องจำแนกประเภทก่อน เพราะอาหารบางกลุ่มใช้เลขสารบบ ขณะที่อาหารทั่วไปอาจใช้เลขเสมือนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

    มีใบอนุญาตนำเข้าอาหารแล้ว สามารถนำเข้าอาหารทุกประเภทได้เลยหรือไม่?

    ไม่ใช่ ใบอนุญาตของผู้นำเข้าเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังต้องตรวจ Requirement ของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการด้วย

    LPI ต้องทำครั้งเดียวหรือไม่?

    LPI เกี่ยวข้องกับการนำเข้าในแต่ละครั้ง จึงต้องดำเนินการให้สัมพันธ์กับ Invoice และ Shipment ที่กำลังนำเข้า

    อาหารมีฉลากภาษาอังกฤษแล้ว ต้องทำภาษาไทยอีกหรือไม่?

    หากนำมาจำหน่ายในประเทศไทย ต้องตรวจข้อกำหนดฉลากของอาหารประเภทนั้นว่าต้องแสดงข้อมูลภาษาไทยและรายละเอียดใดบ้าง ไม่ควรใช้ฉลากต่างประเทศโดยไม่ตรวจ Regulation

    นำเข้าจำนวนน้อยเพื่อขาย ไม่ต้องขอ อย. ใช่หรือไม่?

    ปริมาณน้อยไม่ได้ทำให้ Commercial Import เพื่อจำหน่ายได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ ต้องแยกจากการนำเข้าเพื่อใช้เฉพาะตัวและตรวจวัตถุประสงค์การนำเข้าให้ถูกต้อง

    ควรขอ อย. ก่อนหรือจองขนส่งก่อน?

    สำหรับสินค้าใหม่ควรตรวจ Regulatory Requirement และเตรียมการอนุญาตให้ชัดก่อน Confirm Commercial Shipment เพื่อป้องกันสินค้าเดินทางมาถึงแล้วเอกสารยังไม่พร้อม

    บริการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศกับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการ Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment

    สำหรับสินค้าอาหาร ผู้ประกอบการควรเตรียมชื่อสินค้า รูปภาพ Ingredient, Product Specification, Manufacturer, Commercial Invoice, Packing List, จำนวน ขนาด น้ำหนัก และเอกสารอนุญาตที่เกี่ยวข้องให้พร้อมก่อน Booking เพื่อให้สามารถวางแผน Route และกระบวนการนำเข้าได้เหมาะกับสินค้า

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
    LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ