HS Code คืออะไร? วิธีดูพิกัดศุลกากรและทำไมสำคัญต่อภาษีนำเข้า–ส่งออก

    20 ตุลาคม 2569

    Key Takeaways

    • HS Code คือระบบรหัสสากลสำหรับจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ โดย 6 หลักแรกเป็นโครงสร้าง Harmonized System ที่ใช้ร่วมกันในประเทศสมาชิกของระบบ HS
    • ประเทศไทยใช้พิกัดศุลกากรในระดับ AHTN 8 หลัก และยังมีรหัสสถิติเพิ่มเติมสำหรับการจัดเก็บข้อมูลตามระบบของศุลกากร
    • HS Code มีผลต่ออัตราอากร ใบอนุญาต มาตรการนำเข้า–ส่งออก FTA และข้อมูลใน Customs Declaration
    • สินค้าที่มีชื่อคล้ายกันอาจใช้คนละพิกัดได้ เพราะการจำแนกต้องพิจารณาวัสดุ ส่วนประกอบ หน้าที่ การใช้งาน และกฎการตีความพิกัดร่วมกัน
    • ไม่ควรเลือก HS Code จากชื่อสินค้าใน Google, Marketplace หรือพิกัดของ Supplier เพียงอย่างเดียว หากไม่แน่ใจควรตรวจข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญหรือขอคำวินิจฉัยตามช่องทางศุลกากร

    HS Code คืออะไร?

    HS Code ย่อมาจาก Harmonized System Code เป็นระบบจำแนกประเภทสินค้าที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ

    ระบบ Harmonized System จัดทำและดูแลโดย World Customs Organization หรือ WCO เพื่อสร้างโครงสร้างการจำแนกสินค้าที่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างประเทศ

    เมื่อสินค้าถูกนำเข้าหรือส่งออก หน่วยงานศุลกากรต้องทราบว่าสินค้านั้นจัดอยู่ในประเภทใด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เช่น

    • Import Duty
    • Export / Import Regulation
    • Customs Declaration
    • FTA
    • Rules of Origin
    • Statistical Data
    • Permit
    • Trade Measures

    ดังนั้น HS Code จึงไม่ได้เป็นเพียง “รหัสสินค้า”

    แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่เชื่อมระหว่าง

    ตัวสินค้า → กฎหมาย → ภาษี → เอกสาร → พิธีการศุลกากร

    หากจำแนกพิกัดผิด ผลกระทบสามารถเกิดขึ้นกับทั้งต้นทุนและ Customs Clearance ของ Shipment

    ทำไม HS Code สำคัญกับการนำเข้า–ส่งออก?

    HS Code มีผลต่อหลายขั้นตอนตั้งแต่ก่อนซื้อสินค้าไปจนถึงนำสินค้าออกจาก Customs

    ตัวอย่างเช่น

    ธุรกิจต้องการนำเข้าเครื่องจักรหนึ่งรายการจากจีน

    ก่อนคำนวณ Landed Cost ควรรู้ว่าเครื่องจักรนั้นอยู่ภายใต้ HS Code ใด เพราะพิกัดมีผลต่อ

    • อัตราอากรขาเข้า
    • สิทธิ FTA
    • Permit
    • Product Standard
    • Customs Declaration
    • มาตรการทางการค้า

    หากใช้พิกัดผิดตั้งแต่ต้น ธุรกิจอาจ

    • คำนวณภาษีต่ำกว่าความจริง
    • ใช้สิทธิ FTA ผิด
    • ไม่ได้เตรียมใบอนุญาต
    • ถูก Customs ขอข้อมูลเพิ่มเติม
    • ต้องแก้ใบขน
    • เกิดค่าใช้จ่ายและ Delay

    ดังนั้นการ Classification ควรเกิด ก่อน Shipment เดินทาง โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือมีข้อกำกับ

    HS Code มีกี่หลัก?

    จุดนี้มักสร้างความสับสน เพราะผู้ประกอบการอาจพบทั้ง

    • 4 หลัก
    • 6 หลัก
    • 8 หลัก
    • 11 หลัก

    ทั้งหมดสามารถเกี่ยวข้องกับพิกัดสินค้าได้ แต่เป็นคนละระดับของรายละเอียด

    HS Code 2 หลัก คือ Chapter

    ตัวเลข 2 หลักแรกแสดง Chapter หรือตอน

    เป็นการแบ่งสินค้าระดับกว้าง

    ตัวอย่างกลุ่ม เช่น

    • สัตว์และผลิตภัณฑ์
    • อาหาร
    • เคมีภัณฑ์
    • สิ่งทอ
    • เครื่องจักร
    • ยานพาหนะ

    เลข Chapter เพียง 2 หลักยังไม่ละเอียดพอสำหรับใช้ระบุสินค้าในการดำเนินพิธีการจริง

    แต่ช่วยบอกว่าสินค้าอยู่ในกลุ่มใหญ่ใด

    HS Code 4 หลัก คือ Heading

    เมื่อเพิ่มเป็น 4 หลัก จะเข้าสู่ระดับ Heading หรือประเภท

    ทำให้สามารถแยกสินค้าละเอียดขึ้นจาก Chapter

    โครงสร้างสามารถมองง่าย ๆ เป็น

    2 หลักแรก = Chapter

    4 หลัก = Heading

    แต่สินค้าใน Heading เดียวกันยังสามารถแบ่งเป็น Subheading ต่อได้อีก

    HS Code 6 หลัก คือ Harmonized System ระดับสากล

    เลข 6 หลักแรกเป็นระดับ HS Subheading ที่ใช้เป็นโครงสร้างร่วมกันภายใต้ Harmonized System

    สามารถแบ่งได้เป็น

    • 2 หลัก = Chapter
    • 4 หลัก = Heading
    • 6 หลัก = HS Subheading

    นี่คือส่วนที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ เข้าใจ Classification ในโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม หลังหลักที่ 6 แต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศสามารถเพิ่มรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ Tariff และ Statistics ของตนเองได้

    ประเทศไทยใช้ HS Code กี่หลัก?

    สำหรับประเทศไทย การจำแนกพิกัดศุลกากรใช้งานในระดับ AHTN 8 หลัก

    AHTN ย่อมาจาก

    ASEAN Harmonized Tariff Nomenclature

    ซึ่งใช้โครงสร้าง HS 6 หลักเป็นพื้นฐาน แล้วเพิ่มรายละเอียดของ ASEAN อีก 2 หลัก

    จึงสามารถมองได้ว่า

    HS 6 หลัก + AHTN เพิ่ม 2 หลัก = พิกัด 8 หลัก

    ประเทศไทยปัจจุบันอ้างอิงระบบ AHTN 2022 สำหรับโครงสร้างพิกัดที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการควรตรวจฉบับที่มีผลใช้ล่าสุดก่อนดำเนิน Shipment

    แล้ว HS Code 11 หลักคืออะไร?

    ในระบบข้อมูลของประเทศไทย นอกจากพิกัดศุลกากร 8 หลักแล้ว ยังสามารถพบ รหัสสถิติอีก 3 หลัก

    เมื่อนำมารวมกันจึงเห็นรหัสในระดับ

    8 หลักพิกัดศุลกากร + 3 หลักรหัสสถิติ = 11 หลัก

    รหัสสถิติใช้เพื่อแยกข้อมูลสินค้าให้ละเอียดขึ้นสำหรับวัตถุประสงค์ด้าน

    • สถิติการค้า
    • ปริมาณ
    • การกำกับสินค้า
    • ข้อมูลศุลกากร

    ตามระบบที่เกี่ยวข้อง

    ดังนั้นคำว่า “HS Code 11 หลัก” ที่ผู้ประกอบการพบในไทย ควรเข้าใจว่าไม่ได้หมายความว่า WCO กำหนด HS สากลไว้ 11 หลัก

    โครงสร้างสากลของ HS อยู่ที่ 6 หลัก ส่วนรายละเอียดหลังจากนั้นเป็นการขยายระดับประเทศหรือภูมิภาค

    HS Code กับ AHTN ต่างกันอย่างไร?

    HS เป็นระบบ Harmonized System ระดับสากล

    ส่วน AHTN คือระบบที่ประเทศ ASEAN ใช้ขยายรายละเอียดจาก HS เพื่อให้สอดคล้องกันในภูมิภาค

    สามารถเข้าใจง่าย ๆ ว่า

    HS = โครงสร้างพื้นฐานสากล

    AHTN = การขยายรายละเอียดสำหรับ ASEAN

    ดังนั้นเมื่อค้นหาสินค้านำเข้าไทย ไม่ควรหยุดอยู่ที่ HS 6 หลักเพียงอย่างเดียว หากต้องใช้พิกัดสำหรับพิธีการในประเทศไทย ต้องตรวจต่อถึงระดับที่ระบบศุลกากรกำหนด

    ตัวอย่างโครงสร้าง HS Code ดูอย่างไร?

    สมมติรหัสตัวอย่าง

    1904.10

    สามารถแบ่งในเชิงโครงสร้างได้ว่า

    • 19 = Chapter
    • 1904 = Heading
    • 1904.10 = HS Subheading

    จากนั้นประเทศไทยสามารถมี Subdivision ต่อในระดับ AHTN 8 หลัก และรหัสสถิติที่เกี่ยวข้อง

    อย่างไรก็ตาม การดูจากตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าสินค้าของเราจะอยู่พิกัดนั้นจริงหรือไม่

    ต้องอ่าน

    • Description
    • Section Notes
    • Chapter Notes
    • Subheading Notes
    • Classification Rules

    ประกอบด้วย

    HS Code หาอย่างไร?

    การหาพิกัดไม่ควรเริ่มจากการเดาชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว

    ควรเตรียมข้อมูล Product ก่อน เช่น

    • ชื่อสินค้า
    • รูปภาพ
    • Material
    • Composition
    • Function
    • Usage
    • Model
    • Technical Specification
    • Production Process ตามกรณี

    จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอน Classification

    ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าสินค้าคืออะไร

    ต้องอธิบาย Product ให้ชัด

    ตัวอย่าง

    คำว่า

    Plastic Product

    กว้างเกินไป

    ควรรู้ต่อว่าเป็น

    • Plastic Box
    • Plastic Tableware
    • Plastic Machine Component
    • Plastic Packaging
    • Plastic Decoration

    เพราะ Function สามารถทำให้ Classification แตกต่างกันได้

    ขั้นตอนที่ 2 ตรวจวัสดุและส่วนประกอบ

    สินค้าหลายประเภทจำแนกจาก Material

    เช่น

    • Plastic
    • Steel
    • Aluminium
    • Textile
    • Wood
    • Glass

    แต่สินค้าบางรายการมีหลายวัสดุ

    เช่น

    เก้าอี้ไม้ที่มีโครงโลหะ

    จึงต้องพิจารณากฎการจำแนกเพิ่มเติม ไม่สามารถเลือกจากวัสดุที่มองเห็นมากที่สุดโดยอัตโนมัติ

    ขั้นตอนที่ 3 ตรวจ Function และการใช้งาน

    สินค้าหลายประเภทจำแนกตาม Function มากกว่าวัสดุ

    โดยเฉพาะ

    • Machinery
    • Electronics
    • Instruments
    • Parts
    • Appliances

    ตัวอย่างคำว่า

    Sensor

    ยังไม่เพียงพอ

    ต้องรู้ว่า

    • Sensor วัดอะไร
    • ทำงานอย่างไร
    • ใช้กับ Equipment ใด
    • เป็นส่วนประกอบเฉพาะหรือสินค้า Standalone

    จึงจะเริ่มประเมิน Classification ได้

    ขั้นตอนที่ 4 ค้นหา Heading ที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อเข้าใจ Product แล้วจึงค้นหา Heading ที่มี Description ใกล้เคียง

    แต่ไม่ควรเลือกทันทีจากชื่อที่ดูเหมือนตรงที่สุด

    ต้องอ่านรายละเอียดและ Notes ที่เกี่ยวข้องด้วย

    ขั้นตอนที่ 5 อ่าน Section Notes และ Chapter Notes

    Notes เป็นส่วนสำคัญมากในการ Classification

    เพราะสามารถระบุว่า

    • สินค้าใดรวมอยู่
    • สินค้าใดไม่รวม
    • คำศัพท์หมายถึงอะไร
    • Parts ต้องจัดอย่างไร
    • Mixture หรือ Composite Goods ใช้หลักใด

    บางครั้งสินค้าดูเหมือนอยู่ Chapter หนึ่ง แต่ Note ระบุให้ Classification ไปอีก Chapter

    ดังนั้นการ Search Keyword แล้วเลือก Code แรกที่พบจึงมีความเสี่ยง

    ขั้นตอนที่ 6 ใช้กฎการตีความพิกัด

    การจำแนกสินค้าภายใต้ระบบ HS ใช้หลัก General Rules for the Interpretation หรือ GRIs

    กฎเหล่านี้ใช้ช่วยพิจารณากรณี เช่น

    • สินค้าที่ยังไม่สมบูรณ์
    • สินค้าประกอบหลายวัสดุ
    • Set
    • Composite Goods
    • สินค้าที่อาจเข้าหลาย Heading
    • Packaging บางประเภท

    ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจำกฎทุกข้อเพื่อส่ง Shipment ทั่วไป

    แต่ควรเข้าใจว่า HS Classification เป็นกระบวนการตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการค้นชื่อสินค้า

    HS Code ของ Supplier ใช้ตามได้เลยหรือไม่?

    ไม่ควรใช้โดยไม่ตรวจสอบ

    Supplier ต่างประเทศอาจให้ Code มา เช่น

    8479.XX

    แต่ Code ดังกล่าวสามารถเป็น

    • พิกัดในประเทศต้นทาง
    • พิกัดในระบบของประเทศนั้น
    • Classification ที่ Supplier เคยใช้
    • Code ที่ไม่ตรงกับ Product Version ที่เรานำเข้า

    แม้ 6 หลักแรกสามารถสอดคล้องกันในระบบ HS แต่รายละเอียดหลังหลักที่ 6 อาจแตกต่างกันระหว่างประเทศ

    ดังนั้น Importer ในไทยควรตรวจพิกัดไทยอีกครั้ง

    HS Code จาก Alibaba หรือ Marketplace ใช้ได้ไหม?

    ใช้เป็น Reference เริ่มต้นได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานในการยื่นพิธีการโดยอัตโนมัติ

    เพราะ Marketplace อาจมีข้อมูลจาก

    • Seller
    • Product Category
    • ระบบ Auto Classification
    • Code จากประเทศอื่น

    ซึ่งไม่รับประกันว่าจะตรงกับสินค้าและพิกัดประเทศไทย

    หากสินค้ามี

    • Duty สูง
    • Regulation
    • Permit
    • Anti-dumping
    • FTA

    ควรตรวจ Classification อย่างละเอียดเป็นพิเศษ

    สินค้าชนิดเดียวกันใช้ HS Code เดียวกันทั่วโลกหรือไม่?

    ในระดับ HS 6 หลัก ประเทศที่ใช้ Harmonized System จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน

    แต่รายละเอียดหลัง 6 หลักสามารถแตกต่างกันได้

    ตัวอย่าง

    ประเทศ A อาจขยายเป็น 8 หลัก

    ประเทศ B อาจใช้ 10 หลัก

    ประเทศไทยใช้ AHTN ในระดับ 8 หลักและมีรหัสสถิติประกอบตามระบบที่เกี่ยวข้อง

    ดังนั้นเวลาส่ง HS Code ให้ Buyer ต่างประเทศ ควรแยกให้ออกว่า

    กำลังพูดถึง HS 6 หลัก หรือ Tariff Code ของประเทศใด

    HS Code มีผลต่อภาษีนำเข้าอย่างไร?

    Import Duty เชื่อมโยงกับ Tariff Classification

    เมื่อทราบพิกัด จึงสามารถตรวจอัตราอากรของสินค้านั้นได้

    ตัวอย่างเชิงแนวคิด

    สินค้า A

    HS Code X
    Import Duty = อัตราหนึ่ง

    สินค้า B

    HS Code Y
    Import Duty = อีกอัตราหนึ่ง

    แม้สินค้าจะคล้ายกัน แต่หาก Classification ต่างกัน อัตราภาษีสามารถต่างกันได้

    นี่เป็นเหตุผลที่ HS Code มีผลโดยตรงต่อ Landed Cost

    Internal Link แนะนำ: ภาษีนำเข้าคิดอย่างไร? รู้จักอากรขาเข้า VAT และค่าใช้จ่ายก่อนนำเข้าสินค้า

    HS Code มีผลต่อ VAT หรือไม่?

    VAT และ Import Duty เป็นคนละส่วนของภาษีนำเข้า

    HS Code มีผลโดยตรงต่อการพิจารณาอัตราอากรและมาตรการสินค้าที่เกี่ยวข้อง

    ส่วนการคำนวณ VAT จะใช้ฐานตามหลักภาษีและศุลกากรที่เกี่ยวข้อง

    จึงไม่ควรสรุปว่า HS Code เป็นเพียงข้อมูลสำหรับคำนวณ Duty อย่างเดียว

    Classification ยังสัมพันธ์กับขั้นตอนอื่นของ Customs อีกด้วย

    HS Code มีผลต่อ Customs Value หรือไม่?

    HS Code กับ Customs Value เป็นคนละเรื่อง

    HS Code

    ตอบว่า

    “สินค้าคืออะไรในระบบพิกัด?”

    ส่วน

    Customs Value

    ตอบว่า

    “มูลค่าที่ใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีคือเท่าไร?”

    ทั้งสองข้อมูลทำงานร่วมกันในการประเมิน Import Duty

    พิกัดถูกแต่มูลค่าผิดก็มีปัญหาได้

    มูลค่าถูกแต่พิกัดผิดก็มีปัญหาได้เช่นกัน

    Internal Link แนะนำ: Customs Value คืออะไร? รู้จักหลักการคำนวณมูลค่าศุลกากรแบบ CIF

    HS Code มีผลต่อ FTA อย่างไร?

    มีผลอย่างมาก

    การตรวจสิทธิ FTA ต้องทราบพิกัดสินค้าเพื่อใช้พิจารณา

    • Preferential Tariff
    • Rules of Origin
    • Product-specific Rule
    • Certificate / Proof of Origin

    ตัวอย่าง

    สินค้าอาจมีอัตราปกติหนึ่งอัตรา

    แต่หากเข้าเงื่อนไข FTA สามารถได้รับอัตราพิเศษตามความตกลง

    อย่างไรก็ตาม

    มี Certificate of Origin ไม่ได้หมายความว่าจะใช้สิทธิได้เสมอ

    ต้องตรวจว่าพิกัดและ Rules of Origin ตรงตาม Agreement หรือไม่

    Internal Link แนะนำ: Form A, Form D และ Form E คืออะไร? ใช้สิทธิภาษีนำเข้า–ส่งออกอย่างไร

    HS Code กับ Certificate of Origin เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

    Certificate of Origin หรือ Proof of Origin ต้องเชื่อมโยงกับสินค้าที่ได้รับสิทธิ

    หาก HS Code ในเอกสาร

    • ไม่ตรงกับ Declaration
    • ไม่ตรงกับสินค้า
    • ไม่สอดคล้องกับ Rules of Origin

    อาจทำให้เกิดปัญหาในการขอใช้สิทธิภาษี

    จึงควรตรวจ Classification ก่อนออก C/O ไม่ใช่ออกเอกสารก่อนแล้วค่อยหาพิกัดภายหลัง

    Internal Link แนะนำ: Certificate of Origin คืออะไร? รู้จักเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับนำเข้า–ส่งออก

    HS Code มีผลต่อใบอนุญาตนำเข้า–ส่งออกหรือไม่?

    มีได้

    หน่วยงานรัฐจำนวนมากใช้พิกัดเป็นหนึ่งในข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับมาตรการกำกับ

    ตัวอย่างสินค้าที่อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น

    • Food
    • Cosmetic
    • Medical Device
    • Chemical
    • Machinery
    • Electrical Product
    • Agricultural Product
    • Controlled Goods

    แต่ไม่ควรตัดสิน Permit จาก HS Code เพียงตัวเดียว

    เพราะบางกฎหมายใช้

    • Product Description
    • Specification
    • Intended Use
    • Composition

    ร่วมในการพิจารณา

    HS Code กับ มอก. เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

    สินค้าบางประเภทอาจอยู่ภายใต้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

    HS Code สามารถใช้เป็นหนึ่งในข้อมูลสำหรับ Screening แต่การตัดสินว่าสินค้าอยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับหรือไม่ต้องดู

    • Product Type
    • Specification
    • Standard Scope
    • Regulation ปัจจุบัน

    ไม่ควรสรุปจาก HS Code เพียงอย่างเดียว

    Internal Link แนะนำ: เครื่องหมาย มอก. คืออะไร? มีผลอย่างไรต่อธุรกิจนำเข้าและส่งออก

    HS Code ต้องระบุใน Commercial Invoice หรือไม่?

    ขึ้นอยู่กับ Requirement ของ Transaction และปลายทาง

    Commercial Invoice บาง Shipment สามารถมี HS Code เพื่อช่วยให้ Buyer และ Customs Broker ทำงานง่ายขึ้น

    แต่เอกสารที่ HS Code มีความสำคัญโดยตรงคือข้อมูลสำหรับ Customs Declaration

    หากใส่ HS Code ใน Commercial Invoice ควรมั่นใจว่า Code ที่ใช้ได้รับการตรวจแล้ว

    ไม่ควรใส่พิกัดจาก Supplier แบบ Copy มาโดยไม่ตรวจสอบ

    HS Code ต้องระบุใน Packing List หรือไม่?

    ไม่จำเป็นสำหรับทุก Shipment

    Packing List มีหน้าที่หลักในการแสดง

    • Packages
    • Quantity
    • Weight
    • Dimension

    แต่ Buyer หรือ Process บางรูปแบบอาจขอให้ใส่ HS Code เพิ่ม

    สิ่งสำคัญคือข้อมูล Classification ที่ใช้ในเอกสารต่าง ๆ ต้องไม่ขัดแย้งกัน

    HS Code ต้องระบุในใบขนสินค้าหรือไม่?

    พิกัดศุลกากรเป็นข้อมูลสำคัญใน Customs Declaration

    ใช้ร่วมกับข้อมูล เช่น

    • Product Description
    • Quantity
    • Customs Value
    • Country of Origin
    • Permit
    • Duty

    ดังนั้น Exporter หรือ Importer ควรตรวจ Classification ก่อนจัดทำใบขน

    Internal Link แนะนำ: ใบขนสินค้าคืออะไร? รู้จักเอกสารสำคัญสำหรับพิธีการศุลกากรนำเข้า–ส่งออก

    ถ้าใช้ HS Code ผิดจะเกิดอะไรขึ้น?

    ผลกระทบขึ้นอยู่กับลักษณะและระดับของความผิดพลาด

    อาจเกิด

    • อัตราอากรผิด
    • ใช้ FTA ผิด
    • ขาด Permit
    • Customs ขอเอกสารเพิ่มเติม
    • ต้องแก้ Declaration
    • Cargo ถูก Hold
    • ประเมินอากรเพิ่มเติม
    • เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่ม
    • เกิดความเสี่ยงด้าน Compliance

    หากเป็นธุรกิจที่นำเข้าสินค้าเดิมเป็นประจำ ความผิดพลาดซ้ำ ๆ สามารถสร้างผลกระทบสะสมได้มากกว่าหนึ่ง Shipment

    ใช้ HS Code ที่อัตราภาษีต่ำกว่าได้หรือไม่?

    ไม่ได้หากสินค้าไม่ได้อยู่ในพิกัดนั้น

    การ Classification ต้องเป็นไปตามลักษณะสินค้าจริงและกฎการตีความพิกัด

    ไม่ควรเลือก Code โดยเริ่มจากคำถามว่า

    “Code ไหนภาษีถูกที่สุด?”

    ควรเริ่มจาก

    “สินค้าจัดอยู่ในพิกัดใดอย่างถูกต้อง?”

    จากนั้นจึงตรวจอัตราอากรและสิทธิ FTA

    สินค้าหนึ่งชิ้นสามารถมี HS Code ได้หลายตัวหรือไม่?

    การนำเข้าสินค้าหนึ่งรายการต้องมี Classification ที่เหมาะสมตามลักษณะสินค้านั้น

    แต่กรณีสินค้าที่

    • เป็น Set
    • ประกอบหลายวัสดุ
    • มีหลาย Function
    • เป็น Parts
    • เป็นสินค้าไม่สมบูรณ์
    • นำเข้าหลาย Component แยกกัน

    อาจต้องวิเคราะห์กฎการตีความเพิ่มเติมเพื่อหาพิกัดที่เหมาะสม

    จึงไม่ใช่การเลือกหลาย Code ตามใจผู้ประกอบการ

    Parts ใช้ HS Code เดียวกับเครื่องจักรได้หรือไม่?

    ไม่เสมอ

    Parts เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ Classification ผิดได้ง่าย

    บาง Parts มีพิกัดเฉพาะ

    บาง Parts จำแนกตามเครื่องจักรที่ใช้ด้วย

    บางรายการแม้ใช้กับเครื่องจักรหนึ่งโดยเฉพาะ แต่อาจถูกจัดใน Heading ของตัวสินค้าเองตาม Notes ที่เกี่ยวข้อง

    ดังนั้นคำว่า

    “Machine Parts”

    ยังไม่เพียงพอสำหรับหา HS Code

    ควรมี

    • Part Name
    • Material
    • Function
    • Machine Model
    • Drawing / Photo
    • Technical Specification

    เพิ่มเติม

    สินค้า Electronic หา HS Code จากชื่อสินค้าอย่างเดียวได้ไหม?

    ไม่ควร

    สินค้า Electronics อาจมี Function แตกต่างกันมาก เช่น

    • Power Supply
    • Sensor
    • Communication Device
    • Control Unit
    • Motor
    • Display
    • Computer Equipment

    แม้หน้าตาคล้ายกันก็สามารถอยู่คนละ Heading ได้

    Technical Datasheet จึงมีประโยชน์มากในการ Classification

    Chemical หา HS Code ต้องมีข้อมูลอะไร?

    ควรมีข้อมูล เช่น

    • Chemical Name
    • Composition
    • CAS Number ตามกรณี
    • Concentration
    • Intended Use
    • SDS

    Chemical ที่เป็นสารเดี่ยวกับ Preparation / Mixture สามารถมี Classification ต่างกัน

    จึงไม่ควรใช้ชื่อการค้าเพียงอย่างเดียว

    Food หา HS Code ต้องดูอะไร?

    อาจต้องพิจารณา

    • Ingredient
    • Percentage Composition
    • Preparation Method
    • Sugar / Milk / Cocoa Content ตามประเภทสินค้า
    • Packaging
    • Product Form

    สินค้าอาหารเป็นอีกกลุ่มที่ชื่อ Marketing Name อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

    ตัวอย่างคำว่า

    Protein Drink

    ยังต้องรู้ Composition ก่อน Classification

    หาพิกัดจาก Product Photo อย่างเดียวได้ไหม?

    Photo ช่วยให้เห็นลักษณะสินค้า แต่ไม่เพียงพอในหลายกรณี

    ตัวอย่างเครื่องจักรอาจต้องรู้

    • Function
    • Capacity
    • Operating Principle
    • Specification

    Chemical ต้องรู้ Composition

    Textile ต้องรู้ Material

    Food ต้องรู้ Ingredient

    ดังนั้นรูปภาพควรใช้ร่วมกับ Product Information อื่น

    Importer กับ Exporter ใช้ HS Code ใครเป็นคนรับผิดชอบ?

    แต่ละฝ่ายควรตรวจ Classification ที่ใช้กับ Customs Declaration ของประเทศตนเอง

    Supplier สามารถให้ข้อมูลช่วยได้

    Freight Forwarder หรือ Customs Broker สามารถช่วยตรวจสอบเบื้องต้นได้

    แต่เจ้าของสินค้าควรมี Product Information ที่ถูกต้อง และไม่ควรผลัก Responsibility ทั้งหมดให้ Logistics Provider โดยไม่มีข้อมูลสินค้า

    Freight Forwarder ช่วยหา HS Code ได้หรือไม่?

    Forwarder หรือ Customs Specialist สามารถช่วย

    • Review Product Information
    • ตรวจ Heading ที่เกี่ยวข้อง
    • ตรวจ Tariff
    • ประสาน Customs Process

    ตาม Service Scope

    แต่สำหรับสินค้าที่ Classification ซับซ้อน ควรมี

    • Technical Data
    • Composition
    • Catalogue
    • Drawing
    • Sample ตามกรณี

    เพื่อประกอบการพิจารณา

    ไม่ควรให้ Provider เดาพิกัดจากรูปสินค้าอย่างเดียว

    ถ้าไม่แน่ใจ HS Code ควรทำอย่างไร?

    สำหรับกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

    • มูลค่านำเข้าสูง
    • Duty Difference สูง
    • นำเข้าซ้ำจำนวนมาก
    • มี Permit
    • มีข้อโต้แย้งด้าน Classification

    ควรพิจารณาตรวจสอบกับหน่วยงานหรือใช้กระบวนการวินิจฉัยพิกัดที่เกี่ยวข้องตามช่องทางของกรมศุลกากร

    ประเทศไทยมีระบบสำหรับสืบค้นข้อมูลและคำวินิจฉัยพิกัด รวมถึงกระบวนการวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

    ก่อนดำเนินการควรตรวจ Requirement และขั้นตอนล่าสุดจากกรมศุลกากร

    HS Code เปลี่ยนได้หรือไม่?

    ได้

    Harmonized System มีการปรับปรุงเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องกับ

    • Technology
    • Product ใหม่
    • Trade Pattern
    • Environmental Issues
    • Industry Change

    ประเทศไทยปัจจุบันใช้ข้อมูลอ้างอิงตาม HS 2022 / AHTN 2022 ในระบบที่มีผลใช้ แต่เมื่อมีการปรับปรุงฉบับใหม่ ผู้ประกอบการควรตรวจว่าพิกัดเดิมยังใช้ได้หรือมีการเปลี่ยนแปลง

    จึงไม่ควรบันทึก Code ไว้ในระบบหลายปีโดยไม่ Review

    HS Code เดิมจาก Shipment ปีที่แล้วใช้ต่อได้เลยหรือไม่?

    ควร Review ก่อน โดยเฉพาะเมื่อ

    • Product Specification เปลี่ยน
    • Material เปลี่ยน
    • Model เปลี่ยน
    • Supplier เปลี่ยน
    • HS Version เปลี่ยน
    • กฎหมายเปลี่ยน

    ถ้าสินค้าเหมือนเดิมและ Classification ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิม Code อาจยังใช้ได้

    แต่ควรตรวจ Current Tariff และ Regulation เป็นระยะ

    HS Code มีผลต่อการวางแผนต้นทุนนำเข้าอย่างไร?

    ก่อนสั่งสินค้า Importer สามารถใช้ Classification ที่ถูกต้องเพื่อประเมิน

    • Product Cost
    • Freight
    • Insurance
    • Import Duty
    • VAT
    • Permit Cost
    • Local Charge

    ทำให้เห็น Landed Cost ก่อนตัดสินใจซื้อ

    หากเริ่มหา HS Code หลังสินค้าเดินทางแล้ว ธุรกิจอาจพบต้นทุนที่ไม่ได้วางแผนไว้

    โดยเฉพาะ Shipment มูลค่าสูง

    ตัวอย่าง Workflow ก่อนนำเข้าสินค้า

    สมมติธุรกิจไทยต้องการนำเข้าเครื่องจักรจากจีน

    ควรเริ่มจาก

    รับ Product Specification

    ↓

    ตรวจ Function และ Technical Data

    ↓

    Classification / HS Code

    ↓

    ตรวจ Duty

    ↓

    ตรวจ FTA

    ↓

    ตรวจ Permit / Regulation

    ↓

    คำนวณ Landed Cost

    ↓

    Confirm Order

    ↓

    Prepare Shipping Documents

    ↓

    Customs Clearance

    Workflow แบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงมากกว่าการ Confirm Order ก่อนแล้วค่อยถามว่า

    “ของกำลังจะถึงแล้ว HS Code อะไร?”

    Checklist ข้อมูลสำหรับตรวจ HS Code

    ก่อนให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย Classification ควรเตรียมข้อมูลเท่าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

    • ชื่อสินค้า
    • รูปภาพสินค้า
    • Brand / Model
    • Material
    • Composition
    • Ingredient
    • Function
    • Intended Use
    • Technical Specification
    • Catalogue
    • Datasheet
    • Manufacturing Process ตามกรณี
    • Country of Origin
    • Supplier HS Code สำหรับ Reference
    • Previous Classification ถ้ามี

    ยิ่งข้อมูล Product ชัด การวิเคราะห์พิกัดยิ่งมีประสิทธิภาพ

    ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ HS Code

    • ใช้ Code จาก Supplier โดยไม่ตรวจ
    • ใช้ Code จาก Marketplace
    • Search Google แล้วเลือกผลแรก
    • เลือกพิกัดจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว
    • เลือก Code ที่ Duty ต่ำที่สุด
    • ไม่อ่าน Section / Chapter Notes
    • ไม่ตรวจ Product Specification
    • ใช้พิกัด 6 หลักเป็นพิกัดไทยโดยไม่ตรวจ AHTN ต่อ
    • เข้าใจว่า 11 หลักทั้งหมดเป็นรหัส HS สากล
    • ใช้พิกัดเดิมแม้ Product เปลี่ยน
    • ไม่ตรวจ FTA
    • ไม่ตรวจ Permit
    • หา HS Code หลัง Cargo เดินทางแล้ว

    Checklist ก่อนใช้ HS Code ใน Shipment จริง

    ตรวจให้ครบว่า

    • Product Description ชัดเจน
    • Material / Composition ถูกต้อง
    • Function ถูกต้อง
    • HS Heading เหมาะสม
    • Section Notes ตรวจแล้ว
    • Chapter Notes ตรวจแล้ว
    • AHTN ปัจจุบันตรวจแล้ว
    • รหัสสถิติตรวจแล้วตามกรณี
    • Import Duty ตรวจแล้ว
    • FTA ตรวจแล้ว
    • Rules of Origin ตรวจแล้ว
    • Permit ตรวจแล้ว
    • Product Regulation ตรวจแล้ว
    • Invoice ใช้ Description สอดคล้องกัน
    • Customs Declaration ใช้ Code ที่ถูกต้อง
    • Buyer / Seller เข้าใจ Code ตรงกัน

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ HS Code (FAQ)

    HS Code คืออะไร?

    HS Code คือระบบรหัสสำหรับจำแนกสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ ใช้เป็นพื้นฐานสำหรับ Customs Tariff, Regulation และ Trade Statistics

    HS Code มีกี่หลัก?

    ระบบ Harmonized System ระดับสากลใช้โครงสร้างถึง 6 หลัก ส่วนแต่ละประเทศหรือภูมิภาคสามารถเพิ่มหลักเพื่อจำแนกสินค้าให้ละเอียดขึ้น

    ประเทศไทยใช้ HS Code กี่หลัก?

    ประเทศไทยใช้พิกัด AHTN ในระดับ 8 หลัก และมีรหัสสถิติ 3 หลักเพิ่มเติมในระบบที่เกี่ยวข้อง จึงสามารถพบรหัสรวมในระดับ 11 หลักได้

    HS Code ของจีนใช้กับประเทศไทยได้เลยไหม?

    ไม่ควรใช้โดยไม่ตรวจ แม้ HS 6 หลักสามารถใช้โครงสร้างร่วมกัน แต่รายละเอียดระดับประเทศหลัง 6 หลักอาจแตกต่างกัน

    HS Code มีผลต่อภาษีนำเข้าหรือไม่?

    มี เพราะพิกัดเป็นหนึ่งในข้อมูลหลักที่ใช้กำหนดอัตราอากรและมาตรการทางศุลกากร

    HS Code มีผลต่อ FTA หรือไม่?

    มี ต้องใช้พิกัดในการตรวจ Preferential Tariff และ Rules of Origin ของ FTA ที่เกี่ยวข้อง

    สินค้าชื่อเดียวกันใช้ HS Code เดียวกันเสมอหรือไม่?

    ไม่เสมอ Material, Composition, Function และ Specification สามารถทำให้ Classification แตกต่างกันได้

    หา HS Code จากรูปสินค้าได้ไหม?

    ใช้รูปเป็นข้อมูลประกอบได้ แต่สินค้าหลายประเภทต้องมี Specification, Material, Composition หรือ Function เพิ่มเพื่อจำแนกให้ถูกต้อง

    Freight Forwarder ช่วยหา HS Code ได้ไหม?

    สามารถช่วยตรวจสอบและประสานงานได้ตาม Service Scope แต่เจ้าของสินค้าต้องให้ Product Information ที่ถูกต้องและครบถ้วน

    ถ้าไม่แน่ใจ HS Code ควรทำอย่างไร?

    ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจข้อมูล และหาก Classification มีผลกระทบสูงหรือมีความไม่แน่นอน สามารถตรวจช่องทางการวินิจฉัยพิกัดของกรมศุลกากรตามหลักเกณฑ์ปัจจุบันได้

    บริการนำเข้า–ส่งออกและพิธีการศุลกากรกับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้ง

    • Air Courier
    • Air Cargo
    • Sea Freight
    • Road Freight
    • Cross-border Transportation

    พร้อมบริการที่เกี่ยวข้องกับ

    • Shipping Documents
    • Packing
    • Warehousing
    • Customs Clearance
    • Delivery

    ตาม Service Scope ของแต่ละ Shipment

    หากต้องการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าและต้องเตรียมข้อมูลสำหรับพิธีการศุลกากร สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้น เช่น

    • ชื่อสินค้า
    • รูปภาพ
    • Material / Composition
    • Function
    • Brand / Model
    • Technical Specification
    • Country of Origin
    • จำนวนและมูลค่าสินค้า
    • ประเทศต้นทาง–ปลายทาง

    เพื่อให้ทีม CPL INTER ช่วยตรวจข้อมูล Logistics และประสานขั้นตอนที่เกี่ยวข้องก่อน Booking

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
    LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ