blog image

    Supply Chain Management คืออะไร? เจาะลึก 5 กระบวนการสำคัญที่ธุรกิจควรรู้

    19 ตุลาคม 2569

    ทำความเข้าใจ Supply Chain Management หรือ SCM ตั้งแต่จัดซื้อวัตถุดิบ การผลิต การตลาด การกระจายสินค้า ไปจนถึง Logistics พร้อมแนวทางบริหารต้นทุน Stock และ Lead Time ให้มีประสิทธิภาพ

    Supply Chain Management คืออะไร?

    Supply Chain Management หรือ SCM การจัดการห่วงโซ่อุปทาน คือการบริหารและเชื่อมโยงกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บสินค้า การบริหาร Stock การกระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า โดยมีเป้าหมายให้สินค้า ข้อมูล และทรัพยากรเคลื่อนที่ไปตาม Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับธุรกิจหนึ่งสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นจากโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่มีหลายฝ่ายทำงานต่อเนื่องกัน เช่น Supplier ส่งวัตถุดิบให้ Manufacturer ผลิตสินค้า จากนั้นสินค้าอาจถูกส่งเข้า Warehouse ก่อนกระจายไปยัง Distributor, Retailer หรือส่งตรงถึง Customer

    หากจุดใดจุดหนึ่งใน Supply Chain มีปัญหา ผลกระทบสามารถส่งต่อไปยังขั้นตอนอื่นได้ เช่น

    • Supplier ส่งวัตถุดิบล่าช้า
    • วัตถุดิบไม่เพียงพอต่อ Production
    • ผลิตสินค้าไม่ทัน Order
    • มี Stock มากเกินความต้องการ
    • Warehouse ไม่มีพื้นที่เพียงพอ
    • สินค้าถูกส่งล่าช้า
    • Freight เพิ่มขึ้นจากการต้องใช้ขนส่งเร่งด่วน
    • ลูกค้าไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด

    SCM จึงไม่ได้เป็นหน้าที่ของฝ่าย Logistics เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการประสานงานระหว่าง Purchasing, Production, Inventory, Sales, Marketing, Warehouse และ Transportation ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

    Supply Chain กับ Supply Chain Management ต่างกันอย่างไร?

    Supply Chain คือเครือข่ายของกิจกรรมและผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงลูกค้าปลายทาง ส่วน Supply Chain Management คือการบริหารเครือข่ายและกิจกรรมเหล่านั้นให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ตัวอย่าง Supply Chain แบบง่ายอาจประกอบด้วย

    • Supplier
    • Manufacturer
    • Warehouse
    • Distributor
    • Retailer
    • Customer

    ส่วน Supply Chain Management จะมองว่าควรบริหารแต่ละขั้นตอนอย่างไร เช่น ต้องสั่งวัตถุดิบเมื่อใด ผลิตจำนวนเท่าไร เก็บ Stock ไว้ที่ไหน ควรส่งสินค้า Route ใด และต้องเติมสินค้าเมื่อใดเพื่อให้เพียงพอกับ Demand

    ดังนั้น Supply Chain คือ “ระบบที่เกิดขึ้น” ส่วน SCM คือ “วิธีบริหารระบบนั้น”

    Supply Chain แบ่งเป็น Upstream, Internal และ Downstream อย่างไร?

    หากมองตามทิศทางการไหลของสินค้า Supply Chain สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักได้

    Upstream Supply Chain เป็นกิจกรรมก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต เช่น

    • การหา Supplier
    • การจัดซื้อวัตถุดิบ
    • การนำเข้าวัตถุดิบ
    • การเจรจาราคา
    • การวางแผน Material
    • การตรวจรับวัตถุดิบ
    • การจัดเก็บ Raw Material

    Internal Supply Chain เป็นกระบวนการภายในธุรกิจ ตั้งแต่วัตถุดิบเข้าสู่ Production จนกลายเป็น Finished Goods เช่น

    • Production Planning
    • Manufacturing
    • Quality Control
    • Inventory Management
    • Packaging
    • Warehouse Management

    Downstream Supply Chain เป็นกระบวนการหลังผลิตสินค้าเสร็จแล้ว ตั้งแต่จัดเก็บ กระจาย และขนส่งไปยังตลาดหรือลูกค้าปลายทาง เช่น

    • Distribution
    • Order Fulfillment
    • Transportation
    • Export
    • Delivery
    • Retail
    • Customer Service

    ทั้ง 3 ส่วนต้องเชื่อมต่อกัน เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะจุดโดยไม่มอง Supply Chain ทั้งระบบอาจทำให้ต้นทุนถูกผลักไปเกิดในอีกขั้นตอนหนึ่งแทน

    ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain?

    Supply Chain ของแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างแตกต่างกัน แต่ผู้เกี่ยวข้องหลักมักประกอบด้วย

    • Suppliers ผู้จัดหาวัตถุดิบหรือสินค้า
    • Manufacturers ผู้ผลิตสินค้า
    • Wholesalers / Distributors ผู้กระจายสินค้า
    • Retailers ผู้จำหน่ายสินค้าแก่ผู้บริโภค
    • Customers ลูกค้าหรือผู้บริโภคปลายทาง
    • Logistics Providers ผู้ให้บริการ Warehouse และ Transportation
    • Freight Forwarders ผู้ประสานงานการขนส่งระหว่างประเทศ
    • Customs Brokers ผู้ดำเนินพิธีการศุลกากร
    • Technology Providers ผู้ให้บริการระบบ WMS, TMS, ERP หรือระบบ Tracking

    ธุรกิจไม่จำเป็นต้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยตนเอง สามารถ Outsource บางกระบวนการให้ Partner ที่มีความเชี่ยวชาญได้ โดยสิ่งสำคัญคือข้อมูลและกระบวนการของแต่ละฝ่ายต้องเชื่อมต่อกันได้

    5 กระบวนการสำคัญของ Supply Chain Management

    สำหรับการมอง SCM ในมุมการดำเนินธุรกิจ สามารถแบ่งกระบวนการหลักออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่

    • Purchasing
    • Manufacturing
    • Marketing
    • Distribution
    • Logistics

    ทั้ง 5 กระบวนการมีความเกี่ยวข้องกันตั้งแต่ก่อนผลิตไปจนถึงส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า และควรมี Demand Planning, Inventory Planning และ Data Management เชื่อมอยู่ตลอด Supply Chain

    1. Purchasing การจัดซื้อและจัดหาวัตถุดิบ

    Purchasing เป็นกระบวนการต้นน้ำที่มีผลต่อต้นทุน คุณภาพ และความต่อเนื่องของ Production โดยไม่ได้มีหน้าที่เพียงหา Supplier ที่เสนอราคาถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน

    ตัวอย่างสิ่งที่ฝ่ายจัดซื้อต้องพิจารณา ได้แก่

    • Supplier Quality
    • ราคาวัตถุดิบ
    • MOQ
    • Lead Time
    • Production Capacity
    • Payment Term
    • Incoterms
    • Country of Origin
    • Supplier Reliability
    • คุณภาพสินค้า
    • Transportation Cost
    • Import Duty
    • ความเสี่ยงด้าน Supply

    ตัวอย่างเช่น Supplier A เสนอราคาวัตถุดิบถูกกว่า Supplier B 10% แต่มี Lead Time 60 วัน ขณะที่ Supplier B มี Lead Time 20 วัน หากธุรกิจมี Demand ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การเลือก Supplier A เพียงเพราะราคาถูกอาจทำให้ต้องถือ Safety Stock มากขึ้น และเพิ่ม Inventory Cost ในภายหลัง

    จึงควรพิจารณา Total Cost ไม่ใช่ Purchase Price เพียงอย่างเดียว

    Supplier ที่ดีควรดูจากอะไรบ้าง?

    การเลือก Supplier มีผลต่อ Supply Chain ระยะยาว ธุรกิจควรประเมินทั้ง

    • ราคา
    • คุณภาพ
    • Delivery Performance
    • Lead Time
    • Capacity
    • Communication
    • Financial Stability
    • Compliance
    • Certification
    • ความสามารถในการรองรับ Order ที่เพิ่มขึ้น
    • ความสามารถในการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

    ธุรกิจที่พึ่ง Supplier รายเดียวมากเกินไปอาจมี Supply Risk สูง หาก Supplier หยุดผลิต เกิดภัยธรรมชาติ มีปัญหาด้าน Transport หรือเกิดข้อจำกัดทางการค้า

    สินค้าหรือวัตถุดิบที่ Critical จึงอาจต้องมี Alternate Supplier หรือ Source จากมากกว่าหนึ่งประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง

    2. Manufacturing วางแผนและบริหารกระบวนการผลิต

    Manufacturing คือการเปลี่ยน Raw Material ให้กลายเป็น Finished Goods โดยต้องบริหารทั้งคน เครื่องจักร วัตถุดิบ เวลา และ Capacity ให้สอดคล้องกับ Demand

    กระบวนการนี้อาจครอบคลุม

    • Production Planning
    • Material Planning
    • Scheduling
    • Manufacturing
    • Quality Control
    • Work in Process
    • Packaging
    • Finished Goods Management

    หากผลิตน้อยเกินไป อาจเกิด Stock Out และเสียโอกาสการขาย แต่ถ้าผลิตมากเกิน Demand ก็อาจเกิด Excess Inventory ทำให้เงินทุนจมและเพิ่มต้นทุน Warehouse

    การวางแผน Production จึงต้องเชื่อมกับข้อมูล Sales Forecast และ Inventory ไม่ควรผลิตจาก Capacity ของโรงงานเพียงอย่างเดียว

    Demand Forecast สำคัญกับ Supply Chain อย่างไร?

    Demand Forecast คือการประมาณความต้องการของตลาดในอนาคต เพื่อช่วยวางแผน

    • Purchasing
    • Production
    • Inventory
    • Warehouse
    • Transportation
    • Workforce

    ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจคาดว่าจะขายสินค้า 10,000 ชิ้นในเดือนหน้า ข้อมูลนี้จะถูกใช้ย้อนกลับไปคำนวณว่าต้องใช้วัตถุดิบจำนวนเท่าไร ต้องเริ่มผลิตเมื่อใด และควรมี Finished Goods พร้อมส่งเมื่อใด

    Forecast ไม่สามารถแม่นยำได้ 100% แต่ธุรกิจสามารถเปรียบเทียบ Forecast กับ Actual Demand อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับแผนได้

    หาก Forecast สูงเกินจริงอาจเกิด Overstock แต่หากต่ำเกินจริงก็อาจเกิด Stock Out

    3. Marketing เชื่อม Demand ของตลาดกับ Supply Chain

    Marketing มีความสัมพันธ์กับ SCM มากกว่าการทำ Advertising เพราะ Campaign, Promotion และ Pricing สามารถเปลี่ยน Demand ได้โดยตรง

    ตัวอย่างเช่น Marketing เตรียม Promotion ลดราคาในช่วง Double Date และคาดว่า Order จะเพิ่มขึ้น 3 เท่า หากข้อมูลนี้ไม่ถูกส่งให้ Purchasing, Production, Warehouse และ Logistics ล่วงหน้า อาจเกิด

    • สินค้าไม่พอขาย
    • Packaging ไม่เพียงพอ
    • Warehouse เตรียมคนไม่ทัน
    • Delivery ล่าช้า
    • ต้องใช้ขนส่งเร่งด่วน
    • Customer Experience ลดลง

    ในทางกลับกัน หากฝ่าย Supply Chain เตรียมสินค้าไว้จำนวนมาก แต่ Campaign ไม่สามารถสร้าง Demand ได้ตามแผน ก็อาจเกิด Stock ค้าง

    Marketing และ Supply Chain จึงควรแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ

    • Sales Forecast
    • Promotion Plan
    • Product Launch
    • Seasonal Demand
    • Target Market
    • Pricing
    • Sales Performance
    • Inventory Level

    เพื่อให้ Supply สามารถปรับตาม Demand ได้ทันเวลา

    โปรโมชั่นมีผลต่อ Supply Chain อย่างไร?

    Promotion สามารถสร้างยอดขายได้ แต่หากวาง Supply Chain ไม่พร้อมก็สามารถสร้างต้นทุนได้เช่นกัน

    ก่อน Campaign ควรตรวจอย่างน้อย

    • Stock เพียงพอหรือไม่
    • Supplier เติมสินค้าได้ทันหรือไม่
    • Production Capacity เพียงพอหรือไม่
    • Warehouse รองรับ Order Volume ได้หรือไม่
    • มีพนักงาน Picking/Packing เพียงพอหรือไม่
    • Carrier รองรับจำนวน Shipment ได้หรือไม่
    • Packaging Material เพียงพอหรือไม่

    โดยเฉพาะ E-Commerce ที่ Order สามารถเพิ่มขึ้นหลายเท่าในช่วงเวลาสั้น ๆ Marketing Plan จึงควรเชื่อมกับ Operations Plan ตั้งแต่ก่อน Campaign เริ่ม

    4. Distribution การจัดเก็บและกระจายสินค้า

    เมื่อผลิตสินค้าเสร็จแล้ว ต้องวางแผนว่าสินค้าควรถูกเก็บไว้ที่ไหน ปริมาณเท่าไร และกระจายไปยังแต่ละพื้นที่อย่างไร

    Distribution สามารถเกี่ยวข้องกับ

    • Warehouse
    • Distribution Center
    • Inventory Allocation
    • Order Fulfillment
    • Picking
    • Packing
    • Consolidation
    • Cross Docking
    • Replenishment

    ตัวอย่างเช่น บริษัทมีลูกค้าอยู่ทั่วประเทศไทย หากเก็บ Stock ทั้งหมดไว้ Warehouse แห่งเดียว ต้นทุน Storage อาจต่ำกว่า แต่ Delivery Time ไปบางพื้นที่อาจนานขึ้น

    ในทางกลับกัน การมี Distribution Center หลายแห่งสามารถลด Last-Mile Distance ได้ แต่ธุรกิจจะต้องถือ Stock กระจายหลาย Location และบริหาร Inventory ซับซ้อนมากขึ้น

    จึงต้องหาสมดุลระหว่าง

    • Inventory Cost
    • Warehouse Cost
    • Transportation Cost
    • Service Level
    • Delivery Time

    ไม่ใช่เลือก Warehouse จากค่าเช่าที่ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว

    Inventory Management สำคัญอย่างไร?

    Inventory เป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่าง Supply และ Demand หากมี Stock น้อยเกินไปจะเกิด Stock Out แต่ถ้ามากเกินไป เงินทุนจะถูกเก็บอยู่ในสินค้า

    ต้นทุน Inventory สามารถเกิดจาก

    • ค่า Warehouse
    • เงินทุนที่จมใน Stock
    • สินค้าหมดอายุ
    • สินค้าเสื่อมสภาพ
    • สินค้าล้าสมัย
    • Insurance
    • Handling
    • Damage
    • Shrinkage

    ธุรกิจจึงควรกำหนด

    • Minimum Stock
    • Maximum Stock
    • Reorder Point
    • Safety Stock
    • Lead Time
    • Inventory Turnover

    ให้เหมาะกับสินค้าแต่ละ SKU ไม่จำเป็นต้องใช้ Policy เดียวกันกับสินค้าทั้งหมด

    FIFO, FEFO และการหมุนเวียน Stock เกี่ยวข้องกับ SCM อย่างไร?

    Warehouse ควรเลือกวิธีหมุนเวียนสินค้าให้เหมาะกับ Product

    FIFO – First In, First Out สินค้าที่เข้าก่อนถูกจ่ายออกก่อน เหมาะกับสินค้าทั่วไปที่ต้องการลด Stock ค้าง

    FEFO – First Expired, First Out สินค้าที่หมดอายุก่อนถูกจ่ายออกก่อน เหมาะกับอาหาร ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง และสินค้าอื่นที่มี Expiry Date

    ข้อมูล Lot, Manufacturing Date และ Expiry Date จึงควรถูกบันทึกตั้งแต่ Receiving เพื่อให้สามารถบริหาร Stock ได้อย่างถูกต้อง

    5. Logistics การขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า

    Logistics เป็นกระบวนการที่ทำให้สินค้าเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยอาจเริ่มตั้งแต่การรับ Raw Material จาก Supplier ไปจนถึงการส่ง Finished Goods ให้ Customer

    กระบวนการ Logistics สามารถครอบคลุม

    • Pickup
    • Inland Transportation
    • Warehouse
    • Consolidation
    • Packing
    • Export Customs
    • International Freight
    • Import Customs
    • Distribution
    • Last-Mile Delivery

    สำหรับธุรกิจระหว่างประเทศยังต้องเลือก Mode of Transport ให้เหมาะสม เช่น

    • Air Freight
    • Sea Freight
    • Road Freight
    • Cross Border
    • Air Courier
    • Multimodal Transport

    แต่ละรูปแบบมี Trade-Off ระหว่าง Cost, Speed, Capacity และ Requirement ของสินค้า

    ทำไม Transportation จึงกระทบ Supply Chain ทั้งระบบ?

    Transportation ไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายหลังผลิตสินค้าเสร็จ เพราะ Transport Lead Time ส่งผลย้อนกลับไปถึง Inventory และ Purchasing

    ตัวอย่างเช่น

    หากนำเข้าวัตถุดิบทางเรือใช้เวลานาน ธุรกิจอาจต้องสั่งล่วงหน้าและถือ Safety Stock มากขึ้น

    แต่หากใช้ Air Freight แม้ Freight สูงกว่า แต่ Lead Time สั้นลงและอาจลด Inventory ที่ต้องถือได้

    ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงว่า “ขนส่งแบบไหนถูกที่สุด?” แต่ควรพิจารณาว่าแบบใดทำให้ Total Supply Chain Cost เหมาะสมที่สุด

    Lead Time คืออะไร และทำไม SCM ต้องให้ความสำคัญ?

    Lead Time คือระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนกระทั่งกระบวนการนั้นเสร็จสิ้น

    ใน Supply Chain สามารถมี Lead Time หลายรูปแบบ เช่น

    • Supplier Lead Time
    • Purchasing Lead Time
    • Production Lead Time
    • Warehouse Processing Time
    • Transportation Lead Time
    • Customer Lead Time

    ตัวอย่างเช่น บริษัทสั่งวัตถุดิบวันที่ 1 และได้รับวันที่ 21 เท่ากับ Material Lead Time ประมาณ 20 วัน

    หาก Lead Time ไม่แน่นอน ธุรกิจต้องเผื่อ Stock มากขึ้นเพื่อป้องกันสินค้าขาด

    การลด Lead Time หรือทำให้ Lead Time มีความสม่ำเสมอจึงสามารถช่วยลด Inventory และทำให้ Planning แม่นยำขึ้นได้

    Bullwhip Effect คือปัญหาอะไรใน Supply Chain?

    Bullwhip Effect คือสถานการณ์ที่ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของ Demand ฝั่ง Customer ถูกขยายใหญ่ขึ้นเมื่อข้อมูลส่งย้อนกลับไปยัง Retailer, Distributor, Manufacturer และ Supplier

    ตัวอย่างเช่นยอดขายเพิ่มขึ้น 10% แต่ Retailer กังวลว่าสินค้าจะขาดจึงสั่งเพิ่ม 20% Distributor เห็น Order เพิ่มจึงสั่ง Manufacturer เพิ่ม 30% และ Manufacturer สั่งวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้นอีก

    เมื่อ Demand กลับสู่ระดับปกติ ทุกฝ่ายอาจมี Stock เกินความต้องการ

    สาเหตุสามารถเกิดจาก

    • Forecast ไม่แม่น
    • ข้อมูลไม่เชื่อมกัน
    • Order เป็น Lot ใหญ่
    • Promotion
    • Panic Buying
    • Lead Time ยาว
    • การสั่งเผื่อ Stock หลายระดับ

    การแชร์ข้อมูล Demand และ Inventory ระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยลดปัญหานี้ได้

    Technology ช่วยบริหาร Supply Chain ได้อย่างไร?

    Supply Chain ที่มีสินค้า Location และ Order จำนวนมากไม่สามารถบริหารด้วยข้อมูล Manual เพียงอย่างเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการใช้ระบบต่าง ๆ เช่น

    • ERP
    • WMS
    • TMS
    • GPS Tracking
    • Inventory Management System
    • Order Management System
    • Barcode
    • QR Code
    • EDI
    • Data Analytics

    ตัวอย่างเช่น WMS ช่วยมองเห็นว่าสินค้า SKU ใดอยู่ Location ไหน ส่วน TMS ช่วยวาง Transportation และติดตาม Shipment

    เมื่อระบบสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ธุรกิจจะมองเห็น Supply Chain ตั้งแต่ Inventory ไปจนถึง Delivery ได้ชัดเจนขึ้น

    KPI อะไรใช้วัดประสิทธิภาพ Supply Chain ได้บ้าง?

    การบริหาร SCM ควรมีตัวเลขวัดผล ไม่ใช่ดูเพียงว่าลูกค้าได้รับสินค้าแล้วหรือไม่

    ตัวอย่าง KPI ที่สามารถใช้ได้ เช่น

    • Order Fulfillment Rate
    • On-Time Delivery
    • Inventory Turnover
    • Stockout Rate
    • Forecast Accuracy
    • Supplier On-Time Delivery
    • Production Lead Time
    • Order Cycle Time
    • Warehouse Accuracy
    • Transportation Cost
    • Cost per Shipment
    • Return Rate

    KPI ที่เลือกควรสัมพันธ์กับเป้าหมายของธุรกิจ เช่น ธุรกิจที่เน้น Service Level อาจให้ความสำคัญกับ On-Time Delivery และ Fill Rate ขณะที่ธุรกิจที่มี Stock มูลค่าสูงอาจให้ความสำคัญกับ Inventory Turnover มากขึ้น

    Supply Chain Management ช่วยลดต้นทุนธุรกิจได้อย่างไร?

    การลดต้นทุนด้วย SCM ไม่ได้หมายถึงการกดราคาทุกกิจกรรมให้ต่ำที่สุด แต่เป็นการลดต้นทุนรวมโดยไม่กระทบ Service Level ที่ธุรกิจต้องการ

    ตัวอย่างเช่น

    ซื้อวัตถุดิบถูกลง 5% แต่ต้องสั่ง MOQ สูงจนมี Stock ค้าง อาจไม่ได้ลดต้นทุนจริง

    เลือก Freight ถูกลงแต่ Transit Time เพิ่มจนต้องถือ Safety Stock มากขึ้น ก็อาจไม่ได้คุ้มกว่า

    ลดพนักงาน Warehouse มากเกินไปจน Order ส่งไม่ทัน อาจทำให้สูญเสียลูกค้า

    SCM จึงต้องมอง Total Cost และผลกระทบระหว่างกระบวนการ ไม่ใช่ Optimize แต่ละฝ่ายแยกจากกัน

    Supply Chain Risk มีอะไรบ้าง?

    Supply Chain สามารถถูกกระทบจากหลายปัจจัย เช่น

    • Supplier หยุดผลิต
    • วัตถุดิบขาดตลาด
    • Port Congestion
    • Flight Cancellation
    • Vessel Delay
    • Border Closure
    • ภัยธรรมชาติ
    • สงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ
    • Regulation เปลี่ยน
    • Currency Fluctuation
    • Cybersecurity
    • Demand เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

    ธุรกิจจึงควรมี Risk Management เช่น

    • Alternate Supplier
    • Multiple Routes
    • Safety Stock สำหรับ Critical Item
    • Backup Carrier
    • Inventory Visibility
    • Insurance
    • Business Continuity Plan

    ไม่จำเป็นต้องมี Backup ทุกอย่าง เพราะจะเพิ่มต้นทุน แต่ควรระบุว่าส่วนใดของ Supply Chain หากหยุดแล้วจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด

    Supply Chain Management สำหรับธุรกิจนำเข้า–ส่งออกต้องดูอะไรเพิ่ม?

    เมื่อ Supply Chain เชื่อมหลายประเทศ ความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นจาก Domestic Supply Chain เพราะมีทั้ง Customs, International Transport และ Regulation เข้ามาเกี่ยวข้อง

    ธุรกิจควรวางแผนเพิ่มเติม เช่น

    • HS Code
    • Incoterms
    • Import Duty
    • VAT
    • Certificate of Origin
    • Import / Export Permit
    • Customs Clearance
    • International Freight
    • Currency
    • Transit Time
    • Port / Airport
    • Destination Charge
    • Insurance
    • Country Risk

    ตัวอย่างเช่นการเลือก Supplier จากต่างประเทศที่เสนอราคาถูกกว่า Supplier ในไทย อาจดูคุ้มค่าใน Purchase Price แต่เมื่อนำ Freight, Duty, Inventory และ Lead Time มารวมแล้ว Total Cost อาจสูงกว่า

    จึงควรเปรียบเทียบ Landed Cost ก่อนตัดสินใจ Source สินค้าจากต่างประเทศ

    ธุรกิจ SME จำเป็นต้องทำ Supply Chain Management หรือไม่?

    SCM ไม่ได้มีไว้สำหรับองค์กรหรือโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น SME ก็มี Supply Chain เพียงแต่มีขนาดและความซับซ้อนต่างกัน

    ตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ที่นำเข้าสินค้าจากจีนก็มี Supply Chain ตั้งแต่

    Supplier ในจีน → Warehouse ต้นทาง → International Transport → Customs → Warehouse ไทย → Order → Packing → Delivery → Customer

    หากไม่มีการวางแผน อาจเกิดปัญหา

    • สั่งสินค้ามากเกินไป
    • Stock ขาดช่วงขายดี
    • Freight สูงเพราะต้องเติมของแบบเร่งด่วน
    • Supplier ส่งล่าช้า
    • ไม่มีพื้นที่ Warehouse
    • Order ส่งไม่ทัน

    SME จึงสามารถเริ่ม SCM ได้จากการเก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น Sales, Inventory, Supplier Lead Time และ Transportation Cost ก่อน ไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น

    5 กระบวนการ Supply Chain Management สรุปแบบเข้าใจง่าย

    หากมอง SCM ตั้งแต่ก่อนผลิตจนถึงลูกค้า สามารถสรุป 5 กระบวนการสำคัญได้ดังนี้

    • Purchasing จัดหา Supplier และวัตถุดิบให้มีคุณภาพ ปริมาณ และต้นทุนเหมาะสม
    • Manufacturing วางแผนและควบคุม Production ให้สัมพันธ์กับ Demand
    • Marketing สร้าง Demand และส่งข้อมูลตลาดให้ Supply Chain เตรียมสินค้าได้ทัน
    • Distribution บริหาร Warehouse, Inventory และการกระจายสินค้า
    • Logistics เคลื่อนย้ายสินค้าให้ถึงปลายทางตามเวลาและ Service Level ที่กำหนด

    ทั้ง 5 กระบวนการไม่ควรถูกบริหารแยกออกจากกัน เพราะการตัดสินใจของฝ่ายหนึ่งสามารถสร้างต้นทุนหรือปัญหาให้กับอีกฝ่ายได้

    เป้าหมายของ Supply Chain Management จึงไม่ใช่เพียงการทำให้สินค้า “เดินทางจากต้นทางไปปลายทาง” แต่คือการทำให้ทั้งระบบสามารถตอบสนอง Demand ได้ด้วยต้นทุน ระยะเวลา และระดับบริการที่เหมาะสม

    บริการ Logistics สำหรับ Supply Chain กับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการด้าน Logistics สำหรับธุรกิจนำเข้า–ส่งออก ครอบคลุมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการ Warehouse, Packing, Consolidation, Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment

    สำหรับธุรกิจที่มี Supplier หรือ Customer อยู่ต่างประเทศ การวางแผน Transportation ตั้งแต่ต้นสามารถช่วยบริหาร Lead Time, Inventory และ Total Logistics Cost ได้ดีขึ้น โดยควรเตรียมข้อมูลสินค้า ปริมาณ ขนาด น้ำหนัก ต้นทาง ปลายทาง และ Schedule เพื่อเลือก Route และ Mode of Transport ให้เหมาะกับ Supply Chain

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426 LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ